- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 15 เด็กหญิงลูกครึ่ง
บทที่ 15 เด็กหญิงลูกครึ่ง
บทที่ 15 เด็กหญิงลูกครึ่ง
รถขับมาถึงหน้าอาคารสองชั้นหลังหนึ่งที่แยกตัวอยู่โดดเดี่ยวอย่างรวดเร็ว
โดยรอบเงียบสงบ ตัวบ้านสองชั้นมีสวนเล็กๆด้านล่าง
ที่นี่เป็นสถานที่ที่ฟางโจวเดินหาอยู่พักใหญ่หลังเลิกเรียนก่อนจะตัดสินใจเช่า
ชั้นล่างเป็นห้องพักแบบหนึ่งห้องนอน ค่าเช่าแปดร้อยหยวนต่อเดือน
เจ้าของบ้านเป็นคุณยายใจดีคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ชั้นสอง
ทางเข้าห้องของฟางโจวอยู่ที่สวนหน้าบ้าน
มีบันไดสามารถเดินขึ้นไปชั้นบนได้ หรือจะเดินอ้อมไปขึ้นหลังบ้านก็ได้
เฟอร์นิเจอร์ในห้องล้วนจัดไว้พร้อมใช้ แถมยังดูใหม่เสียด้วย
----------
พอฟางโจวลงจากรถ หงเสี่ยวหลงก็รีบขับรถกลับไปร้านเน็ตต่อเพราะเขายังเล่นเกมค้างไว้
ฟางโจวลากกระเป๋าเดินเข้าห้อง ในห้องสะอาดสะอ้าน
เห็นได้ชัดว่ามีคนมาทำความสะอาดอยู่เสมอ
เขาจัดข้าวของไว้ให้เรียบร้อยก่อนเดินออกมาสำรวจในสวน
รอบๆกำแพงรั้วมีกระถางต้นไม้ต่างๆวางเรียงราย
ตอนนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ใบหญ้าต่างผลิบานมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
เติมความสดชื่นให้บ้านสวนหลังนี้ไม่น้อย
----------
ในตอนที่ฟางโจวนั่งยอง ๆ อยู่หน้าไม้กระถางต้นสนประดิษฐ์ต้นหนึ่ง
ตุ้บ!
จู่ๆ ก็มีตุ๊กตาบาร์บี้ขนาดเท่าฝ่ามือตกลงมาตรงหน้า แขนหลุดกระเด็นออกมา
ฟางโจวเงยหน้า...
เห็นใบหน้ากลมจิ้มลิ้มน่ารักของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏผ่านหน้าต่างชั้นบนเพียงชั่วพริบตา
----------
ไม่นานนัก
คุณยายโจวก็จูงมือเด็กหญิงตัวเล็กวัยสี่ห้าขวบเดินลงมาจากชั้นบน พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงใจ:
"เสี่ยวฟาง ขอโทษด้วยนะ เมื่อกี้เยว่เยว่เล่นของอยู่ตรงหน้าต่างแล้วเผลอทำตกลงมา ไม่โดนหนูใช่ไหม"
‘เยว่เยว่?’
ฟางโจวมองเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
----------
เด็กหญิงผมสีน้ำตาลเข้มแบบหยิกเบา ๆ ปล่อยยาวประบ่า ตาสีเขียวอมฟ้า ผิวขาวอมชมพู
ลักษณะใบหน้าออกไปทางตะวันตกอย่างชัดเจน หน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตาเซรามิก
เด็กลูกครึ่ง?
หนูน้อยหลบอยู่ด้านหลังคุณยาย มือเล็กกำชายเสื้อคุณยายไว้แน่น
ดวงตากลมโตมองฟางโจวอย่างหวาดๆ
ฟางโจวหัวเราะเบา ๆ
"ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไรเลย"
"น้องสาวชื่อเยว่เยว่เหรอครับ ชื่อเพราะจังเลย แปลว่า ‘พระจันทร์’ ใช่ไหม? เป็นชื่อที่ดีมากจริงๆ"
----------
เห็นได้ชัด เด็กคนนี้น่าจะขี้อายมาก หรืออาจจะเป็นเด็กค่อนข้างเก็บตัวเล็กน้อยด้วยซ้ำ
ฟางโจวพูดคุยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พอยิ้มแย้มทักทายไม่กี่คำ
สีหน้าของหนูน้อยก็ดูผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย
คุณยายผมสีดอกเลาคนหนึ่งกับหลานสาวลูกครึ่งมาอาศัยอยู่ในบ้านสวนเล็กๆแบบนี้
ดูก็รู้แล้วว่าต้องมีเรื่องราวในอดีตอยู่แน่นอน แต่ฟางโจวไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องคนอื่น
----------
เขาหยิบตุ๊กตาบาร์บี้ขึ้นมา ประกอบแขนกลับเข้าที่อย่างเบามือ แล้วยื่นให้เยว่เยว่:
"ซ่อมให้แล้วนะ เล่นระวังหน่อยนะครับ"
เยว่เยว่ขยับตัวหนีเล็กน้อย
แต่พอเห็นว่าเป็นตุ๊กตาตัวโปรดของตัวเองก็หันไปมองคุณยาย
แล้วค่อยๆ ยื่นมือออกมารับอย่างประหม่า
เสียงเล็กๆพูดว่า "ขอบคุณพี่ชายค่ะ..."
