- หน้าแรก
- ราชบุตรเขย โง่ อันดับหนึ่ง
- 746 - ทูตพวกนี้เหม็นจริงๆ
746 - ทูตพวกนี้เหม็นจริงๆ
746 - ทูตพวกนี้เหม็นจริงๆ
746 - ทูตพวกนี้เหม็นจริงๆ
ทันทีที่เห็นฮ่องเต้ต้าเฉียนผู้อยู่สูงสุดในแผ่นดิน ความยิ่งใหญ่นั้นเป็นสิ่งที่สมเด็จพระจักรพรรดิของเขาไม่อาจเทียบเคียงได้
เขาถึงกับคิดว่า พ่อตาของเขาช่างน่าขัน
หากให้พ่อตาของเขานั่งบนบัลลังก์มังกรนี้ คงแทบมองไม่เห็นศีรษะ
ฮึ!
คิดได้เช่นนี้ เขาก็หลุดหัวเราะออกมาโดยไม่ตั้งใจ
เสียงหัวเราะนั้นก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรงอันกว้างใหญ่
ผู้คนพากันหันมามองอย่างตกตะลึง บรรดาทูตจากประเทศต่างๆ มองว่าเขาเสียมารยาทอย่างร้ายแรง
การถวายบังคมต่อฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ แต่กลับหัวเราะออกมาเช่นนี้!
หลี่ซื่อหลงหรี่ตา “กิเอ๋อเจินเป่ย เจ้าหัวเราะอะไร? หรือเจ้าคิดว่าเราตลกอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อสิ้นเสียง ขุนนางต้าเฉียนที่ยืนอยู่สองข้างต่างจ้องมองเขาด้วยสายตาดุดัน
กิเอ๋อเจินเป่ยตกใจจนรีบอธิบายทันที “ทูลฮ่องเต้ต้าเฉียนผู้ทรงเกียรติ กระหม่อมเพียงรู้สึกยินดีอย่างที่สุดที่ได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทองค์ฮ่องเต้แห่งแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ บรรดาขุนนางผู้สูงใหญ่ต่างสีหน้าอ่อนลง ส่วนทหารรักษาวังที่ถืออาวุธก็ลดอาวุธลงทันที
กิเอ๋อเจินเป่ยแอบชมเชยความเฉลียวฉลาดของตัวเอง
“อ้อ อย่างนั้นหรือ งานเลี้ยงยังยาวนาน เจ้าสามารถชมต่อได้อีกหลายรอบ!” หลี่ซื่อหลงกล่าวอย่างเรียบเฉย ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการตามปกติ
มีการแลกเปลี่ยนหนังสือสัญญา การแต่งตั้งยศศักดิ์ให้แก่พวกเขา รับเครื่องบรรณาการ และให้คำมั่นว่าจะให้ความคุ้มครองหากพวกเขาถูกบุกรุก
ตอนนี้กองเรือมีจำนวนมาก และกองเรือป๋อไห่จะคุ้มกันการเดินทาง จึงไม่ใช่แค่คำกล่าวลอยๆ อีกต่อไป
ทั้งกิเอ๋อ(กิมหรือชาวแมนจู)และซือตาน(ฉีตัน)ต่างก็ส่งทูตมาเช่นกัน
สองประเทศนี้ได้เปิดเส้นทางการค้ามานานแล้ว สินค้าหรูหราและวัฒนธรรมใหม่ๆ หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศ ทำให้พวกเขายกย่องต้าเฉียนเป็นอย่างมาก
“ข้าแต่ฝ่าบาทฮ่องเต้ต้าเฉียน การมาในครั้งนี้ของกระหม่อม นอกจากนำเครื่องบรรณาการมาแล้ว ยังมีคำขอร้องที่อาจดูไม่เหมาะสม” ทูตจากซือตานกล่าว “กษัตริย์ของกระหม่อมยกย่องวัฒนธรรมของต้าเฉียนอย่างสูง และหวังจะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น!”
ได้ยินเช่นนี้ หลี่ซื่อหลงถึงกับตาวาว “พูดมาเถิด”
“ซือตานเป็นประเทศเล็กและประชากรไม่มาก อีกทั้งยังอยู่ติดกับเกาหลีและพวกเผ่าเหนือ(ซงหนูหรือถูเจี๋ยหรือพวกเติร์ก แบ่งเป็นเผ่าเหนือใต้) จึงถูกข่มขู่และกดดันตลอดเวลา ส่วยที่ต้องส่งให้เพิ่มสูงขึ้นทุกปีจนรับไม่ไหว
กระหม่อมขอวิงวอนฝ่าบาท โปรดช่วยเหลือเรา กระหม่อมยินดีถวายบรรณาการทั้งหมดให้แก่ต้าเฉียนแทน
กษัตริย์ของกระหม่อมทราบดีว่า ต้าเฉียนคือมหาอาณาจักรที่แท้จริง ทรงปฏิบัติต่อประเทศราชราวกับบุตรในอ้อมอก
ขอให้พระบิดาช่วยเหลือพวกเราด้วยเถิด!”
