- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 36 มื้อสำคัญของครอบครัว
บทที่ 36 มื้อสำคัญของครอบครัว
บทที่ 36 มื้อสำคัญของครอบครัว
ในวงการธุรกิจเมืองหนานอู๋
ฟางอวี้หรู ซีอีโอหญิงผู้มีชื่อเสียงเรื่องความงามเป็นที่เลื่องลือ
ได้รับฉายาว่า ‘สาวงามอันดับหนึ่งแห่งวงการ(ธุรกิจ)’
แม้ฉายานี้จะฟังดูเหมือนคำล้อเล่นในหมู่คนธุรกิจ แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว ถึงไม่ได้อิจฉา...แต่จะบอกว่าไม่มีความรู้สึกอะไรเลยก็คงไม่ใช่
...
หลานจือหย่าไม่ได้ทำงานในแวดวงธุรกิจ แต่ถังเจี้ยนหวงผู้เป็นสามีของเธอคือรองประธานสมาคมการค้าเมืองหนานอู๋ ข่าวลือในแวดวงธุรกิจต่างๆ หลานจือหย่าก็รู้แทบจะทั้งหมด
เธอยังเคยสืบข้อมูลของฟางอวี้หรูเป็นพิเศษ ทำให้เข้าใจสถานการณ์ของฟางอวี้หรูเป็นอย่างดี หลานจือหย่าคาดเดาว่า ฟางอวี้หรูน่าจะยังไม่รู้ว่าตอนนี้ ‘ฟางโจว’ เปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว
แถมเธอยังแอบคิดในใจอย่างเจ้าเล่ห์ว่า ‘พรุ่งนี้ประชุมผู้ปกครอง ถ้าฟางอวี้หรูรู้ว่าฟางโจวเปลี่ยนไปขนาดนี้...สีหน้าของเธอคงจะน่าดูไม่ใช่น้อย’
...
ส่วนถังถังก็ไม่รู้เลยว่าแม่ของเธอกำลังคิดอะไรอยู่ พอได้ยินแม่พูดว่าจะไปทำความรู้จักกับแม่ของฟางโจว เด็กสาวก็ดันนึกถึงฉาก พ่อแม่ฝ่ายชายฝ่ายหญิงมาพบกัน ใบหน้าแดงขึ้นมาทันที เลยได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ฟางโจวบอกว่า หลังสอบเสร็จครั้งนี้ หนูสามารถให้รางวัลตัวเองด้วยการกินให้อิ่มได้หนึ่งมื้อ”
ใบหน้าครึ้ม กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของหลานจือหย่า...อืมมม... ‘ลูกสาวจอมบื้อของฉันเอ๊ย’
...
#หน้าประตูโรงเรียนมัธยมอันดับสาม
ฟางชิงหลิน ออกมานอกโรงเรียนเดินไปขึ้นรถอาวดี้สีแดงที่จอดริมถนน
“แม่คะ!”
ที่นั่งคนขับรถคือ ฟางอวี้หรู เห็นฟางชิงหลินขึ้นมาคนเดียว เธอมองไปทางประตูโรงเรียนอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้วถาม
“ฟางโจวล่ะ? ไม่ได้ออกมาพร้อมลูกเหรอ?”
ฟางชิงหลินเม้มปากตอบว่า
“พี่ออกไปก่อนแล้วค่ะ”
หัวใจของฟางชิงหลินเต็มไปด้วยความสับสน มีบางอย่างอยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก เมื่อรู้ว่าฟางโจวกลับไปก่อน ฟางอวี้หรูก็ไม่ได้ติดใจอะไร ขับรถออกไปทันที ระหว่างทางก็ถามเรื่องผลสอบ
“ประมาณเดิมค่ะ อังกฤษกับเคมีคะแนนยังไม่ออก เลยยังไม่รู้คะแนนรวม”
ฟางชิงหลินตอบเรียบๆ
...
ฟางอวี้หรูเผยรอยยิ้มโล่งใจเล็กน้อย ลูกสาวมีผลการเรียนดีสม่ำเสมอ ทำให้เธอสบายใจไม่น้อย ลูกสาวเป็นเด็กดี ไม่เคยต้องกังวลเรื่องเธอเลย
เห็นว่าแม่ไม่ได้พูดอะไรอีก ฟางชิงหลินก็อ้าปากเหมือนจะพูดเรื่องคะแนนวิชาภาษาจีนของฟางโจว แต่คิดอีกที..เดี๋ยวไปถึงบ้านตายายก็คงต้องพูดอยู่ดี เลยเงียบไว้ก่อน
ฟางอวี้หรูเตือนเบาๆ:
“เดี๋ยวไปถึงบ้านตายาย พวกเขาอาจจะถามเรื่องที่แม่กับพ่อหย่ากัน”
“ลูกไม่ต้องพูดอะไรมาก ปล่อยให้แม่จัดการเอง กินข้าวให้สบายใจก็พอ”
ก่อนหน้านี้ แม่ลูกเคยคุยกันเรื่องนี้มาแล้ว แต่คนอื่นในครอบครัวยังไม่รู้รายละเอียด ฟางอวี้หรูเดาได้เลยว่า คืนนี้คงหลีกเลี่ยงความวุ่นวายไม่ได้
...
ฟางโจวมาถึงบ้านตายาย ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว เขาเปิดประตูเข้าไป เห็นผู้หญิงสองคนนั่งอยู่บนโซฟาห้องนั่งเล่น หนึ่งในนั้นคือ ฟางชิงหลิน
อีกคนอายุราวสามสิบ สวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อคาร์ดิแกนสีขาว ใบหน้าคล้ายฟางอวี้หรูอยู่หลายส่วน
“เสี่ยวโจว มาแล้วเหรอ!” ผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นมาสวมกอดฟางโจวทันที
ฟางชิงหลินมองฟางโจวอย่างแปลกใจ แต่ไม่พูดอะไร
ฟางโจวรู้สึกถึงแรงกดที่หน้าอก รู้สึกเขินอาย:
"น้าเสวี่ย"
"ผมยังไม่ได้เปลี่ยนรองเท้าเลย"
พูดจบก็ขยับตัวออกเล็กน้อย ทำทีเป็นจะเปลี่ยนรองเท้า
#ผู้หญิงคนนี้คือ ฟางเสวี่ยหรู น้าสาวของฟางโจว เป็นหมอ
…
บ้านของตายายมีพื้นที่ประมาณร้อยตารางเมตร ไม่ใหญ่มาก ปกติมีแค่ตายายอยู่กันสองคน ลูกหลานจะมาเยี่ยมบ้างเป็นครั้งคราว ถ้าบ้านใหญ่กว่านี้ก็คงลำบากเรื่องทำความสะอาด
ตอนนี้ ตาฟาง ‘ฟางซูซาน’ และ ยายจูอ้ายฮุ่ย กำลังช่วยกันทำอาหารในครัว ฟางอวี้หรูก็อยู่ช่วยในครัวด้วย
…
ฟางเสวี่ยหรูเห็นฟางโจวเปลี่ยนรองเท้าเสร็จ ก็ลากเขาไปนั่งบนโซฟา ยังนั่งเบียดลงข้างๆเขา
“มากินสตรอเบอร์รี่สิ นี่ฉันไปเก็บมาเองตอนบ่าย หวานมากนะ ลองดูๆ”
ฟางโจวมองหน้าน้าสาวที่กำลังยิ้มแย้ม ได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากข้างๆ เขาได้แต่ลูบจมูก ถึงก่อนหน้านี้จะเคยสนิทกับน้าสาวก็เถอะ แต่นั่นคือ ‘ตัวตนเก่า’ ของร่างนี้ แต่ตอนนี้เขารู้สึกแปลกๆ กับความใกล้ชิดแบบนี้
ฟางเสวี่ยหรูรู้สึกถึงความห่างเหินเล็กๆ ของฟางโจว ก็เข้าใจว่าอาจเป็นเพราะเรื่องในครอบครัว ยิ่งรู้สึกสงสารเขามากขึ้น เธอเองก็เพิ่งรู้เรื่องการหย่าของพี่สาวกับพี่เขยวันนี้
ตอนแรกกะว่าจะมาขอกินข้าวเย็นด้วยเพราะพรุ่งนี้หยุด แต่พ่อกับแม่ของเธอ นัดฟางอวี้หรูมาคุยเรื่องหย่าคืนนี้ พอเธอบอกว่าจะมาด้วยก็เลยได้รู้เรื่องนี้ไปด้วย
...
ก่อนที่ฟางโจวจะมาถึง ฟางเสวี่ยหรูก็ปลอบใจฟางชิงหลินอยู่พักใหญ่แล้ว ฟางชิงหลินมองพี่ชายที่ทำตัวเหมือนท่อนไม้ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเบาๆ
“ฉันแพ้พนันแล้วนะ”
“แต่เดี๋ยวพี่พูดอะไรระวังหน่อย อย่าไปยั่วแม่เข้าล่ะ”
ฟางโจวยิ้มเล็กน้อย ก่อนมา..เขาก็เดาเรื่องที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว มีการเตรียมใจมาเรียบร้อย
ยายจูอ้ายฮุ่ยเดินถือจานอาหารออกมา ฟางโจวร้องเรียก “ยายครับ”
เห็นหน้าหลานชาย คุณยายก็ยิ้มสดใส พูดอย่างดีใจว่า
“เสี่ยวโจวมาแล้ว อีกสองอย่างก็เสร็จแล้ว เดี๋ยวก็ได้กิน”
…
ฟางเสวี่ยหรูรีบลากแขนฟางโจวไปล้างมือเตรียมกินข้าว ฟางโจวมองน้าสาวที่คอยเฝ้าดูเขาอยู่หน้าห้องน้ำ ก็รู้ดีว่าเธอห่วงเขาจริงๆ ตั้งแต่เด็กก็เป็นแบบนี้ ดูเหมือนจะรำคาญเขาแต่ถ้าเขาขออะไรเธอก็ไม่เคยปฏิเสธเลย แม้บางครั้งคำขอของเขาจะเกินเหตุ
#มองฟางเสวี่ยหรูที่ยืนพิงกรอบประตูห้องน้ำ
ฟางโจวพูดเบาๆ
“จะล้างหรือไม่ล้างก็คงเหมือนกันแหละ”
“ผมมาวันนี้...อาจจะเสียเวลาเปล่าก็ได้”
เขารู้ว่าคืนนี้ต้องมีเรื่องที่ต้องพูดกันให้ชัดเจน
เลยเตือนน้าสาวไว้ก่อน เผื่อจะได้ไม่ตกใจเกินไป
ฟางเสวี่ยหรูก็ขมวดคิ้วน้อยๆ เดาได้ว่าหลานชายกำลังคิดอะไร
เธอก็โอบแขนเขาแน่นแล้วพูดว่า
“ช่างเถอะ”
“ยังไงเธอก็ต้องกินข้าวกับฉัน”
“ก่อนหน้านี้โทรมาหาแล้ว เธอก็รับปากไว้แล้วนี่นา”
ฟางโจวสลัดไม่หลุด เลยได้แต่ไหล่ตกยอมรับชะตา
“ถ้าอีกเดี๋ยวน้ายังมีอารมณ์กินข้าวอยู่นะ”
…
พอเดินออกจากห้องน้ำ ฟางอวี้หรูก็ถือจานอาหารออกมาจากครัวพอดี
เห็นท่าทีสนิทสนมของฟางโจวกับน้องสาวตัวเองก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เธอพูดกับฟางโจว:
“โตขนาดนี้แล้ว อย่าไปออดอ้อนน้าสาวมากนักเลย”
ยังไม่ทันที่ฟางโจวจะตอบ ฟางเสวี่ยหรูก็กอดแขนเขาแน่นขึ้น
“ฉันเต็มใจ! ตอนเด็กๆ เสี่ยวโจวก็สนิทกับฉันที่สุด!”
สองพี่น้องคู่นี้ แม้จะอายุต่างกันแปดปีแต่ก็โตมาด้วยกันแบบกัดกันประจำ
…
ตาฟางยกอาหารจานสุดท้ายออกมา
ทุกคนนั่งลงรอบโต๊ะ ฟางเสวี่ยหรูยังคงนั่งข้างฟางโจว
ทันทีที่ทุกคนนั่งลง บรรยากาศก็เงียบกริบขึ้นมาอย่างประหลาด
ทุกคนต่างก็รู้ว่าเหตุผลที่รวมตัวกันคืนนี้คืออะไร
บางคนรู้รายละเอียดบางคนยังไม่รู้ เลยไม่รู้จะเริ่มต้นพูดยังไงดี
…
ยายจูอ้ายฮุ่ยกำลังจะชวนกินข้าว
ฟางอวี้หรู ก็ล้วงอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าวางลงตรงหน้าฟางโจว
“อันนี้ให้เธอ”
“เธอชอบรถนี่นา อายุครบแล้วด้วย แต่อย่าขับโอ้อวดเกินไปก็แล้วกัน”
นั่นคือกุญแจรถ มีเหลี่ยมมุม โลโก้เป็นรูปวัวกระทิงดุสีทอง เป็น ‘แลมโบกินี’
(จบบท)