- หน้าแรก
- บาซิลิสซ่าไร้เวท
- บทที่ 34 - จดหมาย (1)
บทที่ 34 - จดหมาย (1)
บทที่ 34 - จดหมาย (1)
บทที่ 34 - จดหมาย (1)
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เอลล่าติดตามเฮสไตน์และคณะ ล่องเรือในทะเลเวิ้งว้าง ผ่านไปไม่รู้กี่วันกี่คืน
ในยามที่จิตใจของทุกคนเริ่มเหนื่อยล้า ในเย็นวันหนึ่ง ขอบของผืนดินก็ปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้าจนได้ แต่ผืนดินเบื้องหน้ากลับมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่เหมือนเกาะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ราวกับถูกมนุษย์ตัดแต่ง จากการพูดคุยของพวกโจรสลัด เอลล่าจึงได้รู้ว่านั่นคือเกาะแอนทิเลีย
แม้จะมองเห็นขอบเขตของเกาะแล้ว แต่ความจริงมันยังอยู่ห่างออกไปอีกไกล ไม่ทันไรฟ้าก็มืด กองเรือของเฮสไตน์เป็นเรือขนาดเล็กที่ใช้ทั้งใบและกรรเชียง พอฟ้ามืดลมก็อ่อนแรงลง ความเร็วเรือจึงลดลงเล็กน้อย พวกโจรสลัดที่อยากจะขึ้นฝั่งเต็มแก่จึงต้องออกแรงพายเพื่อมุ่งหน้าไป
ในท้องทะเล แสงจันทร์ส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ
"ฝ่าบาท ที่นั่นมีนครทองคำถึงเจ็ดแห่งเลยหรือเพคะ" เอมี่เก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ เธอเขย่าแขนเอลล่าไม่หยุด ทั้งเกาะในตำนาน ทั้งทองคำมหาศาล เรื่องราวเหล่านี้ช่างดึงดูดใจเด็กสาวเสียจริง
พูดตามตรง เอลล่าเองก็ตื่นเต้นกับเกาะแอนทิเลียในตำนานไม่แพ้เอมี่ แต่เธอก็ยังคุมสติได้ดีกว่า เธอกระซิบเสียงเบา "อย่าลืมสิว่าในจดหมายเราเขียนอะไรไป"
—จดหมายคงจะถึงมือเจ้าแห่งแอนทิเลียไปตั้งนานแล้ว ด้วยเนื้อความยุยงในจดหมายนั่น ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้เกาะแอนทิเลียมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหมายความว่าพวกเขาเข้าใกล้การถูกโจมตีมากเท่านั้น
"ฉันไม่นึกเลยจริงๆ ว่าเฮสไตน์จะพาพวกเรามาด้วย... ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นฉันกับเอมี่จะหนีรอดไปได้ไหม"
"ฝ่าบาท ว่าแต่จอมกระบี่ที่พวกเขาพูดถึงนั่นเป็นคนแบบไหนหรือเพคะ จะมีแปดแขน ถือดาบแปดเล่มหรือเปล่า..."
