- หน้าแรก
- บาซิลิสซ่าไร้เวท
- บทที่ 47 - คำทำนายของเทปุย (6)
บทที่ 47 - คำทำนายของเทปุย (6)
บทที่ 47 - คำทำนายของเทปุย (6)
บทที่ 47 - คำทำนายของเทปุย (6)
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ยังไม่ทันที่เอลล่าจะได้พูดอะไร เอมี่ที่อยู่ด้านล่างก็ชิงตอบขึ้นมาก่อน "การเคลื่อนที่มันจะไปยากอะไร ก็แค่ใช้แรงผลัก เดี๋ยวของมันก็ขยับเองไม่ใช่เหรอเพคะ"
"ใช่ มันต้องเป็นเพราะแรง แต่ลูกเหล็กที่หลุดจากมือไปแล้วทำไมมันยังลอยไปข้างหน้าได้อีก แรงที่ทำให้มันลอยต่อไปในอากาศมาจากไหนล่ะ เด็กสาวเอ๋ย เจ้าตอบได้หรือไม่"
"มันไม่ใช่เป็นเพราะแรงผลักของอากาศหรอกหรือ" เอลล่าเป็นฝ่ายรับบทสนทนา "มือที่ผลักลูกเหล็กออกไปก็ผลักอากาศไปพร้อมกัน อากาศที่เคลื่อนที่ก็เลยผลักลูกเหล็กให้ลอยไปข้างหน้าต่อ"
"โอ้! เป็นแนวคิดของอริสโตเติล เจ้ารอบรู้มากจริงๆ นี่ก็เป็นแนวคิดที่พวกเราชาวเทปุยยึดถือมาโดยตลอดเช่นกัน แต่พวกเราก็ยังไม่สามารถใช้เวทมนตร์ควบคุมการเคลื่อนที่ได้—ลองคิดดูให้ดีสิ ถ้าอธิบายการเคลื่อนที่แบบนั้น มันจะเกิดข้อขัดแย้งขึ้นมา ข้าถามเจ้า ถ้าข้าใช้แรงเท่ากันโยนแผ่นกระดาษออกไป มันกับลูกเหล็ก ใครจะลอยไปได้ไกลกว่ากัน"
"ก็ต้องเป็นลูกเหล็กอยู่แล้ว"
"แต่ถ้าเป็นลมที่แรงเท่ากันพัดมา ลูกเหล็กกับกระดาษ ใครจะลอยไปได้ไกลกว่า"
"กระดาษ... หรือ"
มันเป็นคำตอบที่ชัดเจน แต่เอลล่ากลับตอบออกมาอย่างลังเลใจ
"เห็นไหมล่ะ เจ้าก็ค้นพบความขัดแย้งนั้นแล้ว! ถ้าลูกเหล็กกับกระดาษที่หลุดจากมือไปแล้วถูกอากาศพยุงให้เคลื่อนที่ต่อ แล้วทำไมสถานการณ์ในสายลมของพวกมันถึงตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ข้าครุ่นคิดเรื่องนี้มาสองพันกว่าปี ก็ยังหาคำตอบไม่ได้!"
เอลล่ารู้สึกเหมือนร่างกายยืนไม่มั่นคง คำถามของจาบิรในหูของเอมี่อาจเป็นแค่เรื่องน่าสนุก แต่สำหรับเอลล่าที่ทุ่มเทให้กับการศึกษาวิชาการ มันไม่ต่างอะไรกับการพลิกโลกทั้งใบที่เธอเคยรับรู้ โลกที่เคยชัดเจนพลันแปลกประหลาดและสับสนวุ่นวาย และเธอก็ไม่สามารถหาต้นตอของปรากฏการณ์นี้ได้—คำถามที่จาบิรยกขึ้นมา มันหนักหนาเกินกว่าสติปัญญาของเอลล่าจะรับไหวแล้ว
จาบิรดูเหมือนจะเดาได้อยู่แล้วว่าเอลล่าจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เขายิ้มจางๆ ปล่อยให้เอลล่าครุ่นคิดตามลำพัง ส่วนตัวเองก็เดินกลับไปที่หอสังเกตการณ์ ไปยุ่งอยู่กับนัยน์ตาเฮอร์มีสเครื่องนั้น
เอลล่ายิ่งคิดก็ยิ่งสับสน เธอจึงสะบัดหัวแรงๆ เพื่อไล่มันออกจากสมองไปชั่วคราว
แต่บทสนทนาเมื่อครู่นี้ ทำให้เธอเกิดความสนใจอย่างลึกซึ้งต่ออารยธรรมเทปุยที่สาบสูญ
"จาบิร. อิบน์. ฮัยยาน เจ้าจะยินยอมให้ข้ายืมปัญญาของเจ้าหรือไม่" เอลล่าถามอย่างจริงจัง "เจ้าต้องเกลียดชังชาวเซไมต์มากแน่ๆ และจักรวรรดิแดนสวรรค์ที่ชาวเซไมต์ก่อตั้งขึ้นก็เป็นศัตรูคู่อาฆาตของประเทศข้า—จักรวรรดิเจ็ดเนินเช่นกัน ปัญญาและเทคโนโลยีของเทปุย บวกกับแสนยานุภาพของจักรวรรดิเจ็ดเนิน จะต้องเอาชนะจักรวรรดิแดนสวรรค์ได้อย่างแน่นอน!"
