- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 38 บังเอิญเจอหญิงขี้วีนคนนั้นอีกแล้ว
บทที่ 38 บังเอิญเจอหญิงขี้วีนคนนั้นอีกแล้ว
บทที่ 38 บังเอิญเจอหญิงขี้วีนคนนั้นอีกแล้ว
เพี๊ยะ!!
ฝ่ามือหนึ่งตบเข้าที่หน้าของฟางโจวเต็มแรง
อาจเป็นเพราะรู้สึกผิด อาจเป็นเพราะโกรธจัดจนขาดสติ
หรืออาจเพราะรู้สึกว่าศักดิ์ศรีถูกท้าทาย ฟางอวี้หรูจึงเผลอยกมือขึ้นโดยไม่ทันคิด
ฟางเสวี่ยหรูลุกพรวดขึ้น ผลักฟางอวี้หรูจนเซไปหนึ่งก้าว
“พี่ทำบ้าอะไรน่ะ”
พูดจบก็หันมาดูหน้าฟางโจว ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
จูอ้ายฮุ่ยก็ลุกขึ้นตามไปดูฟางโจวเช่นกัน
พร้อมตำหนิฟางอวี้หรูที่ดันมาตบลูกชายในช่วงเวลาแบบนี้
หลังจากฟาดมือลงไป...ฟางอวี้หรูก็รู้สึกเสียใจทันที
มองมือตัวเองราวกับไม่อยากเชื่อว่าตัวเองทำลงไป
น้ำตาพรั่งพรูราวกับสายฝนกระหน่ำลงมาไม่หยุด
...
หลายปีมานี้ ฟางโจวให้ความเคารพฟางอวี้หรูมาโดยตลอด แม้ตอนที่ฟางโจวย้ายไปอยู่หอ ฟางอวี้หรูก็คิดว่าเขาแค่กำลังอารมณ์เสีย แต่เมื่อได้ยินคำพูดของฟางโจวในวันนี้ ฟางอวี้หรูถึงเพิ่งตระหนักว่าฟางโจวไม่ใช่แค่ไม่พอใจเธอ แต่เป็นความโกรธเคือง หรืออาจเรียกได้ว่า...ความเกลียดชัง!
แม้จะเป็นเช่นนั้น เธอก็เข้าใจว่าฟางโจวรู้สึกเจ็บปวด ที่พลั้งมือตบหน้าเขาครั้งนี้นอกจากจะมีความอับอายเล็กน้อยที่ถูกเปิดโปงความในใจแล้ว ก็อยากให้เขารู้ว่า..ถึงเขาจะมีความคับแค้นในใจแค่ไหน ก็ไม่ควรพูดจาแบบนี้ต่อหน้าผู้ใหญ่ แสดงถึงการขาดการอบรมจากครอบครัว
...
แต่ฟางโจวก็ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ มุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน
หัวใจของฟางอวี้หรูก็เริ่มหวาดกลัวขึ้นมาในใจ
ฟางโจวมองหน้าฟางเสวี่ยหรู
เห็นว่าน้าสาวร้องไห้หนักยิ่งกว่าแม่ตัวเองจนแม้แต่น้ำมูกไหลยังไม่รู้ตัว
เขาอดไม่ได้ที่จะขยี้จมูกตัวเองด้วยความเคอะเขิน
“เอ่อ...น้าก็ยังเป็นน้าของผมอยู่ใช่ไหม”
ฟางเสวี่ยหรูโผเข้ากอดเขาทันที
“พูดอะไรแบบนั้นกันเล่า”
“ไม่ว่าเมื่อไหร่ น้าก็คือน้าของเธอ”
“ถ้าไม่มีใครในบ้านนี้รักเธอ น้าจะรักเอง”
...
ฟางโจวลุกขึ้น กวาดสายตามองคนในห้อง
ก่อนจะเอ่ยกับน้าสาวด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็กๆ
“ผมบอกแล้วไง ว่าล้างมือก็เปล่าประโยชน์”
“อยู่ที่นี่ก็คงทำให้ทุกคนอึดอัด ผมขอตัวก่อนนะครับตากับยาย ไว้คราวหน้าผมจะแวะมาใหม่ตอนที่ทุกคนใจเย็นลงแล้วกัน...วันนี้ผมก็อารมณ์ร้อนไปหน่อย”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นเปลี่ยนรองเท้า เตรียมจะออกจากบ้าน
ยายเห็นดังนั้น ก็รีบลุกขึ้นจะไปขวาง แต่ถูกฟางซูซานดึงไว้
“ช่างเถอะ ปล่อยให้ทุกคนใจเย็นก่อน”
ฟางโจวเดินออกจากประตู หันไปมองด้านหลังแวบหนึ่ง แล้วก็จากไป
...
