- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 54 เล่ห์กลเล็กๆ ในการเจรจา
บทที่ 54 เล่ห์กลเล็กๆ ในการเจรจา
บทที่ 54 เล่ห์กลเล็กๆ ในการเจรจา
เหอฉินกับติงจื่อฉิงกำลังปรึกษากันเบาๆ รถมาเซราติคันหนึ่งค่อยๆ เข้าจอดหน้าประตูของร้านน้ำชา แม้จะไม่ใช่รถหรูระดับตัวท็อป แต่ก็ราคาเกินล้านหยวนขึ้นไป
ส่วนเหอฉินเองเป็นเพียงหัวหน้าบรรณาธิการนิตยสารที่ขับ บีเอ็มดับเบิลยูราคาสามแสนกว่าๆ เมื่อเห็นรถคันนี้ผ่านกระจกหน้าต่าง ทั้งสองก็อดมองไม่ได้
ประตูรถเปิดออก เด็กหนุ่มในชุดวอร์มก้าวลงมา สะพายกระเป๋าสะพายข้าง รูปร่างหน้าตาตรงกับคำนิยามว่า ‘หล่อมากกก..’ เลยทีเดียว!
หลังเข้าร้านมา เขามองไปรอบๆ แล้วสายตาหยุดตรงที่เหอฉินกับติงจื่อฉิงนั่งอยู่ จากนั้นจึงหยิบมือถือออกมา ทั้งสองสบตากันอย่างรู้สึกไม่สู้ดี หรือว่าจะเป็น...ฟางโจว? ดูแล้วน่าจะอยู่ ม.6 จริงๆ
ว่าแล้วเชียว! เมื่อสายโทรศัพท์เชื่อมต่อ ทั้งสองก็มั่นใจว่าเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่เพิ่งเข้าร้านเมื่อครู่ก็คือ ‘ฟางโจว’ ผู้เขียน ‘ผีเป่าตะเกียง’ ในนามปากกา ‘คนซื่อ’
“คุณเหอ หนุ่มคนนี้ไม่ใช่แค่หล่อนะ ยังรวยอีกต่างหาก!”
ตอนฟางโจวเดินเข้ามา ติงจื่อฉิงกระซิบเบาๆ ข้างหูเหอฉิน
สีหน้าเหอฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย บ่นเบาๆ
“คราวนี้ยากแล้วล่ะ!”
หลังทักทายกันเบื้องต้น ทั้งสามนั่งลงที่โต๊ะน้ำชา เหอฉินมองรถมาเซราติที่จอดอยู่หน้าร้านแล้วถึงกับรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
...
ตอนนี้ ‘ผีเป่าตะเกียง’ กำลังเป็นกระแสในโลกออนไลน์ สำนักพิมพ์ต่างๆ พากันติดต่อผู้เขียนเพื่อขอสิทธิ์ตีพิมพ์ เธอเพิ่งโชคดีได้ติดต่อฟางโจวเป็นรายแรก หวังจะใช้ความได้เปรียบในเรื่องข้อมูลทางการตลาดที่มีมากกว่ามาเป็นจุดแข็งในการเจรจา แต่ตอนนี้...ดูท่าว่าจะยากแล้ว
“สวัสดีครับบรรณาธิการติง บรรณาธิการเหอ”
“พวกคุณเอาคอมฯ มาด้วยไหมครับ”
“ต้นฉบับเล่มหนึ่ง บางส่วนของเล่มสอง และเค้าโครงเนื้อหาทั้งหมดของเล่มต่อๆ ไป ผมส่งเข้าอีเมลให้แล้วครับ ลองเปิดดูได้เลยครับ”
แน่นอนว่าเหอฉินกับติงจื่อฉิงเอาคอมฯ มาด้วย แม้ฟางโจวจะมีไฟล์ในแฟลชไดรฟ์ แต่เพื่อความปลอดภัยก็ส่งผ่านอีเมลแทน
เหอฉินเปิดคอมฯขึ้น...มาหาไฟล์ ‘ผีเป่าตะเกียง’ แล้วเปิดอ่านกับติงจื่อฉิง ขณะที่ฟางโจวนั่งรออยู่ข้างๆ พร้อมกาแฟหนึ่งแก้ว
...
