- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 3 ทักษะจำเป็นของคนคลั่งรัก
บทที่ 3 ทักษะจำเป็นของคนคลั่งรัก
บทที่ 3 ทักษะจำเป็นของคนคลั่งรัก
ฟางโจวเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ถึงแม้ว่าหวังฉางเฟิงจะดูสุภาพเรียบร้อยแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาอ่อนแอนะ
เมื่อก่อนตอนยังเป็นนักเรียนอยู่ หวังฉางเฟิงก็เป็นนักกีฬาตัวท็อปของโรงเรียน
ทวดของเขา คือคุณปู่ของหวังฉางเฟิง ก็เป็นทหารผ่านศึกของกองทัพผ่านสมรภูมิจริงๆ รักษาพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นมาตลอด ถึงอายุอานามจะแปดสิบกว่าแล้ว แต่ยังแข็งแรงดี ลงทำนาทำไร่ได้สบายๆ
ตอนหวังฉางเฟิงยังเด็ก พวกญาติๆ รุ่นราวคราวเดียวกันในบ้าน ถูกคุณปู่ไล่ต้อนด้วยไม้พลองให้ไปซ้อมวิ่งกันทั้งนั้น หวังฉางเฟิงโดดเด่นที่สุดในบรรดาพี่น้องลูกพี่ลูกน้องของเขา แต่น่าเสียดาย..ถ้าให้พูดตามคำของคุณปู่ "นิสัยอ่อนโยนเกินไป มีพละกำลัง แต่ไม่มีนิสัยดุดัน"
ฟางโจวยังจำได้ดี ตอนที่ฟางอวี้หรูเพิ่งรับช่วงกิจการโรงงานมาใหม่ๆ จัดการปฏิรูปครั้งใหญ่ ไล่พวกพนักงานที่ผลงานไม่ได้เรื่องออกไป พวกหัวแข็งที่มีพฤติกรรมไม่ดีในโรงงานเห็นว่ากำลังจะตกงานจึงยอมเสี่ยงหาพวกอันธพาลมาสั่งสอนคนในตระกูลฟาง ตกดึก อันธพาลหกเจ็ดคนถือไม้หน้าสามกับโซ่เหล็กมาหาเรื่อง แต่ก็ถูกหวังฉางเฟิงจัดการได้อยู่หมัดด้วยตัวคนเดียวเท่านั้น ฟางโจวรู้เรื่องนี้ดี..
ตอนกลับบ้านเก่าที่เมืองหยุนไห่กับหวังฉางเฟิง เขายังเคยวิ่งขึ้นเขาหลายกิโล อยากเรียนรู้เคล็ดลับวิชาจากปรมาจารย์กับคุณปู่ แต่คุณปู่เห็นหน้าฟางโจวแล้ว กลับยิ้มกว้างจนดูใสซื่อไร้พิษภัย ต่างจากภาพยอดฝีมือนอกโลกในความทรงจำของฟางโจวโดยสิ้นเชิง สุดท้ายเขาก็หมดความสนใจ
ริมถนน พอเห็นฟางโจวแสดงสีหน้าบิดเบี้ยว เจ็บแบบเกินจริง หวังฉางเฟิงเลยยอมปล่อยมือ เขาก็พอจะดูออกว่าฟางโจวตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนจริงๆ ถึงได้หยอกล้อเล่นได้แบบนี้
สักพัก..มีแท็กซี่ขับผ่านมาไม่ไกล หวังฉางเฟิงโบกมือเรียก
เหยียบก้นบุหรี่ให้ดับที่พื้นแล้วโยนลงถังขยะ หันหน้ามามองฟางโจว “ฉันไปล่ะ มีอะไรก็โทรหาฉันนะ”
ฟางโจวโบกมือ “ผู้ชายวัยสี่สิบเหมือนดอกไม้บาน นายก็ใกล้แล้ว”
“เค้าว่ากันว่า ผู้ชายวัยกลางคนมีสามเรื่องที่ดีงาม… เลื่อนตำแหน่ง รวย และ… เอ่อ ช่างมันเถอะ ดูเหมือนนายจะเข้าเกณฑ์แค่ครึ่งเดียวเอง”
“หาเมียใหม่รอบนี้ช่วยเลือกดีๆ หน่อยนะ สวยอย่างเดียวกินไม่ได้ ถ้าเจอคนที่ใช่ ก็รักษาไว้ดีๆ”
“แล้วอย่าลืมเรียกผมไปดื่มเหล้างานแต่งด้วยล่ะ”
แท็กซี่ขับออกไป ฟางโจวก็ทิ้งก้นบุหรี่ หมุนตัวเดินกลับไปยังหมู่บ้าน ที่นั่นยังมีผู้หญิงอีกสองคนรอเขาอยู่
พอเปิดประตู..
