- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 53 พี่ชาย! ยังเป็นหนี้น้องสาวอยู่นะ
บทที่ 53 พี่ชาย! ยังเป็นหนี้น้องสาวอยู่นะ
บทที่ 53 พี่ชาย! ยังเป็นหนี้น้องสาวอยู่นะ
หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ฟางโจวใช้ชีวิตไปตามปกติ—เข้าเรียน ทบทวนบทเรียน พิมพ์ต้นฉบับ หลังจากทบทวนภาษาจีนเสร็จแล้ว เขาก็เดินหน้าต่อกับวิชาอื่นๆ
ตอนนี้ฟางโจวรู้สึกเหมือนตัวเองกลายพันธุ์ไปแล้ว การเรียนรู้กลายเป็นเรื่องง่ายดาย ความรู้จากหนังสือซึมซับเข้าหัวอย่างรวดเร็ว
แต่เขาก็อดประหลาดใจไม่ได้ แม่…ปล่อยเขาไปง่ายๆ อย่างนั้นเลย งานประชุมผู้ปกครอง แม่ต้องรู้แน่ว่าเขาไม่ได้อยู่หอพัก แต่นอกจากโทรมาวันนั้นครั้งเดียว ฟางอวี้หรูก็ไม่ได้ติดต่อเขาอีกเลย ฟางโจวจึงถอนหายใจโล่งอก
---
เช้าวันหนึ่ง หลังจากพักเบรกกลางคาบ นักเรียนเริ่มทยอยกลับเข้าห้องเรียน ฟางโจว หงเสี่ยวหลง และถังถัง เดินกลับมาพร้อมกัน ตอนนี้ทั้งสามคนกลายเป็น ‘สามทหารเสือ’ ของห้อง ม.6/2 ไปแล้ว ผลการเรียนอยู่ระดับปานกลาง ทั้งสามเป็นทายาทเศรษฐีเหมือนกัน ดูเป็นแก๊งเดียวกันชัดๆ
แต่ทันใดนั้น ก็มีเงาสองเงาเดินเข้ามาใกล้ นักเรียนคนอื่นๆ แอบมองด้วยความสนใจ เพราะคนที่เดินเข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน—ฟางชิงหลิน ดาวประจำโรงเรียน กับเพื่อนของเธอนั่นเอง
พอเดินมาถึงใกล้ๆ ฟางชิงหลินก็เอ่ยเรียก
“พี่!”
แต่พอพูดจบ กลับไม่มองหน้าฟางโจวด้วยซ้ำ สายตาวูบวาบ มือสองข้างไขว้ไว้ข้างหลัง บิดไปมา คนที่ได้ยินแถวนั้นต่างตกใจ แม้แต่ฟางโจวก็อึ้งไปนิดๆ ทุกคนรู้ว่าพวกเขาเป็นพี่น้องกัน แต่ตลอดสามปี ม.ปลาย ไม่มีใครเคยเห็นทั้งคู่พูดคุยกันในโรงเรียนเลย
---
ตอนนี้หัวใจของฟางชิงหลินเต้นระรัว การมาครั้งนี้เธอต้องรวบรวมความกล้ามาเต็มที่ แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่ฟางโจวรู้ดีว่าเบื้องหลังท่าทีเย็นชานั้นคือหัวใจที่อ่อนไหวและบอบบาง
ฟางโจวหวนคิดไปถึงช่วงปิดเทอมหน้าร้อนหลังจบ ม.3
“พี่~ แม่บอกว่าช่วงปิดเทอมเราจะได้พักบ้าง”
“ไปเที่ยวกันเถอะ~”
เสียงของเธอในตอนนั้น ทั้งแผ่วเบาและพยายามเอาใจ
เด็กหนุ่มที่ไร้เดียงสาคนหนึ่งถูกความอิจฉาบดบังและไม่รู้ว่าจะระบายความอัดอั้นนี้ออกมายังไง จึงได้แต่ใช้คำพูดที่โหดร้ายที่สุดเพื่อทำร้ายจิตใจของอีกฝ่าย
“ไสหัวไป! ฉันไม่มีน้องสาว แกมันก็แค่เด็กเก็บมาเลี้ยง อย่าเรียกฉันว่าพี่อีก!”
ด้วยนิสัยขี้กลัวของยัยตัวเล็กในตอนนั้น เธอคงตกใจจนร้องไห้แน่ๆ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เธอก็เริ่มปิดกั้นหัวใจตัวเองและหลังเข้า ม.ปลาย ก็กลายเป็นดาวโรงเรียนที่แสนเย็นชาประจำโรงเรียนโดยสมบูรณ์
พอรออยู่นานโดยไม่มีคำตอบกลับ...ฟางชิงหลินก็เตรียมจะเดินจากไป แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นด้วยความอบอุ่นไร้ซึ่งความเย็นชาและประชดประชัน:
“มีอะไรรึเปล่าชิงหลิน มาหาพี่มีธุระเหรอ?”