"นั่นเขาไม่เรียกจอมกระบี่ เขาเรียกปลาหมึก"
เอลล่าสวนกลับ
ขณะที่พูดคุยกัน เอลล่าเผลอชำเลืองมองออกไปในทะเลแวบหนึ่ง ไม่มองก็แล้วไป แต่พอมองเท่านั้น ขนทั่วร่างเธอก็ลุกชัน—ผิวน้ำกำลังปั่นป่วนอย่างผิดธรรมชาติ แม้ว่าในความมืดจะมองเห็นอะไรได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกเอลล่าว่า นั่นคือฝูงอสรพิษทะเลที่กำลังมารวมตัวกัน
ในไม่ช้า ก็มีคนอื่นสังเกตเห็นความผิดปกติเช่นเดียวกับเอลล่า
ตามคำสั่งของเฮสไตน์ เหล่าโจรสลัดย้ายตะเกียงไปไว้ที่กราบเรือทั้งสองข้าง พอแสงไฟสาดส่องลงไป เหล่าอสรพิษทะเลก็ราวกับถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง พวกมันยิ่งตีน้ำสาดกระเซ็นขึ้นลงอย่างบ้าคลั่ง อสรพิษบางตัวถึงกับพยายามกระโจนขึ้นเรือราวกับปลาคาร์ป ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นไม่ใช่อสรพิษทะเลธรรมดา แต่เป็นบาซิลิสก์ที่มีพิษร้ายแรง
ในบริเวณที่แสงตะเกียงส่องถึง เต็มไปด้วยอสรพิษทะเล จำนวนของมันมากกว่าที่เอลล่าเจอในคืนนั้นเป็นสิบเท่า และยังมีอสรพิษอีกนับไม่ถ้วนว่ายแหวกจากความมืดเข้ามาสู่แสงไฟไม่หยุด ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
"บาซิลิสก์มันมาจากไหนเยอะแยะ!" บียอร์นตะโกนมาจากเรือลำหน้า "มีใครเลือดออกหรือเปล่า"
โจรสลัดทุกคนต่างก้มมองดูร่างกายตัวเอง แล้วหันมามองหน้ากัน ไม่มีใครเลือดออก นั่นหมายความว่าพวกบาซิลิสก์ไม่ได้ถูกกลิ่นเลือดล่อมา
เฮสไตน์ควักขวานบินออกมาแล้วปาออกไป ขวานลุกเป็นไฟกลางอากาศเหมือนเช่นเคย พุ่งตรงไปยังจุดไกลสุดของทะเลเท่าที่สายตาจะมองเห็น อย่างที่ตำราว่าไว้ บาซิลิสก์กลัวแสง แสงไฟอันร้อนแรงบนขวานบินทำให้บาซิลิสก์ที่อยู่ตามรายทางมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน ในชั่วพริบตา ผิวน้ำก็ถูกเบิกทางจนโล่งเตียน แต่พอมแสงไฟลับตาไป ความมืดและฝูงบาซิลิสก์ก็กลับมาปกคลุมท้องทะเลอีกครั้ง
เอลล่าได้ยินเสียงโจรสลัดพูดคุยกันอย่างหวาดกลัว "เกิดอะไรขึ้น ปกติบาซิลิสก์เห็นแสงไฟแต่ไกลมันก็ต้องหนีไปไม่ใช่หรือ"
เฮสไตน์ขมวดคิ้วแน่น เขาปาขวานบินไปอีกทิศหนึ่ง อสรพิษทะเลอีกกลุ่มใหญ่ถูกไฟครอกตาย แต่อสรพิษฝูงใหม่ก็แหวกว่ายเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันที่เฮสไตน์จะได้ปาขวานบินเล่มสุดท้าย เหล่าอสรพิษก็เริ่มจู่โจมโจรสลัดบนเรือ ท่ามกลางความโกลาหล ได้ยินเสียงบียอร์นตะโกนสั่ง "รีบฟันตัวที่กระโดดขึ้นเรือให้ตาย! ระวังดึงอาวุธออกจากตัวมันเร็วๆ ไม่อย่างนั้นจะโดนพิษกัดกร่อน!"
เหล่าโจรสลัดใช้ชีวิตอยู่กับทะเลมานาน ต่อให้บียอร์นไม่เตือน พวกเขาก็รู้ว่าควรทำอะไร ในไม่ช้า บาซิลิสก์ที่กระโดดขึ้นเรือมาก็ถูกจัดการอย่างเด็ดขาด แต่พวกเขาไม่สามารถเหวี่ยงอาวุธได้เร็วเท่ากาน พอจัดการไปได้ระลอกหนึ่ง อาวุธหลายเล่มก็พังยับเพราะโดนพิษกัดกร่อนไปแล้ว และในระยะไกล อสรพิษทะเลจำนวนมหาศาลจนน่าสิ้นหวังก็ยังคงว่ายตรงมาทางเรือทั้งสามลำของพวกเขา
"จำนวนมันผิดปกติเกินไปแล้ว!" บียอร์นคำรามลั่น ขวานสองมือในมือของเขาเริ่มลุกเป็นไฟ เขาปลดปล่อยพลังงานที่เคยใช้หลอมละลายกำแพงเมืองส่วนหนึ่งออกมา ห่อหุ้มร่างกายไว้ แสงไฟลุกโชนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขอบเขตของมันก็ขยายกว้างขึ้น จนในที่สุด เรือลำที่บียอร์นอยู่ก็ราวกับถูกเผาไหม้ทั้งลำ ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงอันโชติช่วง! แสงสว่างนั้น ทำให้เหล่าอสรพิษที่พยายามเข้าใกล้เรือต้องชะงัก!