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป...ทั้งสองยังจ้องหน้าจออย่างไม่ละสายตา เหมือนลืมไปแล้วว่ามีคนรออยู่ตรงหน้า ฟางโจวโบกมือผ่านหน้าทั้งสอง
“อ๊าาาาา~~~~”
ติงจื่อฉิงร้องเสียงหลง
เมื่อครู่นี้เธอกำลังจินตนาการภาพใน ‘นครโบราณจิงเจวี๋ย’ อยู่เต็มหัว จู่ๆ มีอะไรเหมือนหนวดทะลุเข้ามาตรงหน้า เกือบทำเธอตกใจจนฉี่ราด!
ติงจื่อฉิงที่อยู่ในสภาวะตึงเครียดก็กรี๊ดลั่น ฟางโจวเองก็ตกใจ คนในร้านหันมามองกันหมด ติงจื่อฉิงได้สติ กลับหน้าแดงก่ำ ถลึงตาใส่ฟางโจวแล้วบ่น
“นายไม่รู้เหรอว่า เขียนอะไรไว้”
“จู่ๆ ยื่นมือมาแบบนี้ หัวใจจะวาย!”
ฟางโจวยักไหล่
“พวกคุณอ่านทีละคำเลยเหรอครับ?”
ทั้งสองได้สติกลับมา นึกขึ้นได้ว่าฟางโจวยังรอเรื่องสิทธิ์ตีพิมพ์
เหอฉินพลิกอ่านบทหลังๆ และเค้าโครง แน่ใจว่าไม่มีปัญหา จึงถามว่าฟางโจวอยากทำยังไงกับหนังสือเล่มนี้
ความจริงปฟางโจวคิดไว้ตั้งแต่แรก ถ้าเป็นคนข้ามมิติหรือข้ามภพคนอื่นๆ อาจจะขายลิขสิทธิ์ทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ ฟันเงินหลายๆล้าน แล้วใช้เงินนี้เป็นทุนไปสร้างอาณาจักรธุรกิจ
แต่เขาไม่มีความทะเยอทะยานแบบนั้น อยากใช้ชีวิตแบบ ‘ปลาเค็ม’* แค่ขายสิทธิ์ตีพิมพ์หนังสือก็พอ ถ้าไม่ใช่พวกผลาญเงินก็อยู่สบายไปทั้งชีวิต
เหอฉินจึงพูดขึ้น
“ฟางโจว ตอนนี้ค่าลิขสิทธิ์ของหนังสือเล่มทั่วไปอยู่ที่ 5% – 20% แต่สำหรับนักเขียนทั่วไป จะได้เกิน 10% ก็ยาก”
“ทางสำนักพิมพ์เราได้หารือกันมาแล้ว”
"คุณเป็นคนตรงไปตรงมา เราก็ไม่อยากต่อรองไปมา"
“ด้วยชื่อเสียงของคุณตอนนี้ กับคุณภาพของหนังสือ เราคิดว่าอัตราค่าลิขสิทธิ์ 8% เป็นตัวเลขที่เหมาะสมค่ะ”
มองดูสองคนตรงหน้า ฟางโจวรู้สึกจนใจ ไม่คิดว่าแค่มาคุยเรื่องการตีพิมพ์ยังต้องใช้กลยุทธ์เล็กๆ บ้างแล้ว เขาขยับพวงกุญแจรถเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า
“จริงๆ แล้ว...ผมไม่ขาดเงินนะครับ”
เห็นไหม? มาเซราติ!
ผมเป็นแค่นักเรียน ม.6 ยังขับมาเซราติได้ คิดว่าผมจะสนใจเศษเงินแค่นี้เหรอ?
