- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 37 แตกหักโดยสิ้นเชิง
บทที่ 37 แตกหักโดยสิ้นเชิง
บทที่ 37 แตกหักโดยสิ้นเชิง
พอเห็นกุญแจรถเข้า...
มุมปากของฟางโจวกระตุกขึ้นเล็กน้อย กลายเป็นรอยยิ้มที่แฝงด้วยการเย้ยหยัน
“ของหลี่ตงสินะ”
ฟางอวี้หรูขมวดคิ้ว พักนี้ลูกชายมีพฤติกรรมแปลกไป เธอรู้ว่าลูกชายไม่สบายใจ บางเรื่องก็ไม่ยุติธรรมกับเขาจริงๆ แต่เธอไม่อยากให้ฟางโจวทำตัวไร้มารยาทเหมือนพวกเด็กเกเรไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่
...
เธอพูดด้วยความอดทนว่า
“ยังไงเขาก็เป็นพ่อของลูกในทางพฤตินัย”
ถ้าเป็นฟางโจวคนก่อน โดนพูดแบบนี้คงไม่กล้าเถียง
แต่ฟางโจวในตอนนี้ไม่แคร์อะไรแล้ว
...
เขาหัวเราะ ยิ้มเยาะพูดว่า
“อย่าใช้คำว่า ‘พ่อ’ กับผมง่ายๆ แบบนั้นสิครับ”
“แม่โยนรถแลมโบกินีให้ผมง่ายๆ แบบนี้ ทำให้ผมเข้าใจผิดว่าลุงหวังร่ำรวยขึ้นมาแล้ว”
ทันทีที่พูดจบ ทุกคนในห้องก็ตกตะลึง
คนที่ไม่รู้เรื่องยิ่งงงงวยกันเป็นแถว
ฟางซูซานกับจูอ้ายฮุ่ยยังพอเก็บอารมณ์ไว้ได้เพราะอายุเยอะแล้ว แต่ฟางเสวี่ยหรูทนไม่ไหวแล้ว
“พี่ นี่มันเรื่องอะไรกัน”
“หลี่ตงคือใคร”
“แล้วเขาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้!”
...
ฟางอวี้หรูกับฟางเสวี่ยหรูไม่ค่อยลงรอยกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แถมฟางอวี้หรูก็อารมณ์ขึ้นเหมือนกัน พอฟางเสวี่ยหรูถามขึ้นมา เธอก็สวนกลับทันที:
“เกี่ยวอะไรกับเธอ!”
ฟางซูซานพูดเสียงเข้ม
“อวี้หรู เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่?”
พอพ่อถามขึ้นมา ฟางอวี้หรูก็รู้ว่าปิดไว้ไม่ได้แล้ว จริงๆ ก่อนมาที่นี่เธอก็เตรียมใจไว้บ้าง เพราะเรื่องของหวังฉางเฟิงกับเรื่องของฟางโจวมันต้องมีคำอธิบาย
...
ฟางอวี้หรูเล่าความจริงออกมา
เมื่อฟังจบ..
ทุกคนก็ตกตะลึง เพิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้ว ฟางโจวไม่ใช่ลูกแท้ๆของหวังฉางเฟิง ทั้งฟางโจวกับฟางชิงหลิน ไม่มีใครมีสายเลือดเกี่ยวข้องกับหวังฉางเฟิงเลย
ทั้งสามคนที่เพิ่งรู้ความจริงถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ชั่วขณะหนึ่ง ห้องรับแขกเงียบจนได้ยินเสียงเข็มตก ฟางโจวเองก็เหมือนเพิ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
ก่อนหน้านี้...ร่างเดิมของเขาก็เคยได้ยินเสียงฟางอวี้หรูกับลุงหวังทะเลาะกันกลางดึก จึงรู้เรื่องคร่าวๆ
แต่ตอนนี้เพิ่งได้รู้ว่าความจริงเป็นยังไง
...
ฟางอวี้หรูมองทุกคน แล้วผลักกุญแจรถไปตรงหน้าฟางโจว
“นี่คือสิ่งที่เขาติดค้างลูก”
แต่ฟางโจวรีบหลีกหนี
“ไม่ ไม่ ไม่”
“เขาติดค้างแม่ ไม่เกี่ยวอะไรกับผม”
“ถ้าแม่ไม่พูดผมคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีตัวตนอยู่ คนๆนั้นไม่เกี่ยวข้องกับผมและก็ไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกติดค้างใดๆ”
สองตายายยังตกใจกับเรื่องที่ลูกสาวสารภาพออกมา พอได้สติกลับมา..ก็ตระหนักได้ว่าในเรื่องนี้ฟางโจวเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด แต่กลับเจ็บปวดมากที่สุด
...