ใครจะรู้ว่าพอจาบิรได้ยินคำพูดของเอลล่า มือเขาก็สั่นจนทำนัยน์ตาเฮอร์มีสหล่นลงกับพื้น คำพูดของเอลล่าราวกับไปสะกิดเรื่องน่าสะพรึงกลัวบางอย่าง ใบหน้าที่ดุร้ายนั้นสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว "เอาชนะชาวเซไมต์ ในยุคนี้เนี่ยนะ โอ้ ไม่ เจ้ากล้าพูดเรื่องแบบนี้ออกมาได้ยังไง! ยังเหลือเวลาอีกเกือบหนึ่งพันปีกว่าจะถึงวันแห่งคำทำนาย ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง ไม่มีใครเอาชนะพวกเขาได้หรอก!"
"ทำไมเจ้าถึงกลัวขนาดนี้ เจ้าพูดถึงคำทำนายซ้ำไปซ้ำมา ตกลงคำทำนายมันคืออะไรกันแน่ แล้ววันแห่งคำทำนาย มันคือวันอะไร"
"สวรรค์ สวรรค์ อย่าถามคำถามนี้กับข้า! เวทมนตร์ของชาวเซไมต์มันไม่ธรรมดา ถ้าพวกเขาอยากทำ พวกเขาสามารถได้ยินบทสนทนาของเราที่นี่ จากเมืองหลวงของพวกเขาได้เลยนะ!"
"เจ้าจะกลัวอะไรนักหนา! โลกนี้มันกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ มีผู้คนมากมายขนาดนี้ ต่อให้พวกเขาทำเรื่องแบบนั้นได้จริง ทำไมพวกเขาจะต้องมาเสียเวลาแอบฟังคนในแอนทิเลียด้วย!"
"มี... มีเหตุผล ผ่านมาสองพันกว่าปีแล้ว พวกเขาคงไม่เสียเวลามาตามหาตัวนักบวชเทปุยคนหนึ่งหรอก ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว..."
จาบิรพูดว่า "ไม่ต้องกลัว" เพื่อปลอบใจตัวเองไปพลาง คลำทางเดินไปที่เก้าอี้ข้างๆ พอเขาทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนเก้าอี้ เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ประวัติศาสตร์อันยาวนานหลั่งไหลออกมาจากปากของเขา "เมื่อสามพันกว่าปีก่อน พวกเราชาวเทปุยได้ทำนายการรุ่งเรืองของชาวเซไมต์ผ่านทางดวงดาวไว้แล้ว นักบวชในยุคนั้นทำนายว่า ในอีกเจ็ดร้อยกว่าปีต่อมา ชาวเซไมต์ที่เป็นทาสของเทปุยมาโดยตลอด จะได้ต้อนรับผู้นำที่ทรงพลัง—พวกเขาเรียกผู้นั้นว่า 'ศัตรูผู้ทำนาย'"
"จากนั้น ก็มีชายที่ชื่อเมอเซอร์ปรากฏตัวขึ้นจริงๆ ภายใต้การนำของเขา ชาวเซไมต์ได้ข้ามทะเลแดง หนีรอดไปจากพันธนาการของเรา แต่นั่นเป็นเพียงลางบอกเหตุของทุกสิ่ง"
"ในยุคสมัยของข้า นักบวชทุกคนต่างทำนายเป็นเสียงเดียวกัน: เมื่อจุดวสันตวิษุวัตของดวงอาทิตย์เคลื่อนจากราศีเมษไปสู่ราศีมีน จะมีนักเวทผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเทียบได้ถือกำเนิดขึ้น รวบรวมชาวเซไมต์ทั้งหมด สร้างจักรวรรดิที่แข็งแกร่ง—พวกเราเรียกเขาว่า 'ศัตรูแห่งพระคริสต์' ทว่า เทปุยก็ต้องล่มสลายไปก่อนที่จะได้เห็นวันนั้น"
"ส่วนหลังจากนั้นคำทำนายนี้เป็นจริงหรือไม่ เจ้าคงรู้ดีกว่าข้า"
เอลล่า "อึก" กลืนน้ำลายลงคอ ในยุคนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักนักเวทผู้น่าสะพรึงกลัวที่ก่อตั้งจักรวรรดิแดนสวรรค์ เขากับวีรบุรุษลองกินุสผู้สังหารเขา กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่ามากมาย แม้แต่เด็กทารกที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน ได้ยินชื่อของเขาก็ต้องหยุดร้องไห้