----------
ดูสิ...
น่ารักขนาดนี้! น่ารักกว่าเจ้าเด็กฟางชิงหลินอีก
ตากลมใสราวกับดวงดาว แก้มกลมๆ อวบอิ่มน่าบีบ
ทำเอาฟางโจวอยากยื่นมือไปหยิกสักสองที
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย คุณยายก็พาเยว่เยว่กลับขึ้นไปชั้นบน
ดูออกเลยว่า..แค่เดินลงมาถึงสวนชั้นล่าง
ก็ทำให้เด็กหญิงตัวเล็กที่ชื่อเยว่เยว่รู้สึกไม่สบายใจแล้ว
เวลานั้นท้องฟ้าก็เริ่มมืด ฟางโจวจึงล็อกประตูรั้ว แล้วมุ่งหน้าไปที่ป้ายรถเมล์
---
คฤหาสน์ตระกูลถัง
ถังเจี้ยนหวงกลับถึงบ้านหลังเลิกงาน
เพิ่งเข้าประตูมาก็ได้กลิ่นหอมจากในครัว เห็นภรรยากับลูกสาวกำลังยุ่งอยู่ในครัว
ตอนนี้บนโต๊ะมีอาหารวางอยู่สี่อย่างแล้ว และยังมีเสียงคนกำลังวุ่นวายอยู่ข้างใน
หลานจือหย่ายกจานอาหารออกมา
ถังเจี้ยนหวงยิ้มกว้าง รีบเอ่ยว่า:
"วันนี้เป็นวันพิเศษอะไรหรือเปล่าเนี่ย"
"ทำกับข้าวตั้งเยอะเยอะ คืนนี้สงสัยจะได้กินดีสิหน่อยนะ”
“ที่รัก งั้นคืนนี้ผมขออาศัยบารมีลูกสาว จิบเหล้าสักหน่อยได้ไหม”
----------
นอกบ้าน เขาคือคุณถังเจ้าของทรัพย์สินพันล้าน
แต่ในบ้าน... สถานะชัดเจนว่าคนไหนใหญ่กว่า
หลานจือหย่ามองสามีทีหนึ่ง ก่อนจะหันไปถามลูกสาวที่เพิ่งเดินออกมาว่า:
"ต้องถามถังถังก่อนสิ"
ถังถัง ยักจมูกแล้วตอบ:
"ดื่มเลยค่ะ ไม่ใช่อาศัยบารมีหนูหรอก แต่เป็นของฟางโจวต่างหาก"
ฟางโจว?
