- หน้าแรก
- บาซิลิสซ่าไร้เวท
- บทที่ 25 - ข้อเสนอของทูต
บทที่ 25 - ข้อเสนอของทูต
บทที่ 25 - ข้อเสนอของทูต
บทที่ 25 - ข้อเสนอของทูต
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เมื่อเห็นสีหน้าของซูย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ราวกับจะเปิดสงครามกับจักรวรรดิแดนสวรรค์ในวินาทีถัดไป
ฮาร์ทมันน์ก็รีบก้าวออกมา กล่าวกับเกรกอรีว่า
"ไม่ใช่ว่าประเทศเราต้องการเปิดสงครามกับประเทศของท่าน แต่เป็นท่านต่างหากที่ไร้มารยาทในฐานะทูตเสียก่อน"
"เท่าที่ข้าทราบ แม้จักรวรรดิแดนสวรรค์จะมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ภายในกลับมีสองนิกายใหญ่คือ นิกายดวงดาวและจันทรา กับ นิกายกางเขน ที่ขัดแย้งกันรุนแรง ในสองนิกายใหญ่ยังมีนิกายย่อยอีกสิบกว่านิกายที่ต่างก็เกลียดชังกันเอง ทำให้จักรวรรดิแดนสวรรค์วุ่นวายไม่จบสิ้น"
"และข้ายังได้ยินมาอีกว่า เมื่อเร็วๆ นี้ จักรวรรดิแดนสวรรค์ก็เพิ่งจะมีเรื่องขัดแย้งกับ 'มังกรยักษ์' ที่อยู่ทางตะวันออกไกลออกไปอีก ข้าคิดว่ากษัตริย์ของท่านคงกำลังกลุ้มพระทัยเรื่องนี้ จึงได้มาแสวงหาพันธมิตรกับประเทศเรามิใช่หรือ"
คำพูดร่ายยาวของฮาร์ทมันน์จี้ไปที่จุดอ่อนของจักรวรรดิแดนสวรรค์พอดี ท่าทีที่หยิ่งผยองของเกรกอรีจึงอ่อนลงเล็กน้อย เขาก้มศีรษะให้ซูเล็กน้อยเป็นการขอขมา
แม้ว่าเมื่อเทียบกับการที่เกรกอรีบุกวังหลวงและสังหารทหารยามแล้ว นี่มันเทียบไม่ได้เลยกับการขอโทษ แต่ซูก็ไม่อยากเปิดสงครามกับจักรวรรดิแดนสวรรค์ แม้ในใจจะยังไม่พอใจ แต่เขาก็จำต้องยอมลงจากหลังเสือ เพื่อให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็วที่สุด ซูจึงเปิดปากถาม
"เจ้าบอกว่าจักรวรรดิแดนสวรรค์ต้องการทำสนธิสัญญาพันธมิตรกับเรา แปดร้อยกว่าปีมานี่ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ เป็นพันธมิตรแบบไหน กษัตริย์ของพวกเจ้าต้องการอะไร"
"กษัตริย์ของเราปีนี้พระชนมายี่สิบสามพรรษา ยังไม่ได้อภิเษกสมรส ได้ยินว่าบาซิลิสซ่าของท่านอายุไล่เลี่ยกัน จึงทรงส่งข้ามาเพื่อพาเธอกลับไปