- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 26 ผ่านการพิจารณา
บทที่ 26 ผ่านการพิจารณา
บทที่ 26 ผ่านการพิจารณา
“จื่อฉิง ทำไมตาแดงล่ะ?” เสียงดังขึ้นมาจากโต๊ะฝั่งตรงข้าม
คนที่ถามเป็นบรรณาธิการตรวจต้นฉบับของนิตยสาร ‘จอมยุทธภพ’ ที่สนิทกับติงจื่อฉิงพอสมควร
เธอยืดเส้นยืดสายเบาๆ หลังนั่งตรวจต้นฉบับมาทั้งเช้า
เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นตาของติงจื่อฉิงแดงๆก็เลยถามด้วยความสงสัย
ติงจื่อฉิงสูดจมูกเล็กน้อย ตอบว่า
“อ่านต้นฉบับเรื่องหนึ่งแล้วอินน่ะสิ”
...
อีกฝ่ายตกใจ
“โอ้โห ถึงกับทำเธออินได้ แปลว่าเจองานดีเข้าแล้วสินะ แต่เธอนี่ก็อ่อนไหวง่ายจังนะ ฮ่าๆ”
พูดจาแซวขำๆ แล้วก็กลับไปตั้งใจอ่านต้นฉบับของตัวเองต่อ
ส่วนติงจื่อฉิง ก็เปิดต้นฉบับอีกเรื่องของนักเขียนคนนั้นขึ้นมา
เธอพึมพำในใจ
‘ไม่คิดเลยว่าจะเขียนได้ดีขนาดนี้…’
‘ว่าแต่เก่งจริงหรือแค่โชคช่วย ก็ต้องดูจากอีกเรื่องนี่แหละ’
...
เปิดอ่านช่วงต้นไป ติงจื่อฉิงก็เห็นว่าเป็นเรื่องราวแนวชีวิตวัยเรียนอีกเหมือนกัน
ก็แอบคิดว่าคงจบคล้ายกัน เพราะช่วงนี้ก็ฮิตแนวแบบนี้อยู่
แต่พออ่านผ่านไปเรื่อยๆ...
มุมปากของติงจื่อฉิงก็เริ่มยกขึ้นเรื่อยๆ ตามเนื้อเรื่องที่ดำเนินไปหัวใจที่เมื่อครู่เพิ่งโดนขยี้จนเจ็บ
ยังกับโดนเยียวยาด้วยเรื่องนี้ ‘หวานอะไรเบอร์นี้’
...
อ่านจบแล้ว...
ติงจื่อฉิงกระดกน้ำดื่มอึกใหญ่
ความรู้สึกที่ได้กินไอติมแท่งเย็นๆ ในวันที่ร้อนจัด สดชื่นไปทั้งตัวจริงๆ
และก็เต็มไปด้วยความสงสัยในใจอย่างไม่สิ้นสุด
ทั้งที่เป็นพล็อตคล้ายกัน เขียนแนวเดียวกัน แต่อารมณ์ความรู้สึกกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง
นักเขียนทั่วไปมักจะมีลายเซ็นเฉพาะตัวในงานเขียน
แต่คนคนนี้... สลับสไตล์ได้อย่างลื่นไหลจนไม่ขัดเขินเลย
เนื้อเรื่องก็น่าประหลาดใจแบบที่อยู่ในขอบเขตเหตุผลได้อย่างลงตัว
‘ของดีจริงๆ’
ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนเก่าที่ใช้นามปากกาใหม่หรือไม่ก็ตาม
แต่ในเมื่อชื่อนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน ติงจื่อฉิงก็พร้อมจะดึงมาร่วมทีม
...
ที่หน้าประตูห้อง
บรรณาธิการหญิง วัยห้าสิบกว่ากำลังเดินเข้ามา พอเห็นติงจื่อฉิงนั่งเหม่อ ก็เดินเข้ามาทัก
“เสี่ยวติง”
“ฝั่งเหล่ายวี่อนุมัติบทความแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร หน้าเล่มก็สรุปแล้วนะ”
“งานฝั่งนี้เธอก็คุ้นเคยอยู่แล้ว จัดการดีๆ ล่ะ”
เธอคือเหอฉิน บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร
ติงจื่อฉิงรีบลุกขึ้น
“คุณเหอคะ”
“วันนี้เพิ่งได้ต้นฉบับมาสองเรื่อง ฉันว่าทั้งสองเรื่องดีมากเลย เป็นนามปากกาใหม่แต่ฝีมือเก๋า พล็อตก็ดีมากเลยค่ะ”
“อยากให้คุณช่วยดูหน่อยได้ไหมคะ”
...
