- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 2 ไม่เสียใจเลยหรือ
บทที่ 2 ไม่เสียใจเลยหรือ
บทที่ 2 ไม่เสียใจเลยหรือ
ตอนนี้เอง…
หวังฉางเฟิงลุกขึ้นยืน สายตาเขาข้ามเลยฟางอวี้หรูไป มองตรงไปยังฟางโจวกับฟางชิงหลิน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะฝืนยิ้ม
“เอ่อ…” เหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง
ก็นั่นแหละ.. เด็กสองคนนี้ไม่มีสายเลือดร่วมกับเขาเลยสักนิด ตัวเขาเองก็ไม่มีสถานะอะไรในบ้านนี้
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาสองพี่น้องนี่แม้จะเรียกเขาว่า ‘พ่อ’ แต่สำหรับ ‘ลูกเขยแต่งเข้า’ ที่มาจากบ้านนอกอย่างเขาก็พูดยากว่าจะมีความเคารพจริงใจแค่ไหน ที่ผ่านมามองเขาเป็น ‘พ่อบ้านประจำบ้าน’ ไปเสียแล้ว
หวังฉางเฟิงส่ายหัวเบาๆ เขาเดินไปที่หน้าประตู เปลี่ยนรองเท้า เก็บรองเท้าแตะใส่ถุงพลาสติก แล้วมัดติดไว้กับคันจับกระเป๋าเดินทาง เตรียมตัวจะออกไปฟางอวี้หรูยังคงนั่งนิ่ง มือไขว้กันวางบนโต๊ะ มองดูหวังฉางเฟิงกำลังจากไป
“พ่อ!” เสียง ฟางชิงหลิน ดังขึ้นปนสะอื้น เธอยังไม่หายตกใจกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เหมือนยังไม่พ้นบรรยากาศวันเมษาหน้าโง่ มันจะเล่นตลกอะไรกันนักหนา
แววตาเย็นชาของฟางอวี้หรูหันมามองเธอ ฟางชิงหลินจึงก้มหน้าลง ไม่มีฉากน้ำตาท่วมอ้อมกอดแบบในละคร หวังฉางเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือให้ แล้วลากกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านไป
ของข้างในกระเป๋าส่วนใหญ่เป็นหนังสือของเขาเอง บ้างก็ซื้อมา บ้างก็สะสมเอง กระเป๋าหนักเอาเรื่องเหมือนกันแต่เขากลับถือได้สบายๆ ด้วยมือเดียว แผ่นหลังของเขา…กลับมีความความรู้สึกปลดปล่อยอิสระอยู่ไม่น้อย
เมื่อหวังฉางเฟิงออกไปแล้ว ไหล่ที่แข็งเกร็งของฟางอวี้หรูก็ค่อยๆ คลายลงอย่างไม่รู้ตัว ริมฝีปากขยับเม้มเล็กน้อย
ฟางโจวลุกขึ้นยืน เห็นฟางอวี้หรูกับฟางชิงหลินหันมามองแปลกๆ ก็ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “ผมไปส่งเขาหน่อย”
เมื่อจัดลำดับความคิดแล้ว ฟางโจวไม่อยากวิจารณ์แม่ตัวเอง อย่างน้อย…ไม่เหมือนกับหวังฉางเฟิง จากมุมมองของโลกใบนี้ ฟางอวี้หรูก็คือแม่แท้ๆ ของเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะประสบการณ์จากชาติก่อนหรือเปล่า ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเข้าใจหวังฉางเฟิงในแบบ ‘พวกเดียวกัน’
เรื่องหย่าร้างมันก็เป็นเรื่องของคนสองคน เขาไปก้าวก่ายไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับการจากไปของหวังฉางเฟิง พอฟางโจวพูดจบ ฟางชิงหลินที่นั่งอยู่ก็ขยับตัวเหมือนจะลุกตามไปด้วย แต่พอเห็นสายตาของฟางอวี้หรู เธอก็นั่งลงอย่างเงียบๆ อีกครั้ง
ประตูปิดลง
ฟางชิงหลินทนไม่ไหว ถามขึ้นว่า “แม่… นี่มันเรื่องอะไรกันแน่”
“อยู่ดีๆ ทำไมแม่ถึงหย่ากับพ่อล่ะ หรือว่ามีเรื่องอะไรเข้าใจผิดกันแน่”
