- หน้าแรก
- เมื่อผมมีระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ ผมจะเก่งกว่าใครก็ได้
- บทที่ 2 - หลี่หลิงหรู
บทที่ 2 - หลี่หลิงหรู
บทที่ 2 - หลี่หลิงหรู
บทที่ 2 - หลี่หลิงหรู
“เหล่าซือครับ เหล่าซือก็เก่งเหมือนกันนะ ใช้มือถือหาคำแปลได้เร็วขนาดนี้ ผมยังนึกไม่ถึงเลย!” เฉินเฟิงพูดจาแขวะเขา
เพื่อนในห้องพากันหัวเราะครืน แต่หลี่หย่งเฉวียนกลับมีสีหน้าเรียบเฉย
“ผมไม่ได้ใช้มือถือ!” เขาตอบกลับไป
“โอ้? ไม่ได้ใช้?” เหล่าซือประจำชั้นแสยะยิ้ม “ถ้างั้นเธอลองอธิบายมาซิว่า นักเรียนบ๊วยอย่างเธอที่กล้าเรียกตัวเองว่ารองบ๊วย เพราะไม่มีใครกล้าแย่งที่หนึ่งจากบ๊วยตัวจริง... มันแปลได้ยังไง?”
นั่นสิ!
ผลการเรียนของหลี่หย่งเฉวียนเป็นที่รู้กันทั่วทั้งห้อง อย่าว่าแต่แปลประโยคยาก ๆ นั่นเลย ต่อให้ลอกตามยังไม่รู้ว่าจะเขียนถูกหรือเปล่า
“ยังจะเถียงอีกเหรอ!?” เหล่าซือตวาดเสียงดังลั่น หลี่หย่งเฉวียนมีสีหน้าหวาดกลัวเล็กน้อย นี่เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่เขามีต่อเหล่าซือ
แต่เขาก็ยังกัดฟันพูดออกไป “ผมไม่ได้โกหกครับ ผมพูดจริง ผมไม่ได้ใช้มือถือค้นหา”
“เหล่าซือเอามือถือผมไปตรวจสอบได้เลย ประวัติการค้นหาไม่มีเรื่องนี้แน่นอน” เขาพูดออกไป จะให้บอกได้ยังไงว่าตัวเองได้ระบบเทพประทานมา แล้วระบบก็มอบความสามารถในการแปลภาษาอังกฤษให้ ต่อให้พูดไป ใครมันจะเชื่อล่ะ?
“เหอะ ประวัติการค้นหา?” เฉินเฟิงเยาะเย้ยอยู่ข้าง ๆ “ป่านนี้ประวัติในมือถือคงโดนลบไปหมดแล้วล่ะสิ!”
แต่แล้วก็มีนักเรียนคนหนึ่งพูดขัดขึ้นมา “ถ้าประวัติโดนลบไปแล้ว ก็แปลว่าไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าหลี่หย่งเฉวียนใช้มือถือค้นหาน่ะสิ?”
เฉินเฟิงถึงกับชะงัก...
“หุบปากไปเลย!” เฉินเฟิงหันไปถลึงตาใส่เพื่อนคนนั้นอย่างดุเดือด ในใจก็ด่าลั่น ไอ้หมอนี่มันโง่หรือเปล่าวะ? จะมาเตือนความจำมันทำซากอะไร!
คำพูดของเพื่อนคนนั้น ทำให้หลี่หย่งเฉวียนคิดอะไรขึ้นมาได้
“เหล่าซือครับ เหล่าซือคงไม่คิดจะพูดแล้วคืนคำหรอกใช่ไหมครับ?” เขาถามกลับไปด้วยความมั่นใจ เหล่าซือถึงกับหน้าเหวอไปเล็กน้อย
ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตามแต่ หลี่หย่งเฉวียนก็แปลประโยคบนกระดานดำนั่นได้จริง ๆ เขาจึงไม่อยากจะซักไซ้ให้มากความไปกว่านี้
“เมื่อกี๊เหล่าซือก็พูดเองไม่ใช่เหรอครับ ว่าถ้าผมแปลประโยคบนกระดานดำนั่นได้ เรื่องในวันนี้ก็จะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น หรือว่า... เหล่าซือจะกลับคำต่อหน้าเพื่อน ๆ ทั้งห้องเหรอครับ?” คำพูดของหลี่หย่งเฉวียนทำเอาเหล่าซือหน้าเขียวหน้าเหลืองสลับกันไปมา
เขายอมรับว่าพูดแบบนั้นจริง ๆ แต่จุดประสงค์หลักคือต้องการจะ ‘เพิ่มข้อหา’ ให้หลี่หย่งเฉวียนต่างหาก ถ้าเป็นไปได้ เขาก็อยากให้ผู้อำนวยการไล่ไอ้ตัวถ่วงนี่ออกไปให้พ้น ๆ จะได้ไม่มาสร้างมลพิษในห้องเรียน และไม่มาฉุดคะแนนเฉลี่ยของห้อง
พูดถึงเรื่องนี้ ก็น่าหงุดหงิด เพราะหลี่หย่งเฉวียนคนเดียวนี่แหละ ที่ทำให้คะแนนเฉลี่ยของห้องไม่เคยกระเตื้องขึ้นเลย ถ้าไล่หมอนี่ออกไปได้ คะแนนเฉลี่ยของห้องพุ่งกระฉูดแน่ และโบนัสของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่ตอนนี้...
