- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 4 ย้ายออก
บทที่ 4 ย้ายออก
บทที่ 4 ย้ายออก
แม้จะเป็นเพียงการพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง
แต่ทุกครั้งที่เห็นฟางอวี้หรู หัวใจของเขาก็หวั่นไหวขึ้นมาโดยไร้เหตุผล
ฟางโจว รู้สึกแปลกๆ..
ถึงฟางอวี้หรูจะเป็นสาวสวยระดับแถวหน้าก็เถอะ แต่ยังไงตัวเขาก็เป็นคนวัยใกล้สี่สิบแล้วนะ
แถมยังเป็นพวกไวต่อสัมผัสมากกว่าสายตาอีก จะให้แค่มองหน้าสวยๆ ไม่กี่ทีก็ใจเต้น มันก็ดูแปลกๆ
หรือว่านี่เป็นผลตกค้างจากร่างเดิม? พอนึกถึงการกระทำก่อนหน้านี้ของเจ้าของร่างเดิม ฟางโจวก็เริ่มรู้สึกเหลือเชื่อ
‘โรคเอดิปัส?’ ห๊ะ...แค่กๆๆ…
(โรคเอดิปัส คือ ทฤษฎีของซิกมันด์ ฟรอยด์ เป็นอาการปัญหาทางจิตใจที่ทำให้เด็กชายรักแม่ และเด็กหญิงรักพ่อ)
ฟางโจวเอ่ยขึ้นว่า “แม่ครับ ผมคิดว่าจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอก”
แม้จะข้ามภพมาอยู่ในร่างนี้ พร้อมได้ความทรงจำเดิมติดมาด้วย
แต่ความคิดหลักยังคงเป็นของชายวัยสี่สิบปีจากโลกก่อนอยู่ดี
จะให้อยู่ใต้ชายคาเดียวกับผู้หญิงตั้งสองคน
แถมยังต้องเรียกคนที่เด็กกว่าตัวเองนิดหน่อยว่า ‘แม่’ อีก
ฟางโจว แค่คิดก็รู้สึกอึดอัดแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น…นึกถึงพฤติกรรมของ ฟางอวี้หรูที่เคยกระทำกับเจ้าของร่างเดิม
แม้มันจะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเขาโดยตรง แต่ก็ทำให้รู้สึกขัดเคืองในใจ
ถึงยังไง…ผู้หญิงคนนี้ ก็เป็นแม่ของเขาจริงๆ นั่นแหละ
คำพูดของเขาทำให้ ฟางอวี้หรูเงยหน้าขึ้นมาจ้องเขาทันที
แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ และความสับสนปนตื่นตระหนก
แม้จะไม่มีความรู้สึกกับหวังฉางเฟิง แต่การใช้ชีวิตร่วมกันมากว่าสิบปี ทำให้บ้านที่จู่ๆ ขาดคนไปหนึ่งคน
ทำให้ฟางอวี้หรูรู้สึกว่างเปล่าในใจ พอฟางโจวมาพูดเรื่องจะย้ายออกกะทันหัน ฟางอวี้หรูรู้สึกตั้งหลักไม่ทัน
“จะย้ายออกไปทำไม อยู่ดีๆ ก็ทำตัวแปลกๆ”
“อีกแค่สองเดือนก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วนะ อย่ามาทำอะไรเพี้ยนๆ ตั้งใจอ่านหนังสือไปเถอะ แม่ไม่เห็นด้วย”
คำพูดฟังดูเด็ดขาดแบบนี้ คือลีลาเดิมของ ฟางอวี้หรูเป๊ะ
เธอสูดหายใจเรียกสติ ปรับอารมณ์เล็กน้อย แล้วพยายามจะคุยกับฟางโจวอย่างจริงจัง
“เรื่องพ่อของเธอก่อนหน้านี้..”
