- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 21 คุณน้าฟางเสวี่ยหรู
บทที่ 21 คุณน้าฟางเสวี่ยหรู
บทที่ 21 คุณน้าฟางเสวี่ยหรู
ในร้านก๋วยเตี๋ยว
ฟางโจวมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นสถานการณ์ฝั่งตรงข้ามถนนอย่างชัดเจน
ดูยังไง ผู้หญิงที่ใส่สายเดี่ยวกระโปรงสั้นคนนั้นก็คือเจ้าของมือถือแน่ๆ
ส่วนอีกคนผมยาว น่าจะเป็นเพื่อนเสียงนุ่มนวลคนนั้น
ทั้งสองสาวเดินวนหากันอยู่พักหนึ่ง พอไม่เห็นใครที่ดูน่าสงสัย
ก็บ่นอะไรบางอย่างแล้วขึ้นรถไป
เธอสองคนคงไม่คิดหรอกว่า คนที่คุยกับพวกเธอเมื่อกี้ทางโทรศัพท์
ตอนนี้กำลังก้มหน้าซู้ดก๋วยเตี๋ยวอยู่อีกฝั่งถนน
‘นายช่างเป็นคนซื่อสัตย์จริงๆ!’
ฟางโจวก้มหน้าลงอย่างภูมิใจ รู้สึกว่าดอกไม้สีแดงในใจสดใสขึ้นกว่าเดิม
----------
ในรถมาเซราติคันเหลือง คนขับคือหญิงสาวผมยาว
เธอมองเพื่อนสาวที่กำลังกดมือถืออยู่ แล้วพูดว่า:
“โอเคล่ะ มือถือได้คืนก็ดีแล้ว”
“ตามหลักแล้ว...”
“มือถือเธอน่าจะลืมไว้ตอนออกจากบาร์เมื่อกี้นั่นแหละ”
“คงทำตก ตอนที่เธอยืนคุยกับพวกจางซินนั่นแหละ”
“มือถือแบตหมดเหรอ”
จ้าวเสี่ยวถงกดปุ่มเปิดเครื่อง แต่ก็ขึ้นว่าแบตไม่พอ
แม้เธอจะห่วงข้อมูลในเครื่อง แต่ก็ช่วยไม่ได้
เธอโยนมือถือไปข้างๆ แล้วบ่นหงุดหงิดว่า
“ขออย่าให้มีเรื่องก็แล้วกัน เสียดายที่ไม่ได้จับตัวไอ้หมอนั่น”
“ถ้าไม่มีอะไรก็ดีไป แต่ถ้ามีอะไรหลุดออกมาเมื่อไหร่ ฉันจะตามหาให้เจอเลยคอยดู!”
“เสียงก็ดูยังหนุ่มอยู่เลย หวังว่าเขาจะไม่ใช่พวกอาชญากรเถอะ!”
“ฉันนี่แหละที่ต้องห่วง รูปสวยๆ ตั้งเยอะ ถ้าโดนหนุ่มหล่อเห็นก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเป็นไอ้โรคจิตนั่นทำอะไรลามกกับรูปฉันล่ะก็...”
“อี๋~~~~ คิดแล้วขยะแขยง”
สาวผมยาวหาวแล้วพูดว่า:
“พอได้แล้วเธอ...”
“ทีแรกว่าจะกลับไปนอนแล้ว ดันโดนเธอลากออกมา”
“พอส่งเธอกลับฉันก็จะกลับไปนอนบ้าง อย่าเรียกฉันบ่อยนักล่ะ รอให้ฉันได้นอนเต็มที่ก่อน ตอนนี้ร้านงานยุ่ง ฉันไม่อยากเสียเวลานอนที่มีค่าหรอกนะ”
----------
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ
ฟางโจวถือปาท่องโก๋ที่ซื้อจากข้างทาง เดินเรื่อยๆกลับไปที่ร้านเน็ต
พอกลับเข้าห้องส่วนตัวในร้าน ก็พอดีกับที่หงเสี่ยวหลงตื่น
เขารับปาท่องโก๋กับนมถั่วเหลืองมากินอย่างเอร็ดอร่อย “ตุ้ยๆ”
“เฮ้ย ไอ้โจว นายโคตรอึดเลยว่ะ ไม่ได้นอนทั้งคืนยังไม่ง่วงอีก ฟ้าสางแล้วไม่กลับไปนอนเหรอ”
ฟางโจวเปิดไฟล์เอกสารอีกครั้งแล้วพูดว่า
“ยังมีเรื่องต้องทำ”
ไม่สนใจหงเสี่ยวหลง..เขานั่งเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ พึมพำกับตัวเองว่า:
“พี่ใหญ่ครับ ผมเป็นแฟนคลับของพี่เลยนะ ยังเคยซื้อตั๋วหนังให้พี่หลายรอบ ถึงโลกนี้จะไม่มีพี่ แต่ผมขอคารวะขอเผยแพร่ผลงานของพี่ให้เจิดจรัส”
----------
คิดแล้ว ฟางโจวก็รู้สึกว่าความคิดตัวเองโล่งปลอดโปร่งขึ้น
เขาลุกขึ้นหยิบคีย์บอร์ด...
