- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 22 เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
บทที่ 22 เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
บทที่ 22 เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
พอกลับมาถึงบ้านเช่าก็เที่ยงพอดี
ฟางโจวหิ้วของพะรุงพะรังเต็มสองมือ
ทั้งของใช้ในบ้านทั้งวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร
ถุงพาดบ่าพาดแขน มืออีกข้างยังอุ้มกล่องใส่รองเท้าไว้แน่น
----------
พอวางของลงเรียบร้อย
เขาหยิบเอามุ้งตาข่ายที่ม้วนไว้มาคลี่ในลานบ้าน หาหลักไม้สี่อันปักไว้ริมกำแพงให้เป็นสี่มุม
สร้างเป็นกรอบสี่เหลี่ยมแล้วพันตาข่ายกับหลักไม้ ทำเป็นคอกง่ายๆ
จากนั้น—
เขาหยิบกล่องรองเท้ามา เปิดกล่องให้เอียงลงช้าๆ
ลูกเจี๊ยบตัวน้อยสีเหลืองกลิ้งลงมา
“จี๊บๆ” พวกมันร้องออกมาเบาๆ เหมือนยังมึนงงกับโลกใบใหม่
แต่ไม่นาน—
ก็เริ่มคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่ พากันเดินย่ำไปมาในคอกอย่างสนุกสนาน
----------
“พี่ชาย นี่อะไรเหรอคะ”
ข้างๆ เยว่เยว่จ้องมองลูกเจี๊ยบในคอกตาเป็นประกาย
สีหน้าทั้งตื่นเต้นทั้งอยากเล่นเต็มที่ ถามฟางโจวเสียงเจื้อยแจ้ว
จริงๆ ตอนฟางโจวกลับมา เธอก็มองลงมาจากชั้นบนแล้ว
ถึงจะรู้สึกดีจากที่เจอกันเมื่อวาน แต่เพราะเป็นเด็กขี้อายเลยยังไม่กล้าเข้าหาใครง่ายๆ
ได้แต่เฝ้ามองเขาทำโน่นนี่อย่างเงียบๆ
----------
จนกระทั่งเห็นเจ้าก้อนขนกลิ้งๆ เดินดุ๊กดิ๊กอยู่ในคอก ก็ทนไม่ไหว
รีบลงมาดูใกล้ๆ ตาโตจ้องลูกเจี๊ยบไม่กะพริบ ย่าโจวก็เลยตามลงมาด้วย
พอเห็นฟางโจวถึงกับซื้อลูกเจี๊ยบมาเลี้ยงในบ้าน สายตาก็ทั้งประหลาดและเข้าใจ
ในฐานะหญิงชราจากหนานอู๋ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่
ลูกเจี๊ยบอายุไม่กี่วันแบบนี้ เธอก็ไม่ได้เห็นมานานแล้ว นับประสาอะไรกับเยว่เยว่
----------
ฟางโจวมองเยว่เยว่แล้วพูดว่า
“นี่คือ ลูกเจี๊ยบ”
“เยว่เยว่ช่วยพี่เฝ้าไว้นะ อย่าให้พวกมันวิ่งหนีออกไป เดี๋ยวพี่จะไปหาอะไรให้ลูกเจี๊ยบกินหน่อย”
เด็กน้อยจ้องเจ้าก้อนขนแล้วแทบจะปีนเข้าไปในคอกด้วยซ้ำ พอได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้ารัวๆ
น่ารักมากเลย!
----------
ฟางโจวกลับเข้าบ้าน ฉีกใบผักกาดหอมสองสามใบหั่นละเอียด คลุกกับข้าวฟ่าง
อาหารง่ายๆ สำหรับลูกเจี๊ยบก็เรียบร้อย เขายกออกมา เทใส่จานในคอกด้วยมือเปล่า
ลูกเจี๊ยบพากันรุมทันที...
เยว่เยว่เดินอ้อมๆ มาหาเขา มือเล็กๆ จับชายเสื้อไว้
สายตาจ้องอาหารในมือเขา ตื่นเต้นจนแทบจะขอแบ่ง
แววตาเต็มไปด้วยตื่นเต้น อยากลองให้อาหารบ้าง
ย่าโจวข้างๆ เห็นเข้า อ้าปากเหมือนจะพูดอะไร
แต่ฟางโจวส่ายหน้าเบาๆ
----------
รอจนลูกเจี๊ยบกินเสร็จ พากันวิ่งกลับมารุมเขาอีกครั้ง
เยว่เยว่รวบรวมความกล้าถามเสียงแผ่วว่า
“พี่ชาย”
“หนูให้อาหารลูกเจี๊ยบบ้างได้มั้ยคะ…”
ฟางโจวแกล้งทำเป็นเพิ่งนึกได้ ยื่นชามใบเล็กให้เด็กน้อยแล้วพูดว่า:
“แน่นอนอยู่แล้ว”
“ค่อยๆ โรยลงในจาน หรือจะโรยบนพื้นก็ได้”
“อ้อ เดี๋ยวค่อยเติมน้ำให้ลูกเจี๊ยบด้วยนะ”
เยว่เยว่พยักหน้ารัวๆ
----------
นี่เป็นวันที่มีความสุขที่สุดเลย! เธออดพูดไม่ได้ว่า
“ลูกเจี๊ยบน่ารักมากเลย สวยด้วย”
ฟางโจวพยักหน้ารับ:
“อืม”
“ถ้าเอาไปตุ๋นล่ะก็ หอมแน่ๆ”
ห๊ะ???