แม้ฟางชิงหลินจะไม่ใช่คนอ่อนไหวง่าย แต่คำพูดนี้กลับทำให้เธอแสบจมูกขึ้นมา
---
เธอรีบปรับสีหน้าแล้วตอบว่า:
“ได้ยินว่าช่วงนี้พี่กำลังทบทวนวิชาอื่นอยู่ พี่อยากได้สมุดโน้ตไหม? หนูมีโน้ตเก่าอยู่หลายเล่ม”
นี่คือข้ออ้างที่ดีที่สุดที่เธอหาได้
ฟางโจวยิ้ม
“เอาสิ”
“กำลังมีหลายจุดที่ไม่เข้าใจเพอดีลย”
“แต่อย่ามาเสียใจทีหลังล่ะ ถ้าพี่จริงจังแล้วคะแนนแซงเธอขึ้นมา~”
ฟางชิงหลินได้ยินโทนเสียงหยอกล้อในคำพูดของฟางโจว โลกทั้งใบเหมือนสว่างไสวขึ้น
“พี่เก่งกว่าหนูอยู่แล้วนี่นา~”
คนที่ยืนดูอยู่รอบๆ ต่างรู้สึกเหมือนฉากในละครวัยรุ่น ยิ่งกว่านั้น คนที่ยืนอยู่ด้วยกันแต่ละคนหน้าตาดีมาก แค่ดูหน้าก็รู้สึกดีต่อใจแล้ว ที่หน้าห้องเรียนห้องหนึ่งฟางชิงหลินยื่นโน้ตหนาเตอะให้ฟางโจว
เขาพึมพำเบาๆ:
“ยัยนี่... เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?”
กลับมาถึงห้องเรียน เขานึกถึงคำว่า “พี่” ที่เพิ่งได้ยิน คิดถึงเงาตัวเล็กๆ ที่เคยตามหลังเขาเสมอ ถึงจะโดนเขาด่าว่าแค่ไหนก็ไม่เคยหายไปไหน
จนกระทั่งหลังจบ ม.3 คำพูดที่ว่า “แกมันลูกเก็บมาเลี้ยง” ก็กลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างพี่น้องทั้งสองคน ทั้งคู่ก็ห่างเหินกันเรื่อยๆ
ฟางโจวขยี้หน้าตัวเองแล้วบ่นว่า:
“ยัยตัวแสบ!”
รู้สึกปวดหัวขึ้นมาเฉยๆ
---
วันเสาร์
หลังจากเรียนจบคาบสอง ฟางโจวเก็บของ แล้วใส่กระดาษข้อสอบภาษาจีนไว้ในกระเป๋า ในนั้นยังมีแฟลชไดร์ฟอันหนึ่งที่เขาพกติดไว้ด้วย พอเห็นหงเสี่ยวหลงจะเดินออกไป
เขาโบกมือเรียก
“เฮ้ เสี่ยวหลง! ขอยืมรถหน่อยสิ”
หงเสี่ยวหลงยังไม่ทันได้ตอบ ถังถังก็พูดขึ้นอย่างตื่นเต้น:
“จะไปเที่ยวอีกแล้วเหรอ~?”
“พาฉันไปด้วยสิ!”
ก่อนหน้านี้ วันหยุดของถังถังมีแค่เรียนพิเศษกับเดินห้าง แต่ครั้งก่อนที่ไปเที่ยวซีซานกับฟางโจว สนุกกว่ามากๆ
ฟางโจวโบกมือ
“ไม่ได้ไปเที่ยวหรอก”
“คือ… จะยืมรถไปอวดรวยซะหน่อย~”
“แบบว่า แกล้งทำเหมือนเราเป็นลูกคนรวย ไม่ขาดเงิน!”
หงเสี่ยวหลงเดินมาแล้วยื่นกุญแจให้
พร้อมบ่นเบาๆ:
"แกก็รวยอยู่แล้วนี่หว่า!"
แม้ถังถังจะไม่เข้าใจเรื่องเงิน แต่เรื่องรถเธอก็พอรู้บ้าง พอได้ยินว่าฟางโจวจะยืมรถไปอวดรวย เธอก็ยกมือเล็กๆ ขึ้นทันที:
“บ้านเราก็มีรถนะ~”
“รถเสี่ยวหลงมันเชยไป!”
“ที่บ้านเรามี ‘บูกัตติ’ คันหนึ่ง ลุงติงเคยบอกว่ามันราคาแพงมาก เอาคันนั้นไปขับเลย!”
ฟางโจว: “……”
น้องสาวครับ ผมจะเอาไป ‘อวด’ ไม่ใช่ให้เธอมาอวดผมแทน!
ไม่ว่าจะเป็นฟางโจวหรือหงเสี่ยวหลง วันนี้พวกเขาโดนถังถังอวดเข้าเต็มๆ จนพูดไม่ออก
สุดท้าย... ฟางโจวก็ต้องตามไปบ้านตระกูลถัง
เขาขับ ‘มาซาราติ’ ที่ไม่โดดเด่นคันหนึ่งออกมาแบบพอถูไถ
ถังถังมองคว่ำเล็กน้อย หันไปถามลุงติง
“ลุงติง รู้ใช่ไหมว่าฟางโจวจะไปไหน?”
