- หน้าแรก
- บาซิลิสซ่าไร้เวท
- บทที่ 49 - ยุทธนาวี (2)
บทที่ 49 - ยุทธนาวี (2)
บทที่ 49 - ยุทธนาวี (2)
บทที่ 49 - ยุทธนาวี (2)
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"นี่มันอะไร! ไฟที่ลุกไหม้บนทะเลได้ เทคโนโลยีของปีศาจชัดๆ!" จาบิรตื่นตระหนกจนร้องลั่น เผลอปล่อยมือจากนัยน์ตาเฮอร์มีส
เนื่องจากจาบิรยึดนัยน์ตาเฮอร์มีสไว้ตลอด เอลล่าจึงไม่เห็นภาพการรบทางทะเล แต่จากคำพูดของจาบิร เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
"ตะลึงล่ะสิ นี่คือ 'ไฟมหาสมุทร' เพราะมีแค่จักรวรรดิเจ็ดเนินเท่านั้นที่มีอาวุธนี้ ประเทศอื่นเลยเรียกมันว่า 'ไฟเจ็ดเนิน' ด้วย" เอลล่าอดไม่ได้ที่จะอวดด้วยความภูมิใจ "จักรวรรดิเจ็ดเนินมีเทคโนโลยีล้ำสมัยแบบนี้นับไม่ถ้วน ตอนนี้ เจ้ายังคิดว่าพวกเราสู้จักรวรรดิแดนสวรรค์ไม่ได้อีกหรือ"
ทว่าจาบิรกลับส่ายหน้า "สู้กับชาวเซไมต์ โอ้ ไม่ ข้าแนะนำให้เจ้ารีบเลิกคิดเรื่องเพ้อเจ้อนี้ซะ เทคโนโลยีของพวกเขามันเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้"
เอลล่าเริ่มมีอารมณ์โกรธ "เจ้าหมายความว่ายังไง เจ้าเคยเห็นชาวเซไมต์ใช้ไฟแบบนี้งั้นหรือ หรือเคยเห็นพวกเขาใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่านี้ ตาเฒ่าเมื่อสองพันปีก่อนอย่างเจ้า จะไปรู้เทคโนโลยีในปัจจุบันของพวกเขาได้ยังไง"
"ข้าไม่รู้เทคโนโลยีในปัจจุบันของพวกเขา แต่ข้ารู้ว่า เมื่อสองพันปีก่อน พวกเขาก็ได้บรรลุศาสตร์การเล่นแร่แปรธาตุจนถึงขีดสุดแล้ว!" จู่ๆ เสียงของจาบิรก็ดังขึ้น แต่ในไม่ช้า เขาก็แฟบลงเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
"บรรลุศาสตร์การเล่นแร่แปรธาตุจนถึงขีดสุด หรือเจ้าจะบอกว่าพวกเขาสร้างศิลานักปราชญ์ได้สำเร็จแล้ว พูดจาเหลวไหล! ศิลานักปราชญ์สามารถเปลี่ยนโลหะชั้นต่ำให้เป็นทองคำได้นับแสนเท่าน้ำหนักตัวของมัน ถ้าจักรวรรดิแดนสวรรค์สร้างศิลานักปราชญ์ได้ตั้งแต่สองพันกว่าปีก่อนจริง จักรวรรดิเจ็ดเนินของพวกเราคงถูกมันทุ่มทรัพยากรจนล่มสลายไปนานแล้ว!"
"การเล่นแร่แปรธาตุไม่ใช่แค่ศาสตร์ที่ศึกษาการแปรสภาพโลหะ มันศึกษาการแปรสภาพของสสารทุกชนิด รวมถึงสัตว์ และรวมถึงมนุษย์ด้วย เช่นเดียวกับโลหะชั้นต่ำที่แปรสภาพเป็นทองคำอันสมบูรณ์แบบ มนุษย์ก็สามารถเข้าใกล้ความเป็นพระเจ้าได้ผ่านกระบวนการเล่นแร่แปรธาตุ และในจุดนี้ เทคโนโลยีของชาวเซไมต์ได้บรรลุถึงความสมบูรณ์แบบแล้ว"
จาบิรกุมศีรษะ ดูเหมือนเขาจะนึกถึงอดีตอันเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง เขานิ่งไปนาน ก่อนจะเอ่ยปากถาม
"บาซิลิสก์—เจ้ารู้ความสัมพันธ์ระหว่างงูทะเลชนิดนี้กับการเล่นแร่แปรธาตุหรือไม่"