พูดถึงตรงนี้ ทูตจากซือตานถึงกับร่ำไห้ไม่หยุด
ทูตจากกิเอ๋อรีบคุกเข่าตาม “หากริมฝีปากถูกทำลาย ฟันก็ต้องสั่นสะเทือน พวกกระหม่อมขอวิงวอนพระบิดาเช่นกัน!”
หลี่ซื่อหลงถอนหายใจ “ลุกขึ้นก่อนเถิด ในเมื่อพวกเจ้ามาขอความช่วยเหลือจากเรา เราย่อมไม่เพิกเฉย แต่ต้าเฉียนและเกาหลีถูกกั้นไว้ด้วยทะเลทรายขนาดใหญ่ มีเพียงเส้นทางน้ำที่ใช้ได้ หลังจากปะทะกับเกาหลีเมื่อปีที่แล้ว ตลาดชายแดนก็ถูกปิด”
สองประเทศนี้เดินทางมาทางบก แม้จะดูเหมือนน่าสงสาร แต่ต้าเฉียนไม่อาจเชื่อคำพูดของพวกเขาเพียงฝ่ายเดียวแล้วส่งกองทัพออกไป
แม้ว่าสักวันจะต้องรบ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
ทูตจากซือตานกล่าวต่อ “เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ต้าเฉียนยกทัพไปทางใต้ กระหม่อมได้รวบรวมกองทัพที่ชายแดนของเผ่าเหนือเพื่อสนับสนุนตามพระราชโองการ
แม้จะไม่ได้เกิดการปะทะขึ้นจริง แต่เรื่องนี้ทำให้เผ่าเหนือเกลียดชังพวกเรา
ผู้นำของพวกเขาขู่ว่าจะกวาดล้างเราให้สิ้นซาก
กระหม่อมจึงขอกราบทูลถามฝ่าบาทว่า เมื่อใดจะยกทัพช่วยเหลือ?”
หลี่ซื่อหลงลูบเคราอย่างครุ่นคิด “รอจนกว่าพวกเขาจะบุกรุกเจ้าเสียก่อน”
ทูตทั้งสองหันมองหน้ากัน ก่อนที่ทูตจากซือตานจะร้องไห้อีกครั้ง “ฝ่าบาท หากรอให้พวกเขาบุกรุกก็สายเกินไปแล้ว!”
ซือถูป้าพูดขึ้น “หากพวกเขาไม่บุก เราจะส่งทัพออกไปได้อย่างไร? จะให้เชื่อคำพูดฝ่ายเดียวแล้วเปิดศึกเลยหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่า สงครามหนึ่งครั้งต้องใช้เงินเท่าไร?”
จากนั้น ซือถูป้ากล่าวต่อไปว่า “ฝ่าบาท ในฐานะมหาอาณาจักรย่อมมีหน้าที่ช่วยเหลือพวกเขา แต่เราต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนในการส่งทัพออกไป”
หลี่ซื่อหลงพยักหน้า “เรื่องการส่งทัพต้องหารือกันอีกครั้ง เราจะส่งทูตไปเตือนเกาหลี ส่วนเผ่าเหนือ เราจะหาทางจัดการ”
“ฝ่าบาท หากทั้งสองประเทศเปิดศึก ในช่วงเวลาที่ทูตเดินทางไปแจ้งข่าวและกองทัพเคลื่อนพล อาจใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือน ตอนนั้นพวกกระหม่อมอาจ...”
ทูตจากซือตานและกิเอ๋อคุกเข่าร้องไห้อย่างน่าเวทนา “ขอฝ่าบาทโปรดเมตตาพวกกระหม่อมด้วยเถิด!”
เหล่าทูตจากรัฐบริวารที่อยู่ในที่นั้นล้วนมีสีหน้าแปลกไป
โดยเฉพาะทูตจากรัฐบริวารที่เพิ่งเข้าร่วมใหม่
หลี่ซื่อหลงพลันเข้าใจได้ทันทีว่า ทูตจากสองรัฐเล็กนี้กำลังบีบให้เขาแสดงท่าที
รัฐหลิวกุ้ย รัฐชวีตูเม่ย และรัฐเยี่ยชาฮ์อยู่ไกลออกไป หากเกิดปัญหาขึ้น จะทำอย่างไร?