ใบหน้าฟางเสวี่ยหรูดูไม่ดีเลย เธอหันไปพูดกับฟางอวี้หรู
“หย่ากับพี่เขย แถมยังปิดบังเรื่องช่วยหลี่ตง”
“ตอนนี้ยังจะเอาของของเขามาให้ฟางโจวอีก นี่หมายความว่าไง ชดเชยเหรอ หรือว่ายังตัดใจไม่ได้”
“ทุกอย่างพี่ตัดสินใจเองหมดเลย เคยคิดถึงฟางโจวบ้างไหม”
ใบหน้าของฟางอวี้หรูเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที
“อะไรที่ว่าฉันตัดสินใจเอง”
“ก็เพราะฉันคิดถึงฟางโจว ถึงตัดสินใจทำแบบนี้”
เมื่อเห็นสีหน้าฟางเสวี่ยหรู ฟางโจวก็เอื้อมมือไปจับมือน้าสาว ฟางเสวี่ยหรูอายุสามสิบแล้วแต่ยังไม่แต่งงาน เคยได้ยินตากับยายพูดว่าครั้งหนึ่งเคยเจอผู้ชายเลวๆ ฟางโจวก็ได้แต่ส่ายหน้า...พี่สาวน้องสาวบ้านนี้หน้าตาดีทั้งคู่ แต่ดันมาเจอผู้ชายเลว
...
ฟางซูซานถลึงตาใส่ฟางอวี้หรู
“เธอจะทำอะไร”
“ถ้าฟางโจวชอบรถ ฉันก็ซื้อรถให้เขาได้ ตระกูลฟางเรายังไม่ขัดสนขนาดนั้น”
“เธอจะเอาของผู้ชายคนนั้นมาทำไม”
“จะเอาฟางโจวไปแลกหรือไง”
จูอ้ายฮุ่ยมองลูกสาวเหมือนอยากจะพูดอะไร
แต่เห็นลูกสาวน้ำตาคลอ ก็รู้สึกสงสาร จึงได้แต่นิ่งเงียบ
หัวใจของฟางอวี้หรูเจ็บจนบรรยายไม่ถูก เธอคิดว่าตัวเองเตรียมใจไว้แล้ว ความทุกข์ในใจของเธอตอนนี้ไม่รู้จะบอกใคร เธอสะกดกลั้นแล้วพูดว่า
“พ่อ พูดอะไรแบบนี้ได้ยังไง!”
“ตอนที่ฉันรู้ว่าหลี่ตงเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ฉันก็แช่งให้เขาตายเหมือนกันนั่นแหละ”
“แต่ฉันถามเสวี่ยหรูแล้ว โรคนี้มันมีโอกาสถ่ายทอดทางพันธุกรรม เป็นพันธุกรรมแฝงอาจจะส่งต่อมาที่ฟางโจวก็ได้!”
“การช่วยหลี่ตง อย่างน้อยก็ช่วยให้ความหวังเพิ่มขึ้น”
“ใช่! เขาสองคนไม่จำเป็นต้องยอมรับซึ่งกันและกันก็ได้ แต่อย่าให้มันต้องเหมือนกับเป็นศัตรูกันเลย ถ้าหากว่า...”
...
น้ำตาของฟางเสวี่ยหรูไหลพรากอีกครั้ง บรรยากาศในห้องกลับสู่ความเงียบอีกหน จูอ้ายฮุ่ยเอื้อมมือไปตบมือลูกสาวเบาๆ หันมาทางฟางโจวอย่างลังเลแล้วพูดว่า
“เสี่ยวโจว เลือดมันข้นกว่าน้ำ หลานไม่จำเป็นต้อง—”
ฟางโจวถอนหายใจแรง รู้สึกอึดอัดและรำคาญที่นั่งอยู่ตรงนี้
เขาโบกมือให้ยายแล้วพูดว่า:
“แบบนี้แหละ...”
“ถึงจะเป็นสุนัข ถ้าเลี้ยงมาตั้งยี่สิบปีก็ยังมีความผูกพันใช่ไหมล่ะ”
“ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าในสายตาของพวกคุณ ลุงหวังเป็นอะไร! ยังด้อยกว่าสุนัขด้วยเหรอ”
“พูดไปพูดมาก็หลี่ตง”
“ยังจะพูดเรื่องพันธุกรรมอีก”
“สมมุติว่าผมเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวจริงๆ”
“ขอโทษทีนะครับ ถึงวันนั้นผมขอตายยังดีกว่าที่จะทำเรื่องน่าอับอายแบบนั้น ผมไม่หน้าด้านกลับมาหรอก!”
“หึ...”