เหอฉินเหลือบตามองติงจื่อฉิงอย่างประหลาดใจ
แม้ติงจื่อฉิงจะเพิ่งเข้ามาทำงานไม่นาน แต่ก็ถือว่าเชื่อถือได้
และในสภาวะที่หน้าเล่มสรุปลงตัวแล้ว
อยู่ๆ จะเสนอเปลี่ยนต้นฉบับ ก็ต้องมั่นใจจริงถึงจะกล้า
เหอฉินรู้จักนิสัยลูกน้องคนนี้ดี
ถ้าเธอยืนยันแบบนี้ แปลว่ามั่นใจจริงๆ
เธอนั่งลงตรงที่ของติงจื่อฉิง
“คนซื่อเหรอ?”
“ไม่คุ้นชื่อนี้จริงๆ”
“แต่ถ้าเป็นนักเขียนเก่าเปลี่ยนนามปากกา ก็คงไม่ส่งเรื่องแนววัยรุ่นหรอกมั้ง”
“เปิดเรื่องก็ดีนะ สำนวนโอเค ลื่นไหลดี...”
“อืม...พล็อตก็เด็ด แปลกแต่สมเหตุสมผล...”
...
เพราะคนแนะนำคัดมาเอง เหอฉินจึงตั้งใจอ่านเป็นพิเศษ ใช้เวลาเกินสิบนาทีจึงอ่านจบ
สีหน้าก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน...ไม่ใช่ถึงขั้น “ผลงานระดับตำนาน” หรอก
แต่ในฐานะงานแนว ‘นิยายเยาวชน’ เรื่องนี้ถือว่า “งานชั้นเยี่ยม”
ภาษาสละสลวย พล็อตมีหักมุม สำนวนมีอารมณ์ขัน
ถึงแม้จะไม่มีสาระลึกซึ้งแบบวรรณกรรมเนี้ยบๆ
แต่เธอมั่นใจว่า—ลงตีพิมพ์ได้แน่นอน
และจะเป็นบทความที่ทำให้ผู้อ่าน ‘จดจำได้’ และช่วยเพิ่มยอดขายได้ด้วย
...
แต่...เรื่องหนึ่งยาวตั้งสองหมื่นตัวอักษรเลยนะ
เหอฉินอดปวดหัวไม่ได้
‘คลับวัยทีน’ เป็นนิตยสารขนาด 32K (A5) หน้าละประมาณ 800 คำ
สองหมื่นคำ นี่ราวๆ 25 หน้า! ต้องตัดบทความอื่นออกหลายเรื่อง
แถมต้องจัดหน้าใหม่หมดอีก
แต่ว่า...จะปล่อยของดีแบบนี้หลุดมือไปได้ยังไง?
...
เธอคิดอยู่นาน ก่อนจะถาม
“นักเขียนคนนี้ เคยส่งต้นฉบับมาหาเราก่อนมั๊ย”
ติงจื่อฉิงตอบพลางส่ายหน้า
“ฉันยังไม่เคยได้รับต้นฉบับจากเขามาก่อนค่ะ”
“คุณเหอคะ เรื่องนี้...”
เหอฉินโบกมือ
“เอา! เอาเรื่องนี้แหละ”
“จัดการหน้าเล่ม เดี๋ยวฉันไปคุยกับเหล่ายวี่เอง”
“คราวนี้ตีพิมพ์แค่เรื่องเดียวก่อนก็พอ เธอติดต่อกับนักเขียนไว้ให้ดี คนเขียนเก่งระดับนี้หาไม่ได้ง่ายๆน ลองเจรจาเขียนเรื่องต่อไปได้ก็ดี”
“แล้วค่าต้นฉบับล่ะคะ?” ติงจื่อฉิงถาม
เหอฉินนิ่งลังเลคิดเล็กน้อย มองไฟล์เอกสารที่เปิดอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วจึงตัดสินใจ
“ให้ในอัตราสูงสุด--พันตัวอักษรละ 200 หยวนเลย”
“แล้วลองถามด้วยว่า ถ้าเรื่องหน้าสั้นลงหน่อย เราจะเพิ่มค่าต้นฉบับให้ได้อีก”
---
โรงเรียนมัธยมเมืองหนานอู๋อันดับสาม
เมื่อซุนเจี๋ยหลินเดินเข้าห้องเรียน สายตาที่มองไปทางฟางโจวเต็มไปด้วยความซับซ้อน
เรื่องเมื่อวานทำให้เธอตกใจอย่างมาก แต่ตอนนี้...