กลิ่นไหม้แสบจมูกก็โชยมาทันทีจนทั่วห้องนั่งเล่น ฟางโจวถอดรองเท้าเดินเข้าบ้าน พบว่าควันลอยมาจากในครัว ถึงแม้เครื่องดูดควันจะเปิดเต็มที่ก็ยังเอาไม่อยู่ มีเสียงร้องตกใจดังออกมาจากครัว
ฟางโจวเดินเข้าไป พบประธานสาวเย็นชากับคุณหนูโรงเรียนดังยืนละล้าละลังอยู่ตรงหน้าเตา คนหนึ่งถือตะหลิว อีกคนถือฝากระทะ ท่าทางพร้อมหลบหลีก สายตาจับจ้องกระทะที่มีควันลอยออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ฟางโจวถอนหายใจ เดินเข้าไปปิดเตาไฟ ในกระทะมีอะไรดำๆ ปนเหลืองขาว ยังมีควันลอยขึ้นมา ข้างๆมีมะเขือเทศหั่นเป็นชิ้นใหญ่วางอยู่ ‘นี่จะทำไข่เจียวมะเขือเทศกันเหรอ?’
เมื่อก่อน แค่กลับมาถึงบ้าน หวังฉางเฟิงก็จัดเตรียมอาหารทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ ทุกคนเลยไม่ต้องยุ่งอะไรกับเรื่องอาหารกินเลย แน่นอนว่าไม่มีใครเคยจับตะหลิวมาก่อน
เห็นฟางโจวจ้องมองในกระทะเหมือนคนสติหลุด ใบหน้าของฟางอวี้หรูมีแววกระอักกระอ่วนปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง เธอวางฝากระทะลง พูดอย่างใจเย็นว่า “ออกไปกินข้างนอกกันเถอะ”
ฟางโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดว่าเดี๋ยวยังมีเรื่องต้องคุยกับฟางอวี้หรู ออกไปกินข้าวนอกบ้านมันจะเสียเวลาเปล่า
เขาโบกมือ พูดว่า “ไม่ต้องหรอก ถ้าคุณฟางไม่รังเกียจ งั้นผมทำเองดีกว่า” กินข้าวนอกบ้านอย่างน้อยก็ชั่วโมงนึง เสียเวลาชะมัด ฟางอวี้หรูชะงักไปเล็กน้อย เธอได้ยินน้ำเสียงประชดประชันในคำพูดของฟางโจว เรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้กับฟางโจวมันไม่ยุติธรรมจริงๆ เขาจะโกรธบ้างก็ไม่แปลก เธอเลยไม่ได้พูดอะไร
ฟางโจวไม่สนใจว่าฟางอวี้หรูคิดยังไง เขาเปิดตู้เย็นดู โชคดีที่ยังมีวัตถุดิบอยู่บ้าง เขาหยิบมะเขือเทศใหม่ออกมาอีกลูก แฮม แครอท ไข่ ต้นหอม ข้าวเย็นที่เหลือ ในครัวยังมีมันฝรั่งกับอย่างอื่นอีกเล็กน้อย เขาเริ่มง่วนอยู่กับการทำอาหาร หั่นแฮมเป็นลูกเต๋าแช่น้ำไว้ กรีดมะเขือเทศเป็นรูปดอกไม้ลวกเพื่อปอกเปลือก หั่นแครอท มันฝรั่ง และวัตถุดิบอื่นๆ..
ฟางอวี้หรูมองท่าทางคล่องแคล่วของฟางโจว ถึงกับอึ้งไปเลย
ชาติก่อนของฟางโจว
หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยก็เป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ไม่กี่ปี แล้วแต่งงานจากการแนะนำของคนรู้จัก แต่เพราะภรรยาบ่นว่าเงินเดือนน้อย เขาเลยลาออกมาเริ่มทำธุรกิจเอง ลองตั้งแผงขายของ เปิดร้านเครื่องประดับ ทำร้านอาหาร แต่ไม่มีอะไรประสบความสำเร็จซักอย่าง แถมบางอย่างยังขาดทุนซ้ำเข้าไปอีก สภาพการเงินยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อเงินขาดมือ ชีวิตคู่ก็ไม่ราบรื่น อยู่ด้วยกันหลายปีแต่ไม่มีลูก เรื่องเล็กๆน้อยๆในชีวิตกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทะเลาะกันตลอด จนสุดท้ายก็เลิกกัน
หลังหย่าร้าง ฟางโจวกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองเคยชอบ คือการเขียนนิยาย ผลกลับพลิกผันจนประสบความสำเร็จ จากรายได้ไม่กี่ร้อยต่อเดือน กลายเป็นรายได้หลักล้านต่อปีในเวลาไม่กี่ปี ช่วงที่เขียนนิยายส่วนใหญ่เขาใช้ชีวิตคนเดียว ตอนทำร้านอาหารเพราะไม่อยากเป็นพวกขูดเลือดขูดเนื้อแบบเจ้าของร้านทั่วไป กำไรเลยหดหายมาตลอด ธุรกิจไม่ไปรอด ฟางโจวรู้ว่าอยู่คนเดียว ไม่อาจสั่งอาหารเดลิเวอรี่บ่อยๆได้ ยังไงก็ต้องทำอาหารกินเอง เขาเลยทำอาหารกินเองมาตลอด เรื่องทำอาหารกลายเป็นทั้งงานอดิเรกและวิธีคลายเครียด อาหารบ้านๆแบบนี้สำหรับเขาเป็นเรื่องง่ายมาก
ยี่สิบนาทีต่อมา...