เธอยังไม่รู้รายละเอียด แม้จะเป็นลูกสาวบุญธรรม แต่พ่อแม่ทั้งสองก็ดีกับเธอมาก จะว่าไปแล้วก็เหมือนจะลำเอียงเข้าข้างเธอด้วยซ้ำ แต่คำพูดของเธอก็ยังเต็มไปด้วยความระมัดระวัง อยู่โรงเรียนเธอเป็นเด็กเรียนดีเสมอ เหมือนจะพยายามพิสูจน์ให้ฟางอวี้หรูเห็นว่า การที่รับเธอมาเลี้ยงนั้นเป็นเรื่องที่คิดถูกต้องที่สุด
ฟางอวี้หรูตั้งสติ ความลังเลและอ่อนแอในแววตาเมื่อครู่ก็จางหายไป เธอมองลูกสาว แล้วพูดอย่างสงบว่า
“เรื่องนี้ลูกไม่ต้องยุ่ง ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของลูกคือการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย อีกแค่สองเดือนเอง อย่าให้จิตใจวอกแวก” ฟางชิงหลินยังคงขมวดคิ้วอยู่ แต่เธอก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ
แต่เดิม ฟางอวี้หรูตั้งใจจะรอให้ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จก่อน แล้วค่อยบอกเรื่องนี้กับหวังฉางเฟิงตรงๆ ไม่คิดว่าจะถูกหวังฉางเฟิงรู้ก่อน แถมยังกลายเป็นเรื่องขึ้นมาอีก ฟางอวี้หรูไม่ชอบอธิบาย ถือว่าแล้วก็แล้วไปเถอะ
……
การพักอาศัยอยู่ในบ้านพักหรูริมทะเลสาบซวงหู ถือเป็นเรื่องดีสำหรับคนไม่ชอบความวุ่นวายอย่างหวังฉางเฟิง เพราะมีคนอาศัยอยู่น้อย แต่ข้อเสียก็มีเหมือนกัน เพราะคนอยู่น้อย ไปทางไหนก็มักจะเจอแต่คนรู้จัก
เขาลากกระเป๋ามาถึงหน้าหมู่บ้าน เจอกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ชื่อ เสี่ยวโจว เขาทำหน้าประหลาดใจ และถามขึ้นว่า “พี่หวัง วันนี้ไม่ได้ทำอาหารเหรอครับ? ลากกระเป๋าใหญ่ขนาดนี้ จะไปไกลเหรอครับ?”
บ้านพักหรูริมทะเลสาบซวงหู มีบ้านอยู่แค่ 36 หลังเท่านั้น ในฐานะ รปภ. ประจำหมู่บ้าน แน่นอนว่าเขารู้จักผู้พักอาศัยแทบทุกหลัง และยังรู้ข่าวซุบซิบของแต่ละบ้านดีอีกด้วย อย่างเช่นชายที่ลากกระเป๋าเดินทาง ผ่านหน้าเขาอยู่ตอนนี้ แม้จะเป็นผู้ชายแต่หลายคนที่รู้เรื่องราวต่างเรียกเขาว่า ‘คนของบ้านฟาง’ คล้ายกับเครื่องประดับที่ติดฉลากว่าเป็นของบ้านใครบ้านมัน ก็ช่วยไม่ได้ ใครๆก็รู้ว่าฟางอวี้หรูเป็นซีอีโอบริษัทหยุนซื่อกรุ๊ป หวังฉางเฟิงเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้าน ดูแลงานในบ้านและเป็นพ่อบ้านตัวอย่าง
หวังฉางเฟิงยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าตอบว่า “มีธุระนิดหน่อย ต้องกลับไปบ้านสักพัก” เพราะไม่รู้ว่าฟางอวี้หรูจะบอกคนอื่นว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาเองก็เลยไม่คิดจะพูดเรื่องหย่ากับคนอื่นก่อน พอทักทายเสร็จ เขาก็ไม่สนใจเสียงซุบซิบจากในป้อมยามอีก ลากกระเป๋าเดินออกจากประตูหมู่บ้านเดินไปริมถนนไม่ไกล มองดูรถที่วิ่งผ่านไปมา
ดวงตาเขามีแววสับสนอยู่เล็กน้อย เขาล้วงกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว พอหยิบบุหรี่ออกมา ก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้นข้างๆ
“เสียใจแล้วเหรอ?”
หืม?...