“เดี๋ยวเราไปเที่ยวตรงนั้นด้วยดีกว่า~”
“หนูจะขับเอง!”
“เอาบูกัตติคันนั้นแหละ!”
ลุงติงสะดุ้งโหยง:
“คุณหนูจะไปก็ได้ครับ… แต่ให้ผมขับดีกว่าไหม?”
ถังถังส่ายหัว
“หนูขับเป็นแล้ว!”
“ลุงไม่เชื่อในฝีมือหนูเหรอคะ?”
พอคิดว่าฟางโจวบอกว่าจะ ‘ยืมรถไปอวดรวย’
ถึงถังถังจะไม่เข้าใจว่าอวด คืออะไร
แต่ในเมื่อพูดว่าเป็นการอวดรวย ยิ่งเป็นรถดีๆ ก็ยิ่งได้ผลใช่ไหมล่ะ!
“ฮิๆๆ”
"คอยดูนะ จะทำให้นายตกใจเลย!"
---
#ร้านน้ำชาตงเฉิง
เป็นร้านน้ำชาที่อยู่ริมคูเมืองในเขตเมืองเก่า เหอฉินและติงจื่อฉิงสั่งชาดอกกุหลาบหนึ่งกา จุดเทียนหอมอุ่นชาเบาๆ
ติงจื่อฉิงมองวิวด้านนอกและพูดอย่างหวนคิด
"บรรยากาศเมืองหนานอู๋ดีจริงๆ"
"ความรู้สึกแบบเมืองริมน้ำเจียงหนานแบบนี้ ทำให้รู้สึกสบายกว่ากลิ่นอายธุรกิจในเมืองซูจิง"
"ไม่แปลกใจเลยที่ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาที่นี่มีทั้งผู้คนมากความสามารถ นักกวี และบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเพราะการสืบทอดและข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ด้วย"
---
ติงจื่อฉิงมาจากทางเหนือ ที่ไกลสุดที่เธอเคยลงใต้ก็คือข้ามแม่น้ำแยงซีมาเมืองซูจิงเท่านั้น วันนี้ได้มาทำงานกับหัวหน้าที่มืองหนานอู๋ เมืองริมน้ำโบราณของที่นี่สร้างความประทับใจให้เธอไม่น้อย
เหอฉินหัวเราะ
“ที่นี่ดีจริง”
“ทั้งบรรยากาศ ทั้งเศรษฐกิจก็ดีกว่าซูจิงด้วยซ้ำ”
“ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่”
“พอเจอแล้ว เดี๋ยวต้องหยั่งเชิงดูก่อน อย่าให้เขาจับไต๋เราได้ง่ายๆ”
“เรื่องค่าลิขสิทธิ์...”
“ต้องคุยกันดีๆ หน่อย”
ที่ทั้งคู่มาหนานอู๋ครั้งนี้ ก็เพื่อเจรจาเรื่องตีพิมพ์หนังสือเล่มของผีเป่าตะเกียง กับฟางโจวแม้ผลงานของเขาจะทำให้ยอดขายของนิตยสารคลับวัยทีนเพิ่มขึ้นมาก แต่ธุรกิจก็คือธุรกิจ
เรื่องสั้นกับนวนิยายไม่เหมือนกัน นิตยสารฉบับหนึ่งอาจจะเพิ่มยอดขายได้เพราะมีบทความดีๆ ชิ้นหนึ่ง แต่มันจะไม่สูญเสียยอดขายเพราะมีบทความคุณภาพไม่ดีชิ้นหนึ่ง คนซื้อนิตยสารมักจะเลือกจากชื่อสำนักพิมพ์ คนซื้อนิยายก็ย่อมเลือกจากชื่อนักเขียน
แม้ว่า ผีเป่าตะเกียงจะโด่งดังในอินเทอร์เน็ต แต่ชื่อเสียงของนักเขียน ‘คนซื่อ’ ยังไม่มีชื่อเสียง ยังไม่ได้รับการพิสูจน์จากตลาด
---
แม้เหอฉินจะเชื่อว่านิยายเรื่องนี้มีศักยภาพ แต่ว่าดีแค่ไหนก็ยังไม่แน่ชัด สำนักพิมพ์ก็อยากให้ระมัดระวังสักหน่อย
“ดีอย่างคือ เขายังเรียนมัธยมปลายปีสุดท้ายอยู่”
“ดูเหมือนว่าเขาจะต้องการเงินด้วย อย่างนี้น่าจะคุยง่ายหน่อย
“ด้วยนิสัยรักเงินของเขา ถ้าเขียนหนังสือที่ได้รับความนิยมออกมาสักเล่ม เขาคงอยากจะทำเงินเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แน่ๆ”
เหอฉินพูดปลอบใจตัวเอง
(จบบทที่ 53)