- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 25 ต้นฉบับ
บทที่ 25 ต้นฉบับ
บทที่ 25 ต้นฉบับ
วันนี้ถังถังใส่ชุดเดรสลายดอกไม้สีฟ้า ขาว เหลือง ยาวเลยเข่าลงไปเกือบถึงข้อเท้า
สวมรองเท้าบู๊ตสั้นสีดำ โชว์ช่วงน่องขาวนวลราวรากบัวนิดๆ ตรงกลาง
ผมปล่อยสลวยแบบไม่ตั้งใจ ยังคงสะพายกระเป๋าใบเล็กสีชมพู
ตอนเดินเข้ามาในห้องเรียน เพื่อนๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองสองสามที
รู้สึกเหมือนถังถังวันนี้ก็ไม่ได้ต่างจากเดิม… แต่ก็เหมือนมีอะไรแปลกไปนิดหน่อย
...
ฟางโจวเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาดี
ประเด็นหลักอยู่ที่ ‘ลุคโดยรวม’ ก่อนหน้านี้ถังถังก็แต่งตัวดีอยู่แล้ว
แค่เพราะกลัวโดนล้อ เดินยังงอตัว ทำให้ความมั่นใจลดฮวบ
ไม่รู้เพราะอะไร...
วันนี้ถังถังดูไม่เกร็งเลย รู้สึกว่าดูเป็นธรรมชาติขึ้นมาก
เดินตรงไม่เหลือบมองใคร ตรงไปยังโต๊ะของตัวเอง
...
จู่ๆก็ทรุดลงบนโต๊ะเรียน
ฟุบหน้าลงกับหนังสือ หายใจแรงๆ เธอตกใจไม่น้อยตอนเดินเข้ามาเมื่อกี้
ก็เพราะเมื่อคืนฟางโจวกินข้าวที่บ้านเธอ แล้วเตือนว่า ‘ที่โรงเรียนต้องมั่นใจเข้าไว้’
ตอนเดินเข้ามาเธอก็เลยทำหน้าไม่สนใครแบบเต็มสิบ!
...
พอตั้งสติได้ สิ่งแรกที่ถังถังทำคือหยิบผ้าเปียกมาเช็ดโต๊ะ
แน่นอนว่าไม่ลืมโต๊ะของฟางโจวด้วย
ระหว่างที่เช็ดไปก็พูดกับฟางโจวอย่างร่าเริงว่า:
“ฟางโจว สองวันนี้ฉันน้ำหนักลดไปตั้ง 1.8 กิโล”
“เช้านี้กินไปแค่เสี่ยวหลงเปาสองลูกเอง”
...
ฟางโจวยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
ผู้หญิงเนี่ยนะ…
เวลาพูดเรื่องพวกนี้แม่นยำสุดๆ แม่นยันจุดทศนิยม
ที่ลดไปนั่นมันแค่กินน้ำน้อยกับเข้าห้องน้ำรึเปล่า!
แต่จะไปขัดเธอให้เสียกำลังใจก็ไม่ได้
“ดูท่าจะได้ผลดีนะ”
“ปกติเธอกินอะไรตอนเช้า”
“……ขนมจีบสองเข่ง นมกล่องนึง ไข่ต้มหนึ่งฟอง… ขนมถังแตกอีกชิ้น”
ฟางโจวมองหน้าเธออย่างช้าๆ สีหน้าค่อยๆเปลี่ยน ใบหน้าของถังถังก็เริ่มแดง
...
ฟางโจวโบกมือ:
“ไม่ต้องลดขนาดนั้นก็ได้”
“เรื่องควบคุมอาหารต้องค่อยเป็นค่อยไป เธอแทบจะไม่ได้กินอะไรเลยแบบนี้จะเอาแรงที่ไหนไปเรียน”
“ตอนนี้เธอต้องโฟกัสกับการเรียนก่อน อย่าทำให้ร่างกายพังไปซะก่อน”
คำพูดของฟางโจวฟังดูแก่แดดสุดๆ
แต่ถังถังฟังแล้วก็ยิ้มออกมานิดๆ
“ขอบใจนะ” ...แก้มแดงเรื่อๆ
ฟางโจวอึ้งไปนิดหนึ่ง เดาได้ว่าเด็กคนนี้คงคิดไปไกลแล้ว
แต่ก็อธิบายอะไรไม่ได้อยู่ดี
...
เช็ดโต๊ะเสร็จก็เกือบถึงเวลาเรียนอ่านหนังสือช่วงเช้าแล้ว
ฟางโจวหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านต่อ
ด้านข้าง...