ทุกคนมองฟางโจวอย่างตกใจ ดูเหมือนพวกเขาไม่คาดคิดว่าฟางโจวจะพูดอะไรรุนแรงขนาดนี้ พวกเขาพลันนึกถึงหวังฉางเฟิงขึ้นมา
...
ฟางโจวเบนสายตาไปทางอื่น ดูเหมือนอารมณ์ความรู้สึกกำลังปะปนกันไปหมด
“อะไรคือสายเลือด”
“อะไรคือเลือดข้นกว่าน้ำ”
“ผมแค่อยากถามว่า พวกคุณเคยเจอเขาไหม รู้จักเขาเหรอ เลือดนั่น...ยังเทียบกับน้ำไม่ได้เลยมั้ง”
“ยังไงผมก็ไม่ยอมรับ”
“ผมรู้แค่ว่า...”
“ใครดีกับผม ผมก็ดีกับเขา”
“มีสายเลือดแล้วจะเป็นไง ฟังดูดีนักเหรอ”
“ถ้าสายเลือดมันมีค่า แล้วที่ผ่านมาในชีวิตผมล่ะคืออะไร หรือเพราะหน้าตาผมเริ่มเหมือนหลี่ตงมากขึ้นสินะ”
ฟางโจวมองฟางอวี้หรูด้วยสายตาเย็นยะเยือก
เห็นสีหน้าเธอหมองลงเรื่อยๆ ฟางโจวพูดเสียงเรียบว่า
“ผมไม่ได้อ้อนขอความเห็นใจนะ แค่ไม่อยากให้เอาสายเลือดมาเป็นข้ออ้าง”
“แม่ช่วยเขา ไม่ได้มีเจตนาอื่นเลยจริงเหรอ”
“แม่ต้องการพิสูจน์อะไร ว่าคุณยอดเยี่ยมเหรอ พิสูจน์ว่าตอนที่เขาทิ้งคุณไปเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดเหรอ ต้องการให้เขาเสียใจเหรอ”
ฟางโจวรู้ดีแม่เขายังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้
แต่ถ้าอยากพิสูจน์ตัวเองก็อย่าเอาชีวิตลูกมาเป็นเดิมพันเลยเถอะ!
เจ้าร่างเดิมก็เสียไปแล้วนะ!!
...
ฟางอวี้หรูเหมือนแมวโดนเหยียบหาง
เสียงเธอแหลมขึ้น
“ยังไงเขาก็เป็นพ่อของลูก ยังไงก็ตัดกันไม่ขาด”
“แม้แต่ในแง่ของกฎหมายก็เป็นแบบนั้น”
ฟางโจวไม่อยากเสแสร้งอีกต่อไป และเหมือนร่างเดิมที่เคยเก็บกดก็ถูกกระตุ้นขึ้นมา
เขาพูดอย่างฉุนเฉียว
“เอาสิ! พูดถึงกฎหมายแล้วนี่ ผมไม่ยอมรับแล้วจะทำไม จะโทรแจ้งตำรวจจับผมเลยไหมล่ะ”
เห็นสถานการณ์เริ่มแย่ ฟางเสวี่ยหรูก็รีบคว้าแขนฟางโจวไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล เธอสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ดุดันในตัวเขา เธอรู้สึกว่า... นี่ไม่ใช่ฟางโจวที่เธอรู้จัก
“เสี่ยวโจว...”
ฟางโจว พยายามข่มอารมณ์โกรธไว้
“จะบอกว่าชีวิตผมเป็นของเขาก็ได้! ถึงแม้ตอนนั้นเขาก็คงไม่ได้ตั้งใจอะไร แค่ความสนุกชั่วครู่แล้วไม่ใช้ถุงยางก็เท่านั้น..แต่ผมก็ช่วยชีวิตเขาไว้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ถือว่าหายกัน!”
“เรื่องของแม่กับเขาจะยุ่งเหยิงยังไง จะคิดบัญชีกันยังไงก็อย่าเอาผมเป็นเครื่องมือ”
“แม่ใช้ผมไปช่วยชีวิตเขา ใช้ผมไปควบคุมเขา พอได้เจอกันอีกครั้งเขาเห็นว่าแม่ยังสาวยังสวยอยู่ก็เลยจะใช้ผมมาเป็นสะพานอีกครั้งใช่ไหมล่ะ”
ฟางโจวแค่นหัวเราะ “หึๆ”
“ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่าผมเป็นเครื่องมือที่ใช้ประโยชน์ได้ขนาดนี้”
“นี่คือพลังของสายเลือดเหรอ”
“เอาเถอะ สำหรับผม... เขาก็แค่สัตว์ในฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น!”
(จบบท)