ย่าโจวกับเด็กน้อยหันมามองฟางโจวทันที
เยว่เยว่ถึงกับบังคอกไว้:
“พี่ชาย เราอย่ากินลูกเจี๊ยบเลยนะ ดูสิ..พวกมันน่ารักแค่ไหน แถมตัวเล็กนิดเดียวเอง”
“ตั้งสิบตัวแน่ะ เหลืองอร่ามเหมือนพระอาทิตย์น้อยๆ”
----------
ฟางโจวแค่จะแกล้งเด็กนิดหน่อย
เลยพูดต่อว่า:
“สิบดวง งั้นโลกไม่ร้อนตับแตกเหรอ”
“เมื่อก่อนในสมัยโบราณมีตำนานนะ บอกว่าเคยมีสิบดวงอาทิตย์ขึ้นมาพร้อมกัน ทำให้โลกแห้งแล้งจนคนอยู่ไม่ได้ สุดท้ายมีคนชื่อโฮ่วอี้ต้องมายิงพวกมันลงมา ทีละดวง—เยว่เยว่เคยได้ยินเรื่องนี้มั้ย”
เด็กน้อยส่ายหัว
แต่ก็โดนเรื่องเล่าเขาดึงดูดเข้าแล้ว
พระอาทิตย์สิบดวงเหรอ? ฟังดูมหัศจรรย์มาก!
----------
ฟางโจวยังเล่าไปเรื่อย:
“โฮ่วอี้นะ เป็นนักยิงธนูระดับปรมาจารย์เลย เสียอย่างเดียว เขาแค่ตัวเล็กไปหน่อย”
“ภรรยาเขาชื่อฉางเอ๋อ รู้จักมั้ย ที่อยู่ในวังจันทรา เธอก็เป็นนักเวทย์หญิงระดับตำนานเลยนะ”
“โฮ่วอี้เก่งมาก ตอนเห็นพระอาทิตย์สิบดวงขึ้นมาแผดเผาโลก ก็เลยคิดจะยิงมันลงมาให้หมด…”
----------
ทั้งสามคนยืนล้อมคอกลูกเจี๊ยบอยู่ในลานบ้าน
ย่าโจวยืนอยู่ข้างๆ
ฟางโจวเล่านิทานแปลกๆ ให้เด็กหญิงฟังอย่างใจเย็น
จากโฮ่วอี้ยิ่งอาทิตย์ ถึงไก่ตัวผู้ขี้โอ่
จากนั้นก็เล่าไปถึงที่มาของสำนวน "ได้ยินไก่ขันก็ลุกขึ้นฝึกวิชา"…
เด็กน้อยฟังอย่างตั้งใจ สีหน้าตามอารมณ์เรื่องเล่าไปด้วย
มือหนึ่งให้อาหารลูกเจี๊ยบ อีกมือเติมน้ำ
แถมยังต้องคอยห้ามลูกเจี๊ยบไม่ให้ทะเลาะกัน วุ่นสุดๆ
----------
ภาพในลานบ้านตอนนี้ กลับดูอบอุ่นเหลือเกิน
แต่พอเที่ยงแดดเริ่มแรงขึ้น เด็กน้อยก็สังเกตว่าลูกเจี๊ยบไม่มีที่ร่ม
เงยหน้าบอกฟางโจวว่า:
“พี่ชาย ลูกเจี๊ยบต้องร้อนแน่ๆ เราหาที่ร่มให้พวกมันเถอะนะ!”