ข้าวผัดแฮมกับซุปแบบประยุกต์ถูกยกขึ้นโต๊ะ ฟางอวี้หรูกับฟางชิงหลินมองอาหารที่มีทั้งสีสัน กลิ่นหอม น่าลิ้มลอง แววตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เพราะพวกเธอไม่เคยเห็นฟางโจวทำอาหารมาก่อน
ฟางโจวเอ่ยปากเรียก “กินพอประทังชีวิตไปก่อนนะ” รู้ดีว่าทั้งคู่คงสงสัย เพราะในสายตาฟางโจว ทั้งสองคนตรงหน้านี้คือประเภท ‘ไม่สามารถใช้ชีวิตเองได้’ ทั้งคู่ เป็นเพราะโดนหวังฉางเฟิงตามใจเกินไป แต่ก็ว่าไม่ได้เพราะตัวเขาในอดีตก็เหมือนกันเป๊ะ
“เสี่ยวโจว ทำอาหารเป็นด้วยเหรอ?” หลังจากลองชิมหนึ่งคำ ฟางอวี้หรูก็อดถามด้วยความประหลาดใจไม่ได้
ฟางโจวก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ แต่พูดตอบโดยไม่เงยหน้า “การทำอาหาร ก็เป็นทักษะพื้นฐานของคนคลั่งรักไงล่ะ บางทีฉันอาจมีแววเป็นพวกคลั่งรักเหมือนกัน หรือไม่ก็ ตัวฉันในอดีต เคยเป็นคนคลั่งรักไปแล้ว?”
หืม?
พอเงยหน้าขึ้นมา เห็นสายตาเย็นชาสองคู่จ้องเขาอยู่
ฟางโจวยิ้ม “ดูบ่อยๆ ก็เลยทำเป็น” ฟางชิงหลินยังเฉยๆ
แต่ฟางอวี้หรูมองเขาด้วยแววตาสงสัย วันนี้ฟางโจวแปลกไปจริงๆ เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน
ฟางชิงหลินมองตากระพริบปริบๆ ก่อนจะหันไปบอกแม่ “แม่ หนูอยากเรียนทำอาหาร”
ฟางอวี้หรูขมวดคิ้ว “เรียนทำไมกัน เสียเวลาเปล่าๆ เอาเวลาไปเรียนอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่า เดี๋ยวแม่ให้คนหาแม่บ้านมา ลูกไม่ต้องยุ่งเรื่องงานบ้านงานครัวหรอก”
ฟางโจวพยักหน้าอย่างจริงจัง พูดเน้น “เรื่องแบบนี้น่ะ มีแต่คนไร้ประโยชน์เท่านั้นแหละที่ต้องเรียน เธอน่ะถูกปั้นให้ไปทำเรื่องใหญ่โตเท่านั้น อย่าไปเรียนเลย!”
ปัง! ฟางอวี้หรูวางตะเกียบกระแทกโต๊ะ
จ้องฟางโจวด้วยแววตาอันตราย “จะพูดอะไรก็พูดตรงๆ อย่ามาเหน็บแนมให้มันมาก!”
ฟางอวี้หรูคิดว่าแสดงท่าทีแบบนี้แล้วฟางโจวจะกลัว หรือไม่ก็ควรถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้ เดิมทีเธอคิดว่าจะรอคุยหลังการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ดันมีปัญหาเกิดขึ้นก่อน ยิ่งพอฟังจากครูที่โรงเรียนเล่าถึงพฤติกรรมที่ผิดปกติของฟางโจวในช่วงนี้
ยิ่งตอนนี้…ท่าทีของฟางโจวมันเหมือนกลายเป็นคนละคน ทำให้เธอทั้งงง ทั้งกลัว เลยอยากใช้โอกาสนี้พูดจากันแบบเปิดอก
แต่ฟางโจวกลับเบี่ยงประเด็น ก้มหน้าพูดว่า “ไม่พูดแล้ว กินข้าวเถอะ”
ทั้งสามคนไม่พูดอะไรกันอีก แต่ฟางโจวกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย
(จบบท)