พลังของเฮสไตน์ไม่ได้ปรากฏในรูปของไฟเหมือนบียอร์น แต่เป็นพลังทำลายล้างที่ตรงไปตรงมามากกว่า เขาเหวี่ยงหอกไปด้านข้างของเรือซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับกำลังพายเรือ ทุกครั้งที่เหวี่ยงหอก อสรพิษทะเลนับไม่ถ้วนก็ถูกตัดขาดเป็นชิ้นๆ แม้จะมีเขาเพียงคนเดียว แต่กลับเหนือกว่ากองทัพนับพัน หยุดยั้งอสรพิษทะเลไม่ให้รุกคืบหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว! ส่วนเรือลำที่เอลล่าอยู่น่ะหรือ... บนเรือลำนั้นไม่มีอะไรเลย
พวกโจรสลัดไม่สามารถหยุดอสรพิษทั้งหมดได้ ยังคงมีอสรพิษตัวใหม่ๆ กระโดดขึ้นเรือมาไม่ขาดสาย เอมี่ที่เพิ่งเคยเห็นบาซิลิสก์ครั้งแรกก็ตกใจกลัวจนวิ่งพล่านไปทั่ว ผิดกับเอลล่าที่ยืนนิ่งเฉยอย่างสงบ เอมี่สังเกตเห็นว่าอสรพิษทุกตัวดูเหมือนจะจงใจหลบเลี่ยงเอลล่า เธอก็รีบวิ่งเข้าไปถาม "ฝ่าบาท! ทำไมงูพวกนี้ไม่ไล่กัดฝ่าบาทเลยเพคะ!"
"คราวก่อนที่ข้าเจอพวกมัน ข้าก็เลยลองไปหาตำราในหอสมุดหลวง ค้นหาสมุนไพรไล่งู แล้วห่อติดตัวไว้ ไม่นึกว่าจะได้ผลดีขนาดนี้..."
"งั้นก็ช่วยหม่อมฉันด้วยสิเพคะฝ่าบาท รีบช่วยหม่อมฉันเร็ว!"
เอลล่าทำหน้าลำบากใจ "แต่ว่า ข้ามีแค่ห่อเล็กๆ นี่เอง..."
"ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป คนบนเรือได้โดนกัดตายหมดแน่ ถึงตอนนั้นเรือก็ขยับไม่ได้นะเพคะ!"
"ง... งั้นจะทำยังไงดี"
"ส่งห่อสมุนไพรมาให้หม่อมฉันก่อนเพคะ แล้วมันอาจจะเจ็บนิดหน่อย ไม่เป็นไรใช่ไหมเพคะ"
เอลล่าพยักหน้า ยื่นห่อสมุนไพรออกไป ทันใดนั้นเอมี่ก็ชักมีดสั้นออกมา กรีดลงบนมือของเอลล่า ให้เลือดหยดลงไปในห่อสมุนไพร
"ขออภัยเพคะฝ่าบาท ฝ่าบาทเป็นคนทำสิ่งนี้ มีเพียงเลือดของฝ่าบาทเท่านั้นที่ใช้ได้"
เอมี่กล่าวขอโทษอย่างเร่งรีบ ก่อนจะกำห่อสมุนไพรที่ผสมเลือดของเอลล่าไว้ในมือ หลับตาลงแล้วท่องคาถา
"โอ้ เทพีอโฟรไดท์ เทพีแห่งความรัก โปรดส่งมอบของขวัญที่เด็กสาวผู้นี้บรรจงสร้าง ส่งไปถึงเหล่าสหายของเธอด้วยเถิด"
...
...