แกร็ก แกร็ก แกร็ก...พิมพ์สามคำลงกลางเอกสารมีคำว่า ‘ผีเป่าตะเกียง’
หลังจากที่ได้เห็นแนวโน้มวงการนิยายออนไลน์ตอนนี้
ฟางโจวก็ตัดสินใจว่าจะเบนเข็มมาเส้นทางนิยายออนไลน์
แม้ว่าเขาจะรู้แนวทางพัฒนาของวงการนิยายจากชาติก่อน
แต่บางอย่างมันก็ล้ำยุคเกินไป โลกนี้อาจยังไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้
เมื่อประเมินความนิยมและความผูกพันของผู้อ่านในยุคนี้
ฟางโจวจึงตัดสินใจเลือกแนว ‘ลึกลับสยองขวัญ’
แน่นอน...
ในเมื่อมีของดีที่ตลาดเคยพิสูจน์มาแล้ว จะไปมัวคิดเองทำไมให้เหนื่อย ทำแบบนั้นสมองมีปัญหาชัดๆ
ตัดสินใจลอก...เอ้ย...ให้เกียรตินิยายแนวลึกลับสยองขวัญ ก็หนีไม่พ้นสองเล่มนั้น
----------
ในยุคที่วงการนิยายออนไลน์มีตัวเลือกไม่มากแบบนี้
จะหยิบเล่มไหนมาก็ปังทั้งนั้น
สุดท้ายฟางโจวตัดสินใจเลือก ‘ผีเป่าตะเกียง’
เพราะเนื้อเรื่องสมบูรณ์กว่าและสื่อถึงวัฒนธรรมจีนได้ดี
ที่สำคัญคือ — เหมาะกับการดัดแปลงเป็นซีรีส์
สองเรื่องนี้สไตล์ต่างกัน..
‘บันทึกจอมโจรขโมยสุสาน’ มีความเป็นแฟนตาซีมากไป
พล็อตเวอร์วังอลังการ ถ้าจะทำเป็นหนังต้องใช้งบสูง
ในสถานการณ์ที่มีทางเลือก ก็แน่นอนว่าควรเลือก ‘ผีเป่าตะเกียง’ ดีกว่า
----------
ไม่ใช่เพราะมีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่
แค่คิดว่า ‘ตลาดนี้ยังเปิดกว้าง หาช่องทางทำเงินได้ง่าย!”
ไม่ต้องคิดเรื่องจุกจิกไร้สาระ คิดแค่เรื่องหาเงินไม่ดีกว่าเหรอ? ตื้นเขินแต่มีความสุข!
เนื้อเรื่องต่างๆ มันฝังแน่นอยู่ในหัวแล้ว
เทียบกับเรื่องที่เคยเขียนเอง การลอก...เอ่อ การให้เกียรติย่อมง่ายกว่าแน่
สองมือเคลื่อนไหวบนคีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว
‘เล่ม 1 เมืองโบราณจิ่งเจวี๋ย’
แต่เขาต้องปรับฉากและสถานที่ให้เข้ากับโลกนี้
รวมถึงเปลี่ยนชื่อสถานที่ด้วย
----------
แปดโมงเช้า
ต้นฉบับมีเนื้อหาเพิ่มขึ้นถึงสามหมื่นตัวอักษร
ฟางโจวเขียนถึงตอนที่หูปาอี้เล่าเรื่องสาวงามร้อยคน แล้วค่อยหยุดมือ
ตรวจอีกรอบก็ไม่เจออะไรผิดพลาด
เขาเปิดเว็บ เข้าไปในเว็บบอร์ดชื่อ ‘จือโหย่ว’
ในชาติก่อนมีเว็บบอร์ดดังๆมากมาย แต่โลกนี้มีเว็บบอร์ดยอดนิยมอันเดียว
..คือเว็บ “จือโหย่ว” ซึ่งถือเป็นชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่
ฟางโจวสมัครสมาชิก แล้วอัปโหลดต้นฉบับสามหมื่นตัวอักษรไปที่หมวดวรรณกรรม
----------
‘ผีเป่าตะเกียง’ มีทั้งหมดแปดเล่ม รวมสองล้านตัวอักษร
แม้ฟางโจวจะมีเวลาเหลือเฟือ พิมพ์เร็วจนควันแทบขึ้น
แต่ก็ต้องใช้เวลาพอควรกว่าจะเขียนจนจบทั้งเรื่อง
วันนี้ลงแค่สามหมื่นตัวอักษร ทิ้งตอนจบไว้เล็กน้อยให้ชวนติดตาม ลองดูผลตอบรับในเว็บก่อน