ความจริงแล้ว หลังจากข้ามมิติมา จิตใจและวิธีคิดของเขาก็คือผู้ชายวัยสี่สิบ เพียงแต่ยังมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอยู่บ้าง ส่วนความสัมพันธ์กับคนในอดีตของร่างเดิมนั้น เขาไม่ได้รู้สึกลึกซึ้งอะไรนัก
เมื่อครู่นี้เขามองสถานการณ์ในฐานะคนนอก ได้พูดระบายออกไปก็สะใจดี แต่ก็ยังมีความคับแค้นจากชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวในชาติก่อนผสมกับความรู้สึกเห็นใจที่มีต่อหวังฉางเฟิง แต่พอนึกอีกที นั่นก็แม่แท้ๆของเจ้าของร่างเดิม เธอร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าคนอื่น ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง
...
ในห้อง...ฟางซูซานนั่งลง เขามองฟางอวี้หรูที่กำลังปาดน้ำตา รอยขมวดคิ้วเริ่มชัดขึ้น เขาก็รู้ดีว่าลูกสาวคนนี้เป็นคนไม่ยอมแพ้มาตั้งแต่เด็กไม่ว่าจะตอนเรียน ตอนมีแฟน หรือแม้กระทั่งตอนที่ปุกปั้นโรงงานเล็กๆ ให้กลายเป็นกลุ่มบริษัทที่มีสินทรัพย์สองพันล้าน ทั้งหมดเป็นผลจากนิสัยของเธอ สิ่งที่ฟางโจวพูดเมื่อครู่ เรื่องที่เธออยากพิสูจน์อะไรบางอย่างกับ ‘หลี่ตง’ ก็ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล
เมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผยและอยู่ต่อหน้าคนในครอบครัว ฟางอวี้หรูก็ไม่มีอะไรจะปิดบังอีกแล้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อว่า
“ฉันพูดเรื่องจริงนะ”
“กลัวว่าฟางโจวจะได้รับพันธุกรรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก็เลยอยากเหลือทางออกไว้ให้ลูก เรื่องนี้ฉันก็เคยถามเสวี่ยหรูแล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ถามเธอสิ”
แต่ฟางเสวี่ยหรูกลับลุกขึ้น หยิบกระเป๋าเดินไปที่หน้าประตูเพื่อเปลี่ยนรองเท้า
จูอ้ายฮุ่ยเห็นดังนั้นก็รีบลุกไปห้าม
ฟางเสวี่ยหรูสูดลมหายใจลึก แล้วกล่าวว่า
“พอดีเพิ่งนึกได้ว่า เย็นนี้ยังมีธุระที่โรงพยาบาลต้องไปดูหน่อย”
พูดจบก็เปิดประตูเดินออกไป
...
ในห้องนั่งเล่น บรรยากาศกลับมาอึมครึมอีกครั้ง ตอนนั้นเองมือถือที่วางอยู่ข้างฟางซูซานมีข้อความแจ้งเตือนเข้า ฟางซูซานหยิบขึ้นมาดู พลางเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ...พออ่านเสร็จสีหน้าก็ผ่อนคลายลง เขาหันไปมองฟางชิงหลินที่นั่งเงียบเป็นเงาอยู่นาน
ตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้น ฟางชิงหลินนั่งก้มหน้ามาตลอด เพราะเรื่องที่ฟางอวี้หรูพูดมันหนักหนาจนไม่มีใครทันได้สนใจเธอ ฟางซูซานโบกมือ
“เอาล่ะ มากินข้าวกันเถอะ”
“เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
“ชิงหลิน กินกับข้าวเยอะๆ นะ วันนี้ตากับยายตั้งใจทำให้เลย”
“ลองกุ้งนี่ดูสิ”
เขาก็ตักกับข้าวใส่ชามให้หลานสาวหลายอย่าง
ฟางชิงหลินเพิ่งจะเงยหน้า ดวงตาเหม่อลอยแต่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณค่ะตา”
จูอ้ายฮุ่ยหันไปปลอบฟางอวี้หรูอีกสองสามประโยค ฟางอวี้หรูเองแม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวมามากก็ยังต้องหยิบกระดาษเช็ดน้ำตาน้ำมูก แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมากระแทกลงโต๊ะพูดอย่างเคืองๆ!
“ไอ้เด็กบ้า!”