----------
ผ่านไปครึ่งวันของการเป็นพี่เลี้ยงลูกเจี๊ยบของฟางโจว
ตอนนี้เขาก็สามารถเข้าไปอยู่ในรายชื่อคนดีของเยว่เยว่ได้สำเร็จ
เด็กน้อยพูดคุยกับเขาอย่างเป็นกันเอง
ฟางโจวพยักหน้า:
“ไปหาเอากล่องมาสักใบ ทำเป็นบ้านให้พวกมันก็ได้แล้ว”
เขาหากล่องกระดาษมาใบหนึ่ง ช่วยเจาะช่องให้ลูกเจี๊ยบเข้าออก พร้อมทำหน้าต่างระบายอากาศ
จากนั้นฟางโจวก็กลับเข้าห้องนอน
เยว่เยว่ที่ยังอาลัยอาวรณ์ถึงเหล่าลูกเจี๊ยบ ก็ถูกย่าโจวพากลับขึ้นชั้นบน
ระหว่างที่ฟางโจวหลับสนิท— อีกหลายคนกลับไม่ได้นอนอย่างสงบ
----------
ในอพาร์ตเมนต์หรูแห่งหนึ่ง หญิงสาวในชุดนอนสายเดี่ยวผ้าไหมตื่นเพราะเสียงกริ่งประตู
เธอบิดขี้เกียจพลางเดินไปเปิดประตู ดูผ่านตาแมว เห็นว่าเป็นเพื่อนสนิท ถึงยอมเปิดประตู
แถมบ่นในทันที:
“พี่เหยา พี่นี่พลังเหลือเฟือจริงๆ”
“เพิ่งบ่ายโมง พี่ตื่นแล้วแถมยังมาถึงห้องหนูอีก”
“แต่หนูยังนอนไม่พอเลยนะ พี่ตามสบายเลย หนูง่วงจะแย่ จะไปนอนต่อแล้ว!”
สองคนนี้—
ก็คือสองสาวคู่หูที่ทำโทรศัพท์หายเมื่อเช้านั่นเอง
เป่ยชิงเหยาจับมือจ้าวเสี่ยวถงแล้วพูดอย่างหมดแรง:
“ไม่ต้องนอนต่อแล้ว”
“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว รู้รึยัง แล้วมือถือเธออยู่ไหน?”
----------
จ้าวเสี่ยวถง ยังงัวเงีย มองหามือถือในห้องนั่งเล่นแล้วเจอว่ากำลังชาร์จอยู่บนโต๊ะกาแฟ
เธอถอดปลั๊กออก นั่งทิ้งตัวลงบนโซฟา
กดเปิดเครื่องไปพลาง ถามเพื่อนสาวว่าเกิดอะไรขึ้น
เป่ยชิงเหยาได้แต่ส่ายหน้า ไม่รู้จะอธิบายยังไง บ่นว่า:
“เธอปิดเครื่องเลยสบายไปเลย”
“พวกนั้นติดต่อเธอไม่ได้ เลยมาหาฉันแทน ฉันเลยโดนปลุกแต่เช้า”
“รีบเปิดมือถือดูเลย เดี๋ยวก็รู้เองว่าเกิดอะไร”
จ้าวเสี่ยวถงทำหน้างง
แต่พอมือถือเปิดติด เสียงแจ้งเตือนก็ดังไม่หยุด
เธอหน้าเหวอ ไม่ทันได้ถามต่อ แล้วรีบเช็คมือถือทันที
ข้อความ 99+ ข้อความ
ข้อความวีแชต 99+ ข้อความ
แจ้งเตือนโมเมนต์ ก็ 99+ โพสต์
!!!...
เธอจำได้ว่าไม่ได้โพสต์อะไรน่าสนใจช่วงนี้ แล้วทำไมมีคนมากดคอมเมนต์เยอะขนาดนี้?
เธอรีบกดเปิดโมเมนต์ดู
ชื่อโปรไฟล์ในโมเมนต์ของเธอก็ตลกๆหน่อยว่า:
‘ในรายชื่อเพื่อนของคุณ มักจะมีคนที่ซ่อนตัวอยู่เหมือนคนตาย โผล่มาให้เห็นบ้างเป็นพักๆ แล้วก็เปลี่ยนป้ายหลุมศพของตัวเองไปเรื่อย’
— สะท้อนตัวตนของเธอได้ดีทีเดียว
----------
แต่ตอนนี้จ้าวเสี่ยวถงเห็นว่ามีคนมากดเมนต์โพสต์เธอหลายร้อยคอมเมนต์ ใบหน้าก็ซีดทันที
เธอเดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น:
“ไอ้เวรเอ๊ย! ต้องเป็นไอ้โง่นั่นเมื่อคืนแน่ๆ”
“ถ้าฉันรู้ว่าไอ้หมาตัวไหนทำแบบนี้นะ ฉันจะบี้มันให้ตายเลย…” เธอยังด่าไม่หยุด
มือถือก็ดังขึ้นอีก เห็นชื่อที่โชว์ว่า ‘แม่’ โทรเข้า สีหน้าเธอก็เปลี่ยนทันที
(จบบท)