ถังถังรูดซิปกระเป๋า เปิดปากพูดขึ้น:
“ฟางโจว แม่ฉันให้ลูกอมมาอีกเพียบเลย เอาไปเถอะ ฉันกินไม่ได้แล้ว”
พูดจบ...เหลือบมองฟางโจวด้วยสายตาคาดหวังสุดๆ
ฟางโจวทำหน้าเอือม:
“เธอหมายตาบัญชีคิวคิวเจ็ดหลักของฉันหรือเปล่า”
ถังถัง: ???
“นี่เธอวางแผนให้ฉันเป็นเบาหวานตาย เพื่อจะได้สืบทอดบัญชีคิวคิวของฉันใช่มั้ย?!”
“ล้อเล่นน่า...”
...
เห็นถังถังทำหน้าจะรีบอธิบาย
ฟางโจวเลยหยิบลูกอมมาหนึ่งเม็ด ยัดใส่มือเธอ—อืม นุ่มนิ่มดี
ถังถังแกะห่อลูกอมใส่ปาก พลางมองหนังสือในมือเขา:
“จะอ่านวิชาภาษาจีนน่ะเหรอ”
ไม่แปลกที่เธอจะงง เพราะเกรดของฟางโจวโดยรวมจัดว่าอยู่ท้ายตาราง
ได้คะแนนสักสี่ร้อยต้นๆ ถือว่าบุญแล้ว
แต่ภาษาจีนคือหนึ่งในวิชาที่เขาทำได้ดี
...
อืม..
อย่างน้อยส่วนใหญ่ก็พอผ่านเกณฑ์
เพราะงั้น ถังถังเลยแปลกใจที่เขาเลือกติววิชานี้เป็นพิเศษ
อย่างน้อยก็ควรเน้นวิชาอื่นที่แย่กว่าไม่ใช่เหรอ?
ฟางโจวเบะปาก:
“พนันกับฟางชิงหลินไว้ว่ารอบสอบ ครั้งนี้จะมีอย่างน้อยหนึ่งวิชาที่คะแนนแซงเธอให้ได้”
“คิดไปคิดมาก็มีแค่วิชานี้แหละที่พอมีลุ้น”
“แถมฉันจะติวแบบลับๆ ด้วย”
“พอคะแนนออกมาแล้วจะได้ตกใจตาค้างกันทั้งห้อง ฮ่าๆ!”
…
สายตาเพื่อนๆ ตอนเช้าเหมือนเห็นผี ฟางโจวเลยรู้สึกไม่สบอารมณ์
แม้คำพูดของเขาจะฟังดูไม่จริงจัง แต่ถังถังกลับรู้สึกว่าฟางโจวแบบนี้ตลกดี
แถมเธอก็ไม่เคยสงสัยฟางโจวเลย—
ในฐานะเด็กเกรดรั้งท้ายของห้องสอง คุณกล้าไปท้าดวลกับที่หนึ่งของชั้นปีได้ยังไงกัน?
“เอ่อ...”
“นายก็ไม่กลับไปกินข้าวบ้านเหมือนกันใช่มั้ย”
“งั้นต่อไป มากินข้าวเที่ยงที่บ้านฉันมั้ย ยังไงที่บ้านฉันก็ทำอยู่แล้ว…”
หน้าถังถังแดงก่ำ ไม่กล้ามองหน้าฟางโจว แต่สีหน้าเขียนชัดเจนว่า ‘เขินมาก’
ฟางโจวยกคิ้วมองโต๊ะข้างๆ:
“อย่าคิดจะล่อลวงฉัน”
“ช่วงก่อนสอบเข้ามหาลัยแบบนี้ ฉันต้องตั้งใจเรียน”
“ช่วงกลางวันต้องเอาไว้ติวหนังสือ จะมัวมาเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ไม่ได้”
ห๊ะ???...
ถังถังอึ้งเลย
ประโยคแบบนี้หลุดออกมาจากปากฟางโจวได้ไง?