เจ้าเด็กนี่กลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอเป็นครูมากว่าสิบปี เจอเด็กวัยรุ่นมานับไม่ถ้วน
แต่ไม่อาจคิดได้ว่าเด็กในวัยนี้จะสามารถสงบนิ่งได้ขนาดนี้หลังจากผ่านเหตุการณ์เช่นนั้น
‘หรือว่าเขาความจำเสื่อม ลืมเรื่องนั้นไปแล้ว”
แต่พอคิดอีกที ก็ไม่น่าเป็นไปได้
เรื่องอื่นจำได้หมด แต่กลับลืมเรื่องใหญ่แบบนี้?
‘ต้องหาโอกาสคุยกับเขาสักหน่อยแล้ว’
...
ทางด้านฟางโจวเอง ก็รู้สึกได้ว่าซุนเจี๋ยหลินแอบมองเขาหลายที แต่เขาไม่ได้คิดอะไรมาก
คิดว่าคงเป็นเพราะเรื่องทะเลาะกับจางเซียวก่อนหน้านี้ ทำให้ซุนเจี๋ยหลินจับตามองตน
เลยได้แต่ก้มหน้าหลบสายตา ลดการมีอยู่ของตัวเอง
“ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ…”
โทรศัพท์สั่นในกระเป๋า
จังหวะที่ครูไม่ทันสังเกตจึงหยิบออกมาดู เป็นเบอร์ไม่รู้จัก แถมเป็นเบอร์จากต่างเมืองอีก
ฟางโจวกดตัดสายทันที ไม่ถึงนาที เครื่องก็สั่นอีกเป็นข้อความจากเบอร์เดิมเมื่อครู่
เขายังไม่ได้เปิดอ่าน เก็บมือถือไว้ก่อน
...
หลังเลิกเรียน
ฟางโจวกำลังจะโทรกลับ ก็ถูกซุนเจี๋ยหลินเรียกไว้
“ฟางโจว ออกมาหน่อยสิ”
เขาสงสัยนิดหน่อย...
แต่พอออกมาแล้ว ซุนเจี๋ยหลินก็ยิ้มแย้มอ่อนโยน ไม่ได้พูดว่ามีธุระอะไร
แต่กลับถามไถ่เรื่องชีวิตประจำวันของฟางโจว บอกให้ฟางโจวไม่ต้องมีความกดดันอะไร
หากมีเรื่องอะไรก็สามารถมาปรึกษาเธอได้โดยตรง
พอครูเดินจากไป ฟางโจวได้แต่รู้สึก...งง
พลางครุ่นคิดขึ้นมา
‘หรือว่า...’
‘คุณครูซุนใช้กลยุทธ์ตีล้อมเมือง? จะมาสร้างสัมพันธ์กับฉันก่อน แล้วค่อยไปจัดการกับเฮียหวังทีหลัง?’
นี่เป็นเหตุผลเดียวที่ฟางโจวนึกออก
‘โอ้...คิดไม่ถึงจริงๆ ครูซุนของเรานี่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ไปแล้ว’
...
เขาส่ายหน้ายิ้มๆ
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรกลับเบอร์เมื่อครู่
เสียงปลายสายเป็นหญิงสาว
“สวัสดีค่ะ ฉันเป็นบรรณาธิการจากนิตยสารคลับวัยทีน เรียกฉันว่าเสี่ยวติงก็ได้ค่ะ คุณยังจำได้ไหมคะว่าเมื่อวานส่งต้นฉบับมาสองเรื่องมาให้เรา”
เสี่ยวติง?
มุมปากของฟางโจวกระตุกนิดหนึ่ง
(จบบท)