ผมเขียนหนังสือเพราะ ‘ใจรัก’ ไม่ใช่ ‘เงิน’ ก็แค่ขอยืมรถจากถังถังมาโชว์ ไม่ได้ซื้อเองหรอก แต่ยืมคุ้มกว่า
ถึงอย่างนั้น ก็ต้องเลือกให้ดี รถแพงไปก็เว่อร์เกิน สุดท้ายฟางโจวเลือกมาเซราติ เพราะราคากำลังดี รถคันนี้ยังไม่ถูกนับรวมในคอลเลกชันของพ่อถังถัง เป็นเพียงรุ่นรถที่ซื้อมาแบบให้ครบคอลเลกชันเท่านั้น
จริงๆ แล้ว ถ้าจะให้ภาพลักษณ์ดูเหมือนลูกคนรวยจริงๆ ควรเลือกปอร์เช่ หรือแลมโบกินีมากกว่า แต่รถมาเซราตินี่แหละ เหมาะกับบท ‘เศรษฐีปลอม’ ที่พยายามเข้าสังคมชั้นสูง
สำหรับวันนี้...ก็พอจะหลอกสองสาวตรงหน้าได้แล้ว ทั้งเหอฉินกับติงจื่อฉิงเงียบไปครู่หนึ่ง เข้าใจทันทีว่าทำไมถึงรู้สึกปวดหัวตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ‘กลัวที่สุดคือเจอคนที่ไม่ขาดเงิน’
กลยุทธ์ต่อไปค่อนข้างเด็กน้อยไปหน่อย ทำให้ฟางโจวรู้สึกอายเล็กน้อย เขาหยิบกระเป๋าขึ้นมา แล้วหยิบ...กระดาษคำตอบ
ใช่!... ข้อสอบภาษาจีนจากการสอบจำลองรอบล่าสุด เขาวางลงบนโต๊ะ หันหน้าเอกสารไปทางเหอฉินกับติงจื่อฉิง
“แม้จะดูเหมือนอวด แต่...นี่คือกระดาษข้อสอบภาษาจีนจากการสอบจำลองล่าสุด ผมได้อันดับหนึ่งของเมืองหนานอู๋ครับ” ฟางโจวหยิบกระดาษคำตอบออกมาเพื่อแสดงศักยภาพ
เหอฉินกับติงจื่อฉิง ทำงานสายตัวอักษร เมื่อเห็นข้อสอบที่ได้ 144 คะแนน โดยเฉพาะยิ่งเห็นเรียงความท้ายแผ่น ก็ถึงกับอุทาน
“บทความนี้...เธอเป็นคนเขียนเหรอ!”
ในฐานะบรรณาธิการ แน่นอนว่าทั้งคู่รู้จักเรียงความนี้ ซึ่งถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์เมื่อเร็วๆนี้ มีคนบอกว่าผู้เขียนเป็นนักเรียน ม.6
#ไม่คิดเลยว่า...จะเป็นเด็กหนุ่มตรงหน้า
ฟางโจวยิ้ม “หัวข้อของการสอบรอบนี้คือ ‘ความจงรักภักดี’ ก็เลยนึกถึงเรื่องนี้ครับ”
ทั้งเหอฉินกับติงจื่อฉิงนิ่งไปอีกครั้ง การเจรจาครั้งนี้ต้องพิจารณาใหม่ทั้งหมดแล้ว
เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่เด็กมัธยมปลายธรรมดา ตั้งแต่แรกพบเขาก็เป็นฝ่ายนำการสนทนา
ตอนนี้พวกเธอมีภาพของเขาสองอย่างคือไม่ขาดเงิน และศักยภาพไร้ขีดจำกัด นี่คือสิ่งที่ฟางโจวต้องการแสดงให้อีกฝ่ายเห็น
เหอฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย อีกฝ่ายไม่ขาดเงินก็หมายถึง ไม่รีบร้อนที่จะทำเงินเขาเลยไม่รีบขายลิขสิทธิ์ ถ้าอยากจะกดราคาก็ต้องใช้เวลาเจรจาหลายรอบ...แต่ก็ไม่ทันแล้ว เพราะมีสำนักพิมพ์อื่นรอจ้องอยู่เต็มไปหมด
#และที่สำคัญ
หากวันนี้สร้างความประทับใจแย่ๆ ไว้ ต่อให้เสนอเงื่อนไขเท่ากันในอนาคต ฟางโจวก็อาจไม่เลือกพวกเธอ จากบุคลิกของอีกฝ่ายเหอฉินมั่นใจว่าเป็นแบบนั้นแน่
---
*คำว่า ‘ปลาเค็ม’ ในภาษาจีนหมายถึงคนขี้เกียจที่ไม่มีความทะเยอทะยาน
(จบบทที่ 54)