ถังเจี้ยนหวงขมวดคิ้วอย่างมึนงง
หลานจือหย่าก็อดถอนใจไม่ได้
ทั้งบ่าย ลูกสาวพูดถึงชื่อ ‘ฟางโจว’ ทุกสามประโยค จนเธอแทบจะหูชา
ลูกสาวของเธออวยเจ้าหนุ่มคนนั้นราวกับเป็นเทพบุตร
หลานจือหย่าหันไปบอกสามีว่า:
"เพื่อนของถังถังที่ช่วยเธอไว้ที่โรงเรียน ฉันเลยให้ถังถังเชิญเขามาทานข้าวที่บ้าน"
ถังเจี้ยนหวงรีบถามอย่างระแวง:
"ผู้ชายหรือผู้หญิง"
ถังถังกำลังตรวจดูอาหารบนโต๊ะ ไม่ทันสังเกตว่าใบหน้าพ่อเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว
เธอตอบอย่างไม่คิดอะไร:
"ผู้ชาย เพื่อนที่นั่งข้างหนูค่ะ"
"ก็คนที่หนูเคยพูดให้พ่อกับแม่ฟังไง"
----------
ถังเจี้ยนหวงหน้าเสียทันที
พอลูกสาวเผลอ เขาก็รีบดึงหลานจือหย่าเข้าไปในครัว ถามเสียงเบา:
"อะไรยังไงกันแน่"
"อยู่ๆ ชวนเพื่อนผู้ชายมากินข้าวที่บ้านได้ยังไง"
"ผมบอกคุณนะ เด็กผู้ชายผู้หญิงวัยนี้ชอบคิดไปเรื่อย ต้องระวังไว้นะ"
หลานจือหย่าชายตามองสามี:
"ก็แค่เพื่อนมาทานข้าว คุณจะตื่นเต้นอะไรกัน"
ถังเจี้ยนหวงเป็นพ่อที่หวงลูกสาวมาก รีบโพล่งอย่างร้อนใจ:
"จะไม่ให้ผมตื่นเต้นได้ยังไง"
"ลูกสาวเราไร้เดียงสาขนาดนั้น หลงเชื่อคนง่ายที่สุด"
"เดี๋ยวพวกผู้ชายเลวๆก็มาหลอกทำให้หลง แล้วก็ชักจูงไปในทางไม่ดี"
"แล้วคุณเป็นแม่ ทำไมไม่ห้าม แถมยังปล่อยให้เขามากินข้าวที่บ้านอีกเหรอ”
หลานจือหย่ากลอกตา
"คุณพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง"
"นั่นลูกสาวคุณ แล้วไม่ใช่ลูกสาวฉันหรือไง ฉันไม่ห่วงลูกหรือไง คุณพูดแบบนี้ยังมีจิตสำนึกไหม"
----------
ถังเจี้ยนหวงรีบยอมแพ้
หลานจือหย่าก็เข้าใจดีว่าสามีคิดมากเพราะรักลูก
เธอมองไปที่ลูกสาวในห้องนั่งเล่น แล้วเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้สามีฟัง
สีหน้าของถังเจี้ยนหวงก็เปลี่ยนทันที:
"มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ"
"โรงเรียนไม่จัดการหรือไง"
"ต้องไปคุยกับ 'เหล่าหลี่' หน่อยแล้ว"
เหล่าลี่ ที่เขาพูดถึงคือผู้อำนวยการการศึกษาซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขา
----------
หลานจือหย่าผลักถังเจี้ยนหวงเบาๆ
"จะทำเรื่องใหญ่โตไปทำไม"
"ฉันคุยกับครูประจำชั้นของถังถังแล้ว เธอบอกว่าจะระวังเรื่องพวกนี้มากขึ้น ก่อนหน้านี้เธอก็ไม่ทันสังเกตเห็น"
"จริง ๆ แล้วคุณเองก็มีส่วนผิดเหมือนกันนะ"
"มัวแต่กีดกันลูกไม่ให้เข้าสังคม"
"ทำให้ลูกไม่รู้จะคบหากับคนยังไง"
“ถ้าลูกมีโอกาสได้พบปะผู้คนมากขึ้น ลูกอาจจะกล้าเข้าสังคมมากกว่านี้ เรื่องพวกนี้คงไม่เกิด”
"ครั้งนี้ก็ต้องขอบคุณฟางโจวจริงๆ"
"เดี๋ยวเขามาถึงบ้านแล้ว"
"ถ้าคุณกล้าแสดงสีหน้าไม่ดีใส่เขา ดูว่าฉันจะจัดการคุณยังไง"
----------
ถังเจี้ยนหวงพูดอะไรไม่ออก
ก็เข้าใจเหตุผลทั้งหมดนั่นแหละ
แต่พอเป็นเรื่องของลูกสาวเมื่อไหร่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงและระแวง
ถูกภรรยาตักเตือน ก็ได้แต่พึมพำเบาๆ:
"แน่นอน ต้องขอบคุณเขาอยู่แล้ว..."
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ในใจถังเจี้ยนหวงก็ยังรู้สึกอึดอัด
เหมือนพ่อตาเจอว่าที่ลูกเขยครั้งแรกแล้วอยากหยิบค้อนมาทุบให้จมดิน
----------
หลานจือหย่าปลอบ:
"พอเถอะ"
"หรือคุณจะดูแลลูกไปตลอดชีวิต"
"อีกไม่นานลูกก็จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว คุณจะตามไปเฝ้าที่มหาวิทยาลัยด้วยเหรอ"
ถังเจี้ยนหวงดื้อดึง:
"แล้วยังไงล่ะ"
"ลูกไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ไหน ผมก็จะไปซื้อบ้านแถวนั้น"
"ต่อไปลูกไปอยู่เมืองไหน ผมก็จะซื้อบ้านอยู่ข้างๆ"
"ดูแลไปทั้งชีวิตก็ยังไหว!"
(จบบท)