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ ฟางโจวก็ปิดคอม ออกจากร้านพร้อมกับหงเสี่ยวหลงที่ตาแทบจะปิดอยู่แล้ว
----------
ในสภาพนั้นหงเสี่ยวหลงไม่กล้าขับรถเอง
แต่บ้านเขาอยู่ไม่ไกล เลยทิ้งรถไว้แล้วเดินกลับไปเอง
ส่วนฟางโจวก็กำลังจะกลับเหมือนกัน
แต่โทรศัพท์ดังขึ้น
พอเห็นชื่อขึ้นว่า ‘น้า’ ก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกดรับ
“น้า...คิดถึงผมล่ะสิ”
“แปลกจัง ทำไมน้าถึงโทรหาผมเองล่ะ”
ปลายสายเงียบไปนิด ก่อนจะได้ยินเสียงใส ๆ ดังขึ้นว่า
“เจ้าเด็กนี่ เริ่มรู้จักชิงลงมือก่อนแล้วเรอะ”
“เมื่อวานไม่โทรมาหาน้า นึกว่าเกิดอะไรขึ้นซะอีก เห็นตอนนี้ยังลั้นลาอยู่ น้าก็วางใจแล้ว”
ฟางโจวทำเสียงอ้อน
“ก็กลัวน้าจะเบื่อผมนี่นา”
“ฉันเบื่อแก แต่ก็ไม่เห็นแกโทรมาน้อยลงเลย แล้วเรียนเป็นไงบ้างช่วงนี้”
คำพูดนั้นแทงใจดำสุด ๆ
ฟางโจวบ่นกลับ
“น้าครับ ถามแบบนี้ จะไม่มีใครอยากคุยด้วยนะ”
“ที่รักของผม ถ้าผมสอบเข้ามหาลัยไม่ได้ น้าช่วยฝากผมเข้าทำงานที่ห้องเก็บศพของโรงพยาบาลได้ไหม ได้ยินว่าที่นั่นเงินดี ไม่ต้องใช้วุฒิด้วย แถมได้เงินเป็นรายวันอีก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายสายก็พูดสวนมา
“พอเลย ฉันต้องเข้าเวร เพิ่งมาถึงโรงพยาบาล ต้องไปตรวจคนไข้แล้ว ไม่มีเวลาคุยเล่นกับแก”
“ถ้าว่างเมื่อไหร่ ก็มาหาน้าที่โรงพยาบาล ไปกินข้าวด้วยกัน”
ฟางโจวยิ้ม
“ได้เลยครับ”
“แค่น้าเรียกมา ผมก็พร้อมไปทันที”
“แต่ว่า...เรากินข้าวนอกบ้านเถอะน้า ไม่ไหวก็ให้ผมเลี้ยงเองก็ได้ เราต้องดีกับตัวเองหน่อย”
“……”
----------
หลังวางสาย
ฟางโจวยังคงมองมือถือในมือด้วยสายตาเหม่อลอย
ช่วงสองสามวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเขามากมาย
จนแทบไม่มีเวลานึกถึงชีวิตของเจ้าของร่างนี้มาก่อน
----------
‘ฟางเสวี่ยหรู’ คือน้าสาวของเขา เป็นน้องสาวของฟางอวี้หรู
อายุห่างจากฟางโจวเพียงสิบสองปี ปีนี้เธออายุสามสิบ
ตอนฟางโจวเกิด ฟางเสวี่ยหรูก็เพิ่งเรียนจบประถม
ตอนนั้นฟางอวี้หรูกำลังทุ่มเทกับหน้าที่การงาน
ส่วนหวังฉางเฟิงก็ไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก
หลายครั้งจึงเป็นน้าสาวที่เพิ่งขึ้น ม.ต้น ที่คอยเลี้ยงฟางโจว
ทั้งสองสนิทกันมาก แม่แท้ๆ ยุ่งตลอด ฟางโจวจึงติดน้ามาก
ตอนที่ฟางเสวี่ยหรูเข้ามหาวิทยาลัยและย้ายออกจากหนานอู๋
ฟางโจวที่ตอนนั้นเรียนประถมถึงกับร้องไห้หลายรอบ กอดขาน้าไม่ยอมปล่อย
----------
สามปีก่อน
ฟางอวี้หรูเริ่มไม่สนใจฟางโจว
พอดีกับที่ฟางเสวี่ยหรูเรียนจบปริญญาโทด้านแพทย์ แล้วกลับมาที่หนานอู๋
ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ฟางโจวจะไปหาน้าเสมอ
โดยเฉพาะวันหยุด แทบจะไปกวนใจน้าทุกครั้ง
แม้น้าจะชอบพูดว่ารำคาญ แต่ไม่เคยปฏิเสธสักครั้ง
(จบบท)