"ข้าเคยอ่านใน 'เทริยากา' ว่าบาซิลิสก์สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการเล่นแร่แปรธาตุได้ และบาซิลิสก์ที่เจ้าเพิ่งมอบให้ข้า เจ้าก็บอกว่าเป็นผลผลิตจากการเล่นแร่แปรธาตุ ตกลงมันเกี่ยวข้องกันยังไงแน่"
"การจะสร้างศิลานักปราชญ์ได้ ต้องทำให้สสารผ่านสี่ขั้นตอน: ขั้นดำ (นิกเกรโด) ขั้นขาว (อัลเบโด) ขั้นเหลือง (ซิตรินิทาส) และ ขั้นแดง (รูเบโด) ขั้นดำคือกระบวนการที่ทำให้สสารละลายและเน่าเปื่อย ขั้นขาวคือการทำให้สสารที่อยู่ในขั้นดำสลายตัวและบริสุทธิ์ ขั้นเหลืองคือการนำสสารที่บริสุทธิ์แล้วกลับมารวมกันอีกครั้ง และขั้นตอนสุดท้ายคือขั้นแดง ซึ่งก็คือการเตรียมสสารให้กลายเป็นศิลานักปราชญ์ในท้ายที่สุด"
จาบิรใช้นิ้ววาดไปมาในอากาศ อธิบายให้เอลล่าฟังอย่างจริงจัง
"บันทึกเกี่ยวกับบาซิลิสก์ใน 'เทริยากา' ที่ว่า 'ในยามสร้างโลก เดิมทีงูมีปีก แต่เพราะบาปหนาจึงถูกพระเจ้าเด็ดปีกทั้งสอง' การถูกเด็ดปีก นั่นคือกระบวนการ 'ขั้นดำ' ของงู"
"'ทำได้เพียงใช้ท้องเลื้อยคลาน' มาถึงตรงนี้ งูก็กลายเป็นงูโดยสมบูรณ์ นี่คือกระบวนการ 'ขั้นขาว'"
"'งูผสมพันธุ์กับไก่บนพื้นดิน' นี่คือกระบวนการ 'ขั้นเหลือง' หลังจากขั้นเหลือง บาซิลิสก์ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น"
"ไก่กับงูเป็นศัตรูกัน เป็นสองสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน เช่นเดียวกับการตรงข้ามกันของพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ลมกับดิน และสองสิ่งที่ตรงข้ามกันนี้ก็ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันในร่างของบาซิลิสก์ ซึ่งตรงกับคำอธิบายใน 'คัมภีร์มรกต' พอดี: 'ปาฏิหาริย์แห่งการสร้างสรรค์ถือกำเนิดจากหนึ่งเดียว เช่นเดียวกับที่ทุกสรรพสิ่งถือกำเนิดจากหนึ่ง... พระอาทิตย์คือบิดา พระจันทร์คือมารดา ถือกำเนิดจากสายลม ได้รับการเลี้ยงดูจากผืนดิน'"
"เจ้าจะบอกว่า บาซิลิสก์คือสิ่งมีชีวิตในขั้นตอน 'ขั้นเหลือง' งั้นหรือ"
"ใช่! มันขาดเพียงขั้นตอน 'ขั้นแดง' ก็จะสมบูรณ์แบบ มันคือสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่ใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบที่สุด! มันมีพิษที่รุนแรง แต่คุณสมบัติกลับไม่เสถียรอย่างยิ่ง นั่นก็เพราะมันใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบ แต่ยังไปไม่ถึงจุดนั้น!"
"และข้าก็ได้ใช้ความรู้ด้านการเล่นแร่แปรธาตุ ช่วยให้มันบรรลุ 'ขั้นแดง' ทำให้คุณสมบัติของมันคงที่—ดูบาซิลิสก์ที่ข้ามอบให้เจ้าสิ! มันไม่กลัวไฟและแสงแดดอีกต่อไป พิษของมันก็ไม่สลายไปเพราะไฟและแสงแดด ขนาดตัวของมันก็ใหญ่โตมโหฬาร นี่คือพลังอันยิ่งใหญ่ที่บาซิลิสก์ได้รับหลังจากผ่าน 'ขั้นแดง'!"
จาบิรยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าถึงอารมณ์ จนถึงขั้นเริ่มเต้นรำด้วยแขนไม้แขนมือ เห็นได้ชัดว่าเขาพอใจกับผลงานชิ้นนี้มาก แต่ไม่นาน เขาก็ห่อเหี่ยวลงอีกครั้ง "จากนั้น ไอ้เมอเซอร์ ชาวเซไมต์นั่นก็โผล่มา"
"เมอเซอร์ เจ้าหมายถึงผู้นำชาวเซไมต์ที่พาคนของเขาหนีจากเทปุยเมื่อสองพันกว่าปีก่อนน่ะเหรอ"
"ใช่ ก็คือเมอเซอร์คนนั้นแหละ วันนั้น เขามาอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ฟาโรห์ อ้างว่าพระเจ้าองค์เดียวมีบัญชาให้ฟาโรห์ปลดปล่อยชาวเซไมต์เป็นอิสระทันที มิฉะนั้นจะลงทัณฑ์สวรรค์ใส่ชาวเทปุย ฟาโรห์ไม่เชื่อ ขให้เมอเซอร์แสดงปาฏิหาริย์ให้ดูก่อน เมอเซอร์จึงเขย่าไม้เท้าของเขา แล้วไม้เท้าก็กลายเป็นงูต่อหน้าฟาโรห์"
"ในตอนนั้นข้าเป็นนักบวชแห่งเมืองหลวง ก็อยู่ข้างกายฟาโรห์เช่นกัน พอเห็นท่าทีของเมอเซอร์ ข้าก็รู้ทันทีว่าเจ้างูนั่นมันก็เป็นงูจากการเล่นแร่แปรธาตุ ข้าจึงเขย่าไม้เท้าของข้าบ้าง ปล่อยบาซิลิสก์อีกตัวหนึ่งที่ข้าทำให้ผ่านขั้นแดงสำเร็จแล้วออกไป"
"นักบวชคนนั้นคือเจ้างั้นหรือ"
เอลล่าหัวเราะเยาะอย่างแฝงนัย
"ข้าเคยอ่านบันทึกที่เกี่ยวข้องในยุคนั้น ในนั้นบอกว่าต่อมางูสองตัวก็สู้กัน งูของเมอเซอร์กัดงูของเจ้าตาย แล้วยังไงล่ะ นี่มันเรื่องอะไรกัน ไหนบอกว่าบาซิลิสก์หลังผ่านขั้นแดงแล้วจะสมบูรณ์แบบไม่ใช่หรือ"
"ก็เพราะโลหะมีค่ามีทั้งทองและเงิน ศิลานักปราชญ์ก็ย่อมมีการสร้างทองและการสร้างเงินเช่นกัน! ข้าหลงคิดว่าหลังผ่านขั้นแดงแล้วสสารจะสมบูรณ์แบบ แต่กลับไม่รู้ว่าเทคโนโลยีของข้ามันเพิ่งถึงแค่ขั้น 'การสร้างเงิน' แต่เมอเซอร์ เทคโนโลยีของมันไปถึงขั้น 'การสร้างทอง' แล้ว!"
จาบิรตะโกนลั่น
"นั่นมันเมื่อสองพันปีก่อน! เมอเซอร์ได้บรรลุศาสตร์เร้นลับแห่งการเล่นแร่แปรธาตุจนปรุโปร่งแล้ว! แค่ไฟมหาสมุทรขี้ปะติ๋ว เมื่อเทียบกับศาสตร์เร้นลับขั้นสูงสุดแห่งการแปรสภาพสสารแล้ว มันจะนับเป็นอะไรได้!"
เอลล่าส่ายหน้า "จาบิร เจ้าคิดว่าจักรวรรดิแดนสวรรค์มันยิ่งใหญ่เกินไปหรือเปล่า เอาเข้าจริง ฟังจากที่เจ้าอธิบายมา พวกเขาก็แค่ทำให้งูตัวหนึ่งเก่งกาจขึ้นมาหน่อยเท่านั้นเอง"
ท่าทีของเอลล่าทำให้จาบิรโกรธจนตะโกนลั่นอีกครั้ง "ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมเชื่อในความยิ่งใหญ่ของชาวเซไมต์ ความมั่นใจที่โง่เขลาแบบนั้นจะพาเจ้าไปตาย!"
"ข้าแค่คิดว่าเจ้ากำลังหวาดระแวงจนเกินเหตุ" เอลล่าขยับเข้าไปส่องนัยน์ตาเฮอร์มีสที่ว่างอยู่แวบหนึ่ง "เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าเป็นกองเรือของจักรวรรดิเจ็ดเนิน ไม่ผิดใช่ไหม ตอนแรกเจ้ายังนึกว่าเป็นชาวเซไมต์อยู่เลย"
"เจ้ามองไม่เห็นหรือไง ว่าเรือพวกนั้นมันเป็นเรือรบชายฝั่ง! พวกเขาไม่ได้เดินทางไกลข้ามมหาสมุทรมา แต่ถูกย้ายจากน่านน้ำใกล้ๆ มาแถวแอนทิเลียในทันที! ผู้ที่ใช้เวทมนตร์สุดอลังการแบบนี้ได้ ทั่วทั้งทวีปนี้ ก็มีเพียงชาวเซไมต์เท่านั้น!"
"ข้ารู้จักโจรสลัดกลุ่มหนึ่ง เรือของพวกเขาเล็กกว่านี้อีก แต่ก็ยังล่องเรือจากจักรวรรดิเจ็ดเนินมาจนถึงแอนทิเลียได้ และจักรวรรดิเจ็ดเนินกับจักรวรรดิแดนสวรรค์ก็เป็นศัตรูคู่อาฆาต พวกเขาไม่มีทางยืมมือเวทมนตร์ของจักรวรรดิแดนสวรรค์เด็ดขาด"
เอลล่าขมวดคิ้ว ปฏิเสธความคิดเห็นของจาบิรในทันที
[จบแล้ว]