“กล้าพูดกับแม่แบบนั้นได้ยังไง”
“ไว้ดูเถอะ แม่จะสั่งสอนให้เข็ด”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่แววตาของฟางอวี้หรูก็แฝงไปด้วยความเศร้าและสับสน
…
#บ้านตระกูลหง
ครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากันอย่างหาได้ยาก หงเสี่ยวหลงกำลังกินข้าวกับพ่อแม่อยู่ก็ได้รับโทรศัพท์จากฟางโจวที่ชวนออกไปดื่ม
“พ่อแม่ครับ ฟางโจวชวนผมออกไปข้างนอกหน่อย”
“คงมีเรื่องสำคัญ”
ก่อนกินข้าว หงเสี่ยวหลงก็เล่าเรื่องของฟางโจวให้พ่อแม่ฟังแล้ว หงจงกั๋วรู้ว่าทั้งสองสนิทกัน จึงไม่ได้ห้าม เพียงแต่เตือนว่าอย่าไปหาเรื่องใส่ตัว
...
#บาร์ชิงกั๋ว
เป็นบาร์ที่บรรยากาศไม่วุนวายเสียงดัง ฟางโจวเพิ่งเคยมาครั้งแรก ก่อนหน้านี้หงเสี่ยวหลงเคยบอกว่าจะพามาเที่ยวแต่ก็ไม่มีโอกาส
ตอนนี้ยังหัวค่ำอยู่ ในบาร์ยังไม่มีคนมากนัก ไม่มีเสียงดนตรีดังสนั่น พนักงานและบาร์เทนเดอร์กำลังเตรียมงาน วงดนตรีก็ยังจูนเสียงอยู่ ฟางโจวในชาติก่อนก็ไม่เคยมาแบบนี้เคยแต่ไปร้านที่เสียงดังวุ่นวาย ที่นี่ดูสงบ น่านั่งดี
หงเสี่ยวหลงสั่งเบียร์มาหลายขวด มาถึงที่นี่เขาไม่จำเป็นต้องสั่งเหล้านอกเพื่อรักษาหน้าตา อยากดื่มพวกนั้นจริงๆ ก็ไปเอาจากห้องใต้ดินที่บ้านได้สบาย พ่อทำธุรกิจเดินเรือเหล้านอกเลยมีให้เลือกเยอะ
นั่งลงตรงบูธ หงเสี่ยวหลงก็กำลังตื่นเต้นถามฟางโจวว่า วันนั้นกินยากระตุ้นหมดอายุมารึไง ถึงได้ทำข้อสอบวิชาภาษาจีนได้คะแนนสูงขนาดนี้ แต่กลับเห็นฟางโจวก้มหน้าเอียงตัว มือข้างหนึ่งเท้าคางพยายามบังหน้าตัวเองไว้
“โธ่เอ๊ย วันนี้ซวยจริง”
“ดันมาเจอสองคนนั้นอีก”
...
ไม่ไกลนัก..ด้านหน้าสุดของบาร์ หญิงสาวสองคนนั่งอยู่ หนึ่งในนั้นชี้มาทางบูธของหงเสี่ยวหลงกับฟางโจว ก็แน่ล่ะ ตอนนี้คนในร้านมีอยู่ไม่กี่คน สองหนุ่มนี่เลยสะดุดตา
“ชิงเหยา เจ้าเสี่ยวหลงหนุ่มน่ารักคนนั้นมาอีกแล้ว”
เป่ยชิงเหยาเหลือบตามอง แล้วพูดกับจ้าวเสี่ยวถงว่า
“เขาไม่ใช่ชอบเธอเหรอ ทุกทีที่มา ก็เข้ามาทักเธอตลอด ดูเหมือนเขาสนใจเธอนะ”
“อยากไปทักทายไหม”
จ้าวเสี่ยวถงส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ ยิ้มแล้วพูดว่า
“เพิ่งหายวุ่นวายสักพักเองนะ...สองสามวันมานี้ถูกพวกนั้นก่อกวนจะตายอยู่แล้ว แต่ตระกูลหงมีอิทธิพลทั้งในหนานอู๋และทั้งมณฑลเจียงหนาน เป็นเพื่อนกันไว้ก็ไม่เสียหายแถมเขาก็เป็นคนนิสัยดี แน่นอนว่าต้องไปทักทาย”
“อีกคนที่นั่งข้างๆ ก็ไม่เลวนะ ดูมีรสนิยม”
“งั้นไปด้วยกันเลย”
“จับคู่กันพอดี”
“มาลิ้มลองรสชาด ‘วัวแก่กินหญ้าอ่อน’ กันหน่อยเถอะ”
เป่ยชิงเหยาหันไปมองอีกครั้ง พูดอย่างไม่สบอารมณ์
“พูดอะไรบ้าๆ”
“ดูจากท่าทางแล้ว น่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเสี่ยวหลง”
“ดูเหมือนเป็นเพื่อนสนิท ถ้าเป็นอย่างนั้นครอบครัวอีกฝ่ายก็คงไม่ธรรมดาเหมือนกัน”
“เดี๋ยวเราไปทักกันสักหน่อยก็แล้วกัน”
(จบบท)