ฟางโจว รีบยกมือทำท่า ‘หยุด’
เขาพูดอย่างเหน็บแนมว่า “ไม่ต้องพาดพิงคนที่ไม่เกี่ยวข้องหรอกครับ งั้นผมขออยู่หอแทนละกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับทุกวัน ช่วงนี้ผมจะตั้งใจเรียนเพื่อจะสอบเข้ามหา’ลัยให้ได้”
ฟางโจว รู้ดีว่า…
สายตาคนนอกมักคิดว่า ฟางอวี้หรูทั้งสวย ทั้งเก่ง ดูเป็นเทพธิดาชัดๆ
แต่ในฐานะครอบครัวโดยเฉพาะจากมุมของร่างเดิม แม่แบบนี้ถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่
ชีวิตเธอราบรื่นมาตลอด ขาดก็แค่เรื่องความรักเท่านั้น เลยทำให้เธอมีนิสัย ‘คุณหนูจอมสั่งการ' ที่คุ้นเคยกับการให้คนอื่นทำตาม และเธอก็ไม่ชอบโดนขัดใจ
ฟางอวี้หรูขมวดคิ้ว จ้องตาฟางโจว พยายามจะมองให้ออกว่าเด็กคนนี้กำลังเล่นลูกไม้อะไร
ในมุมมองของเธอ..ลูกชายต้อง ‘โตเป็นผู้ใหญ่ให้ได้ด้วยตัวเอง’ ดังนั้นตลอดชีวิตที่ผ่านมาวิธีที่เธอใช้เลี้ยงฟางโจว กับ ฟางชิงหลิน เลยต่างกันอย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะหลังจากทั้งสองขึ้นมัธยมปลาย ฟางอวี้หรูจะพาฟางชิงหลินไปที่บริษัทบ้าง ให้ลองเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจ บ้างก็เปิดใจคุยกันแบบแม่ลูก ส่วนเรื่องของฟางโจว เธอให้หวังฉางเฟิงจัดการทั้งหมด
สิ่งนี้ทำให้ ฟางโจว (ร่างเดิม) ตกอยู่ในความรู้สึกกังวลเพราะอยากให้แม่สนใจ เจ้าของร่างเดิมถึงได้คอยหาเรื่อง สร้างปัญหาเป็นพักๆ ไม่ว่าจะเป็นแกล้งป่วย หนีเรียน หรือทะเลาะกับเพื่อน เพื่อให้ฟางอวี้หรูหันมามองเขาบ้างแต่เธอกลับชินชาไปแล้ว
พอฟางโจวพูดเรื่องขอย้ายไปอยู่หอ ฟางอวี้หรูก็คิดว่าเด็กนี่ต้องเล่นแผนใหม่อีกแน่ เธอตัดสินใจจะตกลง เพื่อดูว่าเขาจะเล่นอะไรอีก
แต่...พอเห็นว่า ฟางโจว ไม่อยากพูดถึง ‘คนนั้น’ เธอก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ เรื่องที่เธอทำไปตอนนั้นเธอมีเหตุผลของเธอเอง ไม่ใช่เพราะยังมีเยื่อใยแน่นอน แต่เธอเลือกที่จะไม่พูด เพราะภาพลักษณ์ ‘แม่ที่เข้มงวด’ นั้นมันไม่เปิดโอกาสให้เธอได้อธิบาย
หลังอาหารเย็น ขณะที่ฟางโจวฮัมเพลงจัดการงานในครัว ฟางชิงหลินก็เดินมาหยุดที่หน้าประตูครัว ฟางโจวเหลือบตามองแต่ไม่ได้พูดอะไร ทั้งคู่ไม่ได้สนิทกัน หรือจะพูดให้ตรงคือ ‘ความสัมพันธ์ค่อนข้างแย่’
เจ้าของร่างเดิมนั้นขาดความมั่นคงทางใจอยู่แล้ว พอคิดว่า ‘เด็กเก็บมาเลี้ยง’ คนนี้แย่งความรักจากแม่ไป จึงไม่มีทัศนคติที่ดีอยู่แล้ว ในสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคงแบบนั้นจะหลุดพูดอะไรแรงๆ ออกไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมานั่งเปิดใจแบบพี่น้องอะไรทั้งนั้น
“เมื่อกี้ นายดูถูกฉันใช่มั้ย?”
ฟางชิงหลิน เปิดประเด็นขึ้นก่อน
ฟางโจว เลิกคิ้วเล็กน้อย เด็กคนนี้ไวต่ออารมณ์ชะมัด
เขาเผลอหลุดอารมณ์ออกไปนิดเดียว ยังจับได้อีก
แต่เขาไม่มีทางยอมรับหรอก
“เธอคิดมากไปแล้ว”
-----
ห้องนอน
ฟางอวี้หรูนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
ใบหน้าในกระจกดูยังสง่างามมีเสน่ห์ แต่แววตากลับเหม่อลอย
ท่าทีของ ฟางชิงหลิน เมื่อตอนเย็นทำให้เธอทั้งพอใจและผิดหวังไปพร้อมกัน
เด็กมันเชื่อฟังดี…แต่เชื่อฟังจนเหมือนไม่มีหัวใจ
แม่ก็อยากให้ลูกเชื่อฟังนะ แต่ไม่อยากให้เป็นคนไร้หัวใจ
กลับกัน ฟางโจว กลับเกินความคาดหมาย
ไม่ฟังคำห้าม แล้วยังยืนกรานจะไปส่ง หวังฉางเฟิง อีก
“เด็กคนนี้ คิดจะมาไม้ไหนอีกล่ะ?”
ตีห้าวันรุ่งขึ้น
ฟางโจวตื่นตรงเวลา มองห้องด้วยความรู้สึกไม่คุ้นเคย
เหม่อไปพักหนึ่งก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองข้ามภพมา
เขาลุกจากเตียง วันนี้วันเสาร์แม้จะเป็นวันหยุดแต่ ม.6 ยังมีเรียนครึ่งวัน
เขาแปรงฟันล้างหน้าเสร็จกำลังจะออกจากบ้าน ก็เจอฟางอวี้หรูใส่ชุดนอนเดินสะลึมสะลือออกมาจากห้อง
คงได้ยินเสียงจากข้างนอกเลยออกมาดู เธอมองฟางโจวแล้วเหลือบไปดูข้างนอก
ฟ้ายังไม่สว่างดี เธอขมวดคิ้วถามเบาๆ ว่า “ตื่นเช้าขนาดนี้ จะไปไหนน่ะ?”