หวังฉางเฟิงหันไปมอง เห็นฟางโจวยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว สายตาเต็มไปด้วยแววล้อเลียน
หวังฉางเฟิงกำลังจะอ้าปากพูด แต่คิดขึ้นได้ว่าตอนนี้เขาไม่ได้เป็นพ่อลูกกันแล้ว ได้แต่ยิ้มแห้งๆ “มาได้ไง”
บุหรี่ในมือที่กำลังคีบไว้ก็หดกลับเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ฟางโจวมองดูควันบุหรี่ที่ลอยออกมา ยิ้มยกมุมปาก
ก่อนจะล้วงบุหรี่หงจินหลิงกับไฟแช็กจากกระเป๋าเสื้อหวังฉางเฟิง
โห…เหลือแค่มวนสุดท้าย สองสามวันนี้เขาคงสูบไม่น้อยเลย คงไม่ได้นิ่งเฉยอย่างที่เห็นสินะ
ฟางโจวหยิบมวนสุดท้ายออกมาคาบไว้ จุดไฟสูบอย่างคล่องแคล่ว สูดเข้าปอดอย่างแรง
นิโคตินไหลเข้าไปในปอด แล้วค่อยๆ พ่นออกทางจมูกเป็นควันจางๆ
หวังฉางเฟิงเห็นท่าทางที่ชำนาญของฟางโจว ก็เลิกคิ้ว “ยังหนุ่มยังแน่นอยู่ สูบให้น้อยๆหน่อย”
เมื่อก่อนเขาก็ไม่ใช่พ่อที่เข้มงวด แม้สถานะในบ้านฟางจะไม่ชัดเจน แต่กับลูกๆ ก็ถือว่าค่อนข้างสนิทกันพอสมควร
ฟางโจวยิ้ม
“ท่าทางนาย…ดูแล้วก็สูบจัดใช่เล่น”
“แต่งงานกับฟางอวี้หรูแล้ว คงได้แค่แอบสูบแก้อยากทีละมวนสินะ?”
“เป็นแพะรับบาปแบบนี้…ไม่เสียใจบ้างเหรอ?”
หวังฉางเฟิงยิ่งรู้สึกประหลาดใจ เด็กตรงหน้าเหมือนกลายเป็นคนละคน แต่คิดไปคิดมา ช่วงสองสามวันนี้ก็มีเรื่องเกิดขึ้นไม่น้อย สำหรับเด็กหนุ่มคนนี้คงกระทบกระเทือนใจไม่เบา เพราะแบบนี้ถึงได้ดูเติบโตขึ้นล่ะมั้ง
เขายิ้มและตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “จะเสียใจอะไรล่ะ ก็เลือกเองทั้งนั้น แต่ยังไงนั่นก็แม่นายนะ อย่ามัวแต่เรียกชื่อเธออย่างนั้น เดี๋ยวโดนฟาดเอาหรอก”
ฟางโจวยิ้มยกมุมปาก เขารู้ดีว่าความไม่แยแสของหวังฉางเฟิงไม่ใช่การเสแสร้ง เวลากว่าสิบปี ความรักและความหลงใหลกคงจางหายไปหมด เหลือแค่ความเคยชินเท่านั้น แม้หวังฉางเฟิงจะไม่ใส่ใจแต่มีบางคำพูดที่ฟางโจวรู้สึกพูดไม่ออก เขาเงยหน้าพ่นควันออกมาเป็นวง
“ผมหมายถึง…”
“เสียใจไหม ที่ไม่ได้เรียกร้องค่าชดเชยมากกว่านี้”
"อย่าว่าแต่สิบล้านเลย เอาสักร้อยล้านก็ได้ ด้วยนิสัยที่ห่วงหน้าตาของเธอ ยังไงเธอก็ต้องหาทางหามาให้จนได้”
“ถึงตอนนี้ยังจะคิดแทนเธออีก เป็นสุภาพบุรุษจริงๆ”
“เคยได้ยินไหมว่า สุภาพบุรุษยังสู้หมาไม่ได้น่ะ’”
เพี๊ยะ!
ขณะที่ฟางโจวกำลังพ่นคำพูดสะใจ หวังฉางเฟิงตบไหล่เขาทีนึง เผยรอยยิ้มฟันขาววับ “ไอ้เด็กบ้า อย่านึกว่าไม่ได้เป็นพ่อแล้ว จะมาลามปามกันได้นะ”
ฟางโจวหดคอ “ล้อเล่นน่า ล้อเล่น!”
(จบบท)