ถ้าชาวเทปุยทำนายการมาถึงของ "บุตรแห่งพระเจ้า" ผู้นั้นได้ตั้งแต่เมื่อสองพันสองร้อยปีก่อนจริงๆ คำทำนายของพวกเขาก็มีความน่าเชื่อถือสูงมาก
"แน่นอน พวกเราก็ทำนายถึงการล่มสลายของชาวเซไมต์ไว้เช่นกัน"
น้ำเสียงของจาบิรเปลี่ยนไปทันที
"นักเวทผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นเป็นตัวแทนของการเริ่มต้นยุคราศีมีน แต่ราศีมีนประกอบด้วยปลาสองตัวที่ว่ายสวนทางกัน ปลาตัวแรกคือสัญลักษณ์ของพลังอันน่าสะพรึงกลัวของศัตรูแห่งพระคริสต์ ปลาตัวที่สองคือสัญลักษณ์ของพลังต่อต้านที่ตรงกันข้าม—เมื่อดวงอาทิตย์โคจรจากปลาตัวแรกไปยังปลาตัวที่สอง พลังนี้ก็จะปรากฏขึ้น พวกเราที่เก็บรักษาความรู้และเทคโนโลยีของเทปุยไว้ ก็เพื่อรอคอยให้วันนั้นมาถึง"
"—พวกเราเคยคิดว่าเวลานั้นคืออีกสองพันปีให้หลัง แต่เจ้ารู้ไหม สองพันสองร้อยปีผ่านไปแล้ว ดวงอาทิตย์ยังเดินทางไปไม่ถึงตำแหน่งของปลาตัวที่สองเลย การคำนวณของเราผิดพลาด ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งพันปีกว่าวันแห่งคำทำนายจะมาถึง และในเวลาหนึ่งพันปีนี้ ไม่มีพลังใดจะหยุดยั้งชาวเซไมต์ได้!"
เอลล่านั่งไม่ติดเก้าอี้
"เจ้าจะบอกว่า พวกเราจักรวรรดิเจ็ดเนิน ทำได้แค่นั่งรอความตายอยู่เฉยๆ ปล่อยให้จักรวรรดิแดนสวรรค์บุกมางั้นหรือ"
"คำทำนายไม่มีวันผิดพลาด ความจริงก็คือความจริง! กลิ่นอายเวทมนตร์ของชาวเซไมต์ก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว มาเถอะ มาดูกับข้าว่าชาวเซไมต์เขต่อสู้กันยังไง นี่มันทรงพลังกว่าคำพูดเยอะ"
จาบิรลุกขึ้นจากเก้าอี้ ยืนขึ้น พยุงนัยน์ตาเฮอร์มีสที่ล้มอยู่ให้ตั้งขึ้น แล้วปรับโฟกัสไปทางมหาสมุทร
เอลล่ากลับหัวเราะเยาะคำพูดของจาบิร "เจ้าเอาแต่พูดว่าสัมผัสได้ถึงเวทมนตร์ของชาวเซไมต์ แต่เท่าที่ข้ารู้ กองเรือที่กำลังมุ่งหน้ามาแอนทิเลียคือกองเรือของจักรวรรดิเจ็ดเนิน ไม่ใช่ชาวเซไมต์"
กองเรือของจักรวรรดิเจ็ดเนินไม่ควรจะมาปรากฏตัวที่แอนทิเลียในเวลานี้ได้ เอลล่ารู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร เรือของจักรวรรดิเจ็ดเนินไม่เล็กกะทัดรัดเหมือนเรือของเฮสไตน์ ไม่สามารถล่องไปตามแม่น้ำโวลก้าได้ การจะมายังเกาะแอนทิเลียในทะเลเหนือ พวกเขาต้องอ้อมไปไกลหลายพันลี้ ผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ ต้องใช้เวลามากกว่าถึงสองสามเท่า
ยิ่งไปกว่านั้น จักรวรรดิเจ็ดเนินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอกับเฮสไตน์อยู่ที่แอนทิเลีย และไม่มีความจำเป็นต้องมา "ล่าสมบัติ" ที่เกาะเล็กๆ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อแห่งนี้
แต่ว่า การได้กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์นั้นก่อนเข้าถ้ำ ทำให้เอลล่าต้องตัดสินใจว่ากองเรือของจักรวรรดิเจ็ดเนินกำลังอยู่ใกล้ๆ—นั่นคือกลิ่นของ "ไฟมหาสมุทร" มันคืออาวุธเฉพาะของจักรวรรดิเจ็ดเนิน ตลอดหลายร้อยปีมานี้ จักรวรรดิเจ็ดเนินสูญเสียดินแดนไปมากมาย แต่มีเพียงการรบทางทะเลเท่านั้นที่ยังพอต่อกรกับจักรวรรดแดนสวรรค์ได้สูสี เหตุผลหนึ่งก็เพราะอาวุธลับสุดยอดชิ้นนี้
[จบแล้ว]