ณ พระราชวังแห่งจักรวรรดิเจ็ดเนิน
เกรกอรีลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิในทันที เขาหยดน้ำลงบนแผนที่
"เจอแล้ว นี่คือตำแหน่งปัจจุบันของ เอลล่า. คอร์เนลิอุส. สคิปิโอ—แอนทิเลีย"
ซู. คอร์เนลิอุส. สคิปิโอ และ ฮาร์ทมันน์ ชะโงกหน้าเข้าไปดู ต่างก็ส่ายหน้า
"เป็นไปไม่ได้ ที่นั่นมันอยู่ในทะเลเหนือ จากคอนสแตนตินิเยไปที่นั่นต้องอ้อมช่องแคบยิบรอลตาร์ ใช้เวลาเดินเรืออย่างน้อยสามเดือน แต่บาซิลิสซ่าเพิ่งหายตัวไปไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ!"
"การจะไปที่ไหนสักแห่ง ไม่จำเป็นต้องใช้เส้นทางที่มีอยู่เสมอไป บอกข้ามาก่อนว่า จักรวรรดิเจ็ดเนินจะระดมเรือได้เท่าไหร่"
ฮาร์ทมันน์ขยิบตาให้ ซู. คอร์เนลิอุส. สคิปิโอ ก่อนที่ตัวเองจะยื่นมือออกไปชูให้เกรกอรีดู "ชายฝั่งของเราเพิ่งถูกปล้น เรือส่วนใหญ่กำลังลาดตระเวนอยู่ตามชายฝั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้โจรสลัดมาโจมตีอีก ตอนนี้เลยระดมเรือรบได้แค่ห้าสิบลำ"
เรือรบห้าสิบลำ จำนวนนี้เพียงพอที่จะทำสงครามทางทะเลขนาดใหญ่ได้เลย การใช้ไล่ตามเอลล่าคนเดียวนับว่าเป็นการสิ้นเปลืองอย่างมาก ฮาร์ทมันน์จงใจบอกตัวเลขนี้เพราะรู้ว่ากองทัพเรือของจักรวรรดิแดนสวรรค์นั้นไม่แข็งแกร่ง หวังจะข่มขวัญเกรกอรี ใครจะรู้ว่าเกรกอรีกลับพยักหน้าอย่างไม่ยี่หระ
"จำนวนนี้ก็ไม่ถือว่าเยอะเท่าไหร่ ให้เวลาข้าเตรียมตัวสามวัน สามวันหลังจากนี้ ข้าจะส่งกองเรือทั้งหมดนี้ไปยังแอนทิเลีย"
ฮาร์ทมันน์อ้าปากค้าง "ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า ท่านบอกว่าท่านจะทำให้กองเรือไปถึงที่นั่นในสามวัน นี่มันระยะทางสามเดือนเลยนะ!"
"ด้วยเวทมนตร์ของจักรวรรดิเจ็ดเนินพวกเจ้า มันก็คงยากอยู่ แต่ต่อหน้าเวทมนตร์อันเกรียงไกรของจักรวรรดิแดนสวรรค์ เรือแค่ห้าสิบลำก็ไม่ต่างอะไรกับเม็ดทรายบนชายหาด"
เกรกอรีทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ซูและฮาร์ทมันน์ยืนมองหน้ากันไปมา
ทันใดนั้นซูก็ตบโต๊ะอย่างแรง "ฮาร์ทมันน์! ไปบอกออลุส ให้เขานำกองเรือทั้งหมดมาที่อ่าวเขาทองคำ!"
ฮาร์ทมันน์สะดุ้ง "ท่าน! กองเรือของออลุสมีมากกว่าแปดสิบลำ! เราต้องระดมเรือรบแปดสิบลำเพื่อเด็กผู้หญิงคนเดียวจริงๆ หรือขอรับ"
"แปดสิบลำไม่พอ! ไปเกณฑ์มาจากที่อื่นอีกยี่สิบลำ! รวบรวมให้ครบหนึ่งร้อยลำ! ข้าจะต้องให้เกรกอรีที่อวดดีนั่นได้เห็นกับตา ว่าอะไรคือกองทัพเรือที่แท้จริง!"
ซูทุบกำปั้นลงบนเสา
"ข้าไม่เชื่อหรอกว่า เวทมนตร์ของจักรวรรดิแดนสวรรค์จะสามารถส่งเรือหนึ่งร้อยลำไปถึงทะเลเหนือได้ภายในสามวัน!"
[จบแล้ว]