เหล่าซือคงไม่กล้ากลับคำต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ เขาเหลือบมองหลี่หย่งเฉวียนแวบหนึ่ง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “นักเรียนหลี่หย่งเฉวียน นั่งลงได้ ตั้งใจเรียนด้วยล่ะ!”
เมื่อได้ยินประโยคนั้น เพื่อน ๆ ในห้องต่างก็พากันเงียบกริบ ดูท่าทางแล้ว... เหล่าซือคงจะปล่อยหลี่หย่งเฉวียนไปจริง ๆ
เฉินเฟิงจ้องมองหลี่หย่งเฉวียนด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เขาสบถพึมพำอะไรบางอย่างออกมาเบา ๆ แล้วก็หันกลับไป ไม่สนใจหลี่หย่งเฉวียนอีก
ส่วนหลี่หย่งเฉวียนเองก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความจริงแล้ว จนถึงตอนนี้เขาก็ยังตั้งสติไม่ค่อยได้เลย
ตั้งแต่การเกิดใหม่ย้อนกลับมาเมื่อหลายเดือนก่อน จนกระทั่งมาได้ระบบ แล้วก็มาโดนเหล่าซือเรียกถามอีก... เรื่องทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจพอสมควร
ตลอดทั้งคาบที่เหลือ หลี่หย่งเฉวียนตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ ชนิดที่ว่าเฉินเฟิงซึ่งคอยจับผิดเพื่อจะฟ้องเหล่าซือ ยังหาช่องโหว่ไม่เจอเลย
ฝ่ายเหล่าซือประจำชั้นเอง เมื่อเห็นหลี่หย่งเฉวียนตั้งใจเรียนขนาดนั้น ก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ... ‘แค่ไอ้เด็กนี่ไม่สร้างเรื่องวุ่นวายให้ก็พอแล้ว อย่างอื่นก็ช่างมันเถอะ!’
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก คาบเรียนนี้จบลงอย่างรวดเร็ว หลังจากเหล่าซือเดินออกจากห้องไปแล้ว หลี่หย่งเฉวียนก็ยังคงนั่งทบทวนเนื้อหาที่เพิ่งเรียนไป
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาเพิ่งได้รับความสามารถจากระบบ ทำให้เขาจดจำเนื้อหาทั้งหมดในคาบเรียนนี้ได้อย่างแม่นยำ ถ้าจะให้เขาลองเลียนแบบการสอนของเหล่าซือเมื่อกี๊...
เผลอ ๆ เขาอาจจะพูดออกมาได้เป๊ะ ๆ ทุกคำพูดเลยด้วยซ้ำ!
แน่นอนว่า ถ้าหลี่หย่งเฉวียนทำแบบนั้นจริง ๆ เพื่อนทั้งห้องคงได้ช็อกตาตั้งกันหมดแน่
“หลี่หย่งเฉวียน เพื่อที่จะหนีความผิด นายถึงกับต้องโกงเลยเหรอ มันจะดีเหรอ?” ในตอนนั้นเอง เฉินเฟิงก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะของหลี่หย่งเฉวียน จ้องมองเขาด้วยสีหน้าถมึงทึง
เฉินเฟิงเกลียดขี้หน้าหลี่หย่งเฉวียนมาก ที่เขาคอยหาเรื่องแกล้ง ก็เพราะว่าหลี่หย่งเฉวียนชอบมาฉุดคะแนนของห้องอยู่เรื่อย ตัวเขาเองเป็นถึงกรรมการวิชาภาษาอังกฤษ พอคะแนนเฉลี่ยของห้องตกต่ำ เหล่าซือก็ต้องมาตำหนิเขา และต้นตอของปัญหาก็คือไอ้หลี่หย่งเฉวียนนี่แหละ ดังนั้น สำหรับเฉินเฟิงแล้ว ไอ้ตัวถ่วงสวะคนนี้ รีบ ๆ ไสหัวออกไปจากโรงเรียนได้ก็ยิ่งดี
เซี่ยหลิน กรรมการวิชาวรรณกรรมจีนที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดเสริมขึ้นมา “นั่นสิ หลี่หย่งเฉวียน! ถึงแม้ว่าถ้านายไม่ทำแบบนั้น นายจะโดนด่าก็จริง แต่การที่นายโกงแบบนี้ มันไม่ดีเลยนะเว้ย!”