เธอตอบเสียงเบาแบบผิดหวัง: “อืม…”
……
สำนักพิมพ์วรรณกรรมเจียงหนาน
เป็นสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ในเมืองหลวงของมณฑลเจียงหนาน—เมืองซูจิง
เดิมเป็นสำนักพิมพ์ของรัฐ ก่อนจะปฏิรูปเป็นเอกชน
ปรับตัวจากกองบรรณาธิการสู่ธุรกิจเต็มรูปแบบ
มีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง และออกนิตยสารหลายสิบฉบับ รายได้จัดว่าดี
จึงค่อยๆ สร้างแบบแผนองค์กรของตัวเองขึ้นมา
…
‘ติงจื่อฉิง’ เป็นบรรณาธิการใหม่ เพิ่งเริ่มงานเมื่อต้นปี
เดิมเคยทำงานราชการ แต่ไม่ชอบชีวิต 9 โมงเช้า – 5 โมงเย็น
จึงลาออกทั้งที่ครอบครัวไม่เห็นด้วย
แล้วมาทำงานที่เจียงหนานแมกกาซีนในฐานะบรรณาธิการ
เธอรับผิดชอบการตรวจต้นฉบับของนิตยสาร ‘คลับวัยทีน (Youth Club)’
...
เช้าวันจันทร์ เธอเต็มไปด้วยพลัง
มาถึงออฟฟิศ
เธอชงกาแฟแก้วหนึ่งก่อนนั่งที่โต๊ะทำงาน—นี่คือช่วงเวลาที่เธอโปรดปรานที่สุด
จัดโต๊ะ หยิบเครื่องเขียนให้เข้าที่ รดน้ำต้นไม้บนโต๊ะ แล้วเริ่มงาน
...
การอ่านต้นฉบับก็อาจน่าเบื่ออยู่บ้าง
แต่...มันทำให้ติงจื่อฉิงมีความสุข
เธอเริ่มเปิดอีเมล...
พบว่ามีจดหมายส่งต้นฉบับมาสองสามร้อยฉบับ
บางคนส่งมากกว่าหนึ่งเรื่อง จำนวนต้นฉบับจึงขึ้นเพิ่มเป็นสองเท่า
แต่นั่นเพราะช่วงสุดสัปดาห์มักมีงานคั่งค้าง ปกติวันธรรมดาจะน้อยกว่านี้
...
ติงจื่อฉิงเริ่มอ่าน
รูปแบบการตรวจแบบงมเข็มในมหาสมุทร
คือ อ่านเปิดเรื่องปุ๊บ ตัดสินใจได้เลยว่าสอบผ่านหรือไม่ผ่าน
“เปิดเรื่องเยิ่นเย้อ ไม่มีจุดเด่น ไม่ผ่าน”
“เหมือนการบ้านเด็กประถม ไม่ผ่าน”
“สไตล์ไม่เข้ากับนิตยสาร ไม่ผ่าน”
โดยทั่วไปแล้วใช้เวลาไม่กี่วินาทีต่อหนึ่งเรื่อง
บทความในนิตยสารส่วนใหญ่เป็นบทความที่สำนักพิมพ์สั่งให้เขียน
มีเพียงส่วนน้อยที่คัดจากการส่งเข้ามา
...
“หืม”
เธอเปิดต้นฉบับอีกฉบับ
“ขนาดไฟล์ใหญ่มาก สองหมื่นคำ”
ติงจื่อฉิงขมวดคิ้วทันที ในใจแทบจะเลิกหวัง
เปิดเรื่องมาเป็นบทสนทนาเลย
“ก็แปลกใหม่ดีนะ” เธอพึมพำ
ที่สำคัญ บทสนทนาทั้งตรงไปตรงมาและน่าสนใจ
แค่ไม่กี่บรรทัดก็เห็นบุคลิกของตัวละครชัดเจน
ต้องใช้ทักษะการเขียนระดับสูงเลยทีเดียว
ติงจื่อฉิงเริ่มสนใจ และอ่านต่อไปโดยไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปเท่าไร
...
จนกระทั่งอ่านจบ
ดวงตาของเธอแดงก่ำ เหมือนยังออกจากโลกของเรื่องนั้นไม่ได้
เธอยกกาแฟขึ้นจิบหนึ่งคำ ก็พบว่ากาแฟเย็นไปแล้ว
ตอนนั้นถึงได้รู้ว่าผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว
“เรื่องนี้ดีมากเลย ลีลาการเขียนก็เก๋า ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนนะ”
“นามปากกา ‘คนซื่อ’?”
“ไม่เคยได้ยินเลย”
“หรือว่าจะเป็นนักเขียนคนดังที่ใช้ชื่อใหม่เหรอ”
ติงจื่อฉิงประหลาดใจไม่น้อย เพราะไม่รู้จักชื่อนี้มาก่อน
สงสัยว่าอาจจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่จริงๆก็ได้!
(จบบท)