หากยังไม่ได้รับการช่วยเหลือก็ถูกทำลายเสียแล้ว
อย่างนั้นจะมหาอาณาจักรไปเพื่ออะไร?
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่พวกเขาพูดก็ไม่ผิด ปีที่แล้วขณะยกทัพโจมตีหนานฟาน สองรัฐนี้ก็มีส่วนช่วย ทำให้ภารกิจลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น
หลี่ซื่อหลงกวาดสายตาไปโดยรอบ แต่ไม่มีใครออกมาแสดงความเห็น
"เหิงถง เจ้ายังมีอะไรจะกล่าวอีกไหม?" หลี่ซื่อหลงถาม
"เรื่องนี้...ใช้กลยุทธ์บีบคั้นจิตใจ หากเกาหลีและซงหนูข่มขู่มา ก็ปฏิเสธไปเลย หากพวกเขากล้าส่งทัพมา เราก็มีเหตุผลในการโจมตีกลับ" ซือถูป้ากล่าว
ทูตทั้งสองต่างก็มีสีหน้าอึดอัดใจ
หากพวกเขากล้าปฏิเสธ ก็คงไม่ต้องมาขอความช่วยเหลือหรอก
ถึงแม้เกาหลีจะเล็ก แต่เมื่อครั้งฮ่องเต้โจวหยางส่งทัพแสนหนึ่งโจมตีถึงสามครั้ง ยังเอาชนะไม่ได้
ส่วนซงหนูก็ไม่ต้องพูดถึง นี่เป็นภัยคุกคามใหญ่ของต้าเฉียน
หากเกิดสงคราม พวกเขาทำได้แค่ยืนข้างสนามแล้วตะโกน 'ดีๆๆ!'
หลี่ซื่อหลงขมวดคิ้ว "อู๋จี้ เจ้าคิดเห็นอย่างไร?"
กงซุนอู๋จี้มีสีหน้าสงบนิ่ง "ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นด้วยกับคำกล่าวของซือถูเสนาบดี"
หลี่ซื่อหลงข้ามเขาไปทันที "จิ้งอวิ๋นล่ะ อยู่ที่ไหน?"
เขากวาดสายตาไปรอบๆ แต่ไม่เห็นฉินโม่ "ไม่ได้บอกไว้หรือว่าให้เขามาวันนี้? เซียงหรู เจ้าไม่ได้เรียกเขาหรือ?"
"กระหม่อมเรียกแล้ว!"
ฉินเซียงหรูเดินออกมา ตะโกนไปที่ประตู "เจ้าโง่ ฝ่าบาทเรียกเจ้า!"
สิ้นเสียง ฉินโม่ที่ถือขาไก่ในมือหนึ่ง และถือจอกสุราชินในมืออีกข้างก็ปรากฏตัวที่หน้าตำหนักไท่จี๋พลางตะโกนเสียงดังว่า
"ท่านพ่อ ฝ่าบาทเรียกข้ามีอะไร?"
ทุกคนต่างหันไปมอง แล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้
หลี่ซื่อหลงแทบเดือดพล่าน เจ้าหัวขโมยตัวแสบนี้จะเล่นอะไรอีก?
"เข้ามาเดี๋ยวนี้!"
"โอ้!"
ฉินโม่รีบก้าวเข้ามา
"เจ้าทำอะไรอยู่ข้างนอก?" หลี่ซื่อหลงชี้ไปที่ข้างๆ "ไม่ได้เตรียมโต๊ะไว้ให้เจ้าแล้วหรือ?"
"ท่านลุง ช่วยถือสุราให้ข้าหน่อย!" ฉินโม่ส่งสุราชินให้กงซุนอู๋จี้แล้วเอามือปิดจมูก "ฝ่าบาท ทูตจากรัฐบริวารกลิ่นแรงมาก อยู่ในนี้ข้ากินอะไรไม่ลง"
โดยเฉพาะทูตจากรัฐชวีตูเม่ย ดูเหมือนไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว
กงซุนอู๋จี้มองจอกสุราในมือ ก่อนจะโกรธจัด เทสุราออก
"อ้าว ท่านลุง ท่านโกรธอะไรนักหนา?" ฉินโม่ตกตะลึง
กงซุนอู๋จี้ไม่กล่าวอะไร พลิกจอกสุราวางคว่ำไว้ ไม่สนใจเขา
หลี่ซื่อหลงรู้สึกเหมือนความดันเลือดพุ่งสูงขึ้น ตั้งแต่จ้านอิ๋งมาอธิบายเรื่องความดัน เขาก็ระวังไม่ให้ตัวเองโกรธ
เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก
แต่พอเห็นฉินโม่ ก็อดใจไม่ไหว
………..