เซี่ยหลินขยับแว่น เขาก็รู้สึกเหมือนกันว่าหลี่หย่งเฉวียนต้องแอบเปิดเน็ตแน่ ๆ ไม่อย่างนั้น นักเรียนบ๊วยอย่างเขาจะไปแปลประโยคบนกระดานดำของเหล่าซือได้ยังไง?
“เฮอะ ตอนนี้หลี่หย่งเฉวียนมันคงตกต่ำถึงขั้นโกงแล้วยังไม่กล้ายอมรับแล้วล่ะมั้ง! เหล่าซือก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว ยังไม่กล้ายอมรับกับพวกเราอีก เฮ้อ ฉันนี่มองนายผิดไปจริง ๆ” หวงลี่หลิง เพื่อนผู้หญิงที่นั่งโต๊ะข้างหลังพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดูแคลน
เพื่อนคนอื่น ๆ ก็เริ่มพากันผสมโรง พูดจาเยาะเย้ยหลี่หย่งเฉวียน จนใบหน้าของเขาเริ่มคล้ำลงเรื่อย ๆ
ในจังหวะที่หลี่หย่งเฉวียนกำลังจะอ้าปากโต้ตอบ ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
“ฉันเชื่อว่าหลี่หย่งเฉวียนไม่ได้โกง!”
สายตาทุกคู่หันไปมองตามต้นเสียง เฉินเฟิงสบถในใจ ‘ไอ้หน้าโง่ที่ไหนวะ หลักฐานมันก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าหลี่หย่งเฉวียนมันโกง ยังจะมีคนเชื่อว่ามันไม่ได้โกงอีกเหรอ?’
“เป็นหลี่หลิงหรูนี่นา!” มีคนตะโกนขึ้น
หลี่หลิงหรูคือดาวประจำห้อง และยังเป็นหัวหน้าห้องอีกด้วย เธอทั้งหน้าตาสะสวย แถมยังมีอิทธิพลในห้องเรียนไม่น้อยเลยทีเดียว
พอรู้ว่าคนที่พูดเมื่อกี๊คือหลี่หลิงหรู ทุกคนก็เริ่มมีสีหน้าสงสัย
เฉินเฟิงขมวดคิ้วมุ่น เขามองไปที่หลี่หลิงหรูแล้วพูดว่า “หัวหน้าห้องครับ ทำไมคุณถึงไปเข้าข้างไอ้ตัวไร้ประโยชน์นั่นล่ะครับ?”
คำว่า ‘ตัวไร้ประโยชน์’ ทำให้ใบหน้าของหลี่หย่งเฉวียนบูดบึ้งจนแทบจะกลั้นอารมณ์ไม่อยู่
ถึงแม้ว่าตัวเขาจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ แต่การที่เฉินเฟิงมาพูดจาดูถูกกันต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ มันก็ทำให้เขาอับอายไม่น้อย
“ฉันไม่ได้เข้าข้างใคร ฉันแค่เข้าข้างความถูกต้อง!” หลี่หลิงหรูลุกขึ้นยืน แล้วเดินตรงมาทางหลี่หย่งเฉวียน รูปร่างสูงเพรียวในชุดนักเรียนสีขาวซีด ๆ กับผมเปียสองข้างที่มัดไว้อย่างเรียบร้อย ทำเอาเพื่อนผู้ชายบางคนถึงกับผิวปากแซว
“ฉันรู้สึกว่า... หลี่หย่งเฉวียนไม่ได้โกง” หลี่หลิงหรูมองไปที่หลี่หย่งเฉวียน แล้วพูดขึ้นเรียบ ๆ
หลี่หย่งเฉวียนถึงกับงง... นี่หลี่หลิงหรูหมายความว่ายังไง? ทำไมเธอถึงมาช่วยเขาด้วยล่ะ?
เฉินเฟิงหัวเราะพรืดออกมา “หัวหน้าห้องครับ คุณจะมาช่วยเขาพูดทำไม? หรือว่า... คุณแอบชอบเขารึไง?”
“เป็นแค่นักเรียนบ๊วย แถมยังจนอีกต่างหาก เงินก็ไม่มี สมองก็ไม่มี ยังจะมาฉุดคะแนนของห้องอีก ถ้าไปคบกับเขา...” ยังไม่ทันที่เฉินเฟิงจะพูดจบ หลี่หลิงหรูก็ตวาดกลับไปด้วยใบหน้าเย็นชา “หุบปาก!”