ฟางโจว ชะงักนิดหน่อย นี่คือ ตารางชีวิตของคนวัยสี่สิบ
เขาไม่ต้องนอนเยอะ แค่ห้าชั่วโมงก็พอแล้ว จะให้มานอนกลิ้งอยู่บนเตียงก็เปลืองชีวิตเปล่าๆ
พอเห็นแม่ในชุดนอน ฟางโจวก็เผลอหลบสายตาไปเล็กน้อย ในใจยังรู้สึกอึดอัดแปลกๆ อยู่ดี
“นี่เธอดูสบายใจดีนะ…” สายตาเย็นชาที่ฟางอวี้หรูมองเขาเหมือนจะตรวจสอบ
เขาก็ได้แต่แอบถอนหายใจ อารมณ์แปลกๆ ที่ผุดขึ้นมาเมื่อกี้นั้นมันไม่ใช่ของเขาแน่นอน
มันเป็น ‘เงาในใจ’ ของเจ้าของร่างเดิม แต่เขาก็รู้ดีว่า…
เรื่องนั้น ฟางอวี้หรูเองก็ไม่รู้ ท่าทีแบบนี้ของเธอ มันก็น่าเข้าใจอยู่ ก็แค่ ‘มุมมองชีวิตไม่ตรงกัน’เท่านั้นแหละ
เขาฝืนยิ้ม “ผมจะไปโรงเรียนครับ เดี๋ยวหาอะไรกินเอาข้างนอก”
ในสายตาของ ฟางอวี้หรู เขาเป็นวัยรุ่นหัวแข็งกำลังเป็น ‘วัยต่อต้าน’ หรือไม่ก็ประชดอยู่
เธอรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มันไม่แฟร์กับเขาเท่าไหร่ น้ำเสียงจึงอ่อนลงเล็กน้อย
“ยังเช้าอยู่เลย รออีกแป๊บนึง เดี๋ยวแม่ไปส่งพร้อมชิงหลินเอง”
ฟางโจวแปลกใจเล็กน้อย ปกติมีแต่ฟางอวี้หรูที่ไปส่งฟางชิงหลิน
ส่วนเขาต้องปั่นจักรยานไปเอง ตั้งแต่ขึ้น ม.ปลายแล้ว
เมื่อก่อน…
เจ้าของร่างพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ ‘สิทธิพิเศษ’ เหมือนฟางชิงหลิน แต่ก็โดนปฏิเสธทุกครั้ง
ตอนนี้จะทำแบบนี้เพราะรู้สึกผิดงั้นเหรอ? ฟางโจวส่ายหน้า นั่นมันความหวังของเจ้าของร่างเดิม ไม่ใช่ความคิดของชายวัยสี่สิบคนนี้
แค่คิดถึงภาพสามคนอยู่ในรถคันเดียวกัน เขาก็ขนลุกไปหมดแล้ว
เขารีบบอก “ไม่เป็นไรครับ คือ… ผมอยากออกกำลังกายหน่อย วิ่งไปโรงเรียนพอดีเลย”
ก่อนจะเปิดประตูออกไป เขาหันกลับมาพูดว่า “ตอนบ่ายผมจะแวะมาเก็บของ แล้วจะย้ายไปอยู่หอนะครับ”
พอออกมานอกบ้าน ฟางโจว ก็ถอนหายใจยาว รู้สึกว่าความอึดอัดในใจคลายลงเล็กน้อย
ฟางอวี้หรูยังยืนอยู่ในห้องนั่งเล่น สายตามองไปทางประตูด้วยความหงุดหงิด
ไม่กี่ปีมานี้ไม่ค่อยมีอะไรที่ ‘อยู่นอกการควบคุม’ แบบนี้เกิดขึ้นเลย
"ดูเหมือนว่า ฉันต้องคุยกับเสี่ยวโจวจริงๆแล้ว หวังว่าเขาจะโตขึ้นกว่านี้"
ตอนนี้ยังเช้า ถนนแทบไม่มีคน สวนในหมู่บ้านก็มีต้นไม้สวยงาม
ระยะทางไปโรงเรียนประมาณห้ากิโลเมตร ปกติขี่จักรยานใช้เวลาครึ่งชั่วโมง
วันนี้ ฟางโจว วิ่งเหยาะๆ ไปตลอดทางใช้เวลาแค่ยี่สิบนาทีเศษๆ ก็ถึงหน้าโรงเรียน แปลกที่แทบไม่เหนื่อยเลย
ในตอนแรกที่ปรับการหายใจให้ค่อยๆ ชินกับจังหวะ หลังจากนั้นก้าวเท้ากลับรู้สึกเบาขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกว่าถ้าวิ่งต่อไปอีกห้ากิโลเมตรก็ไม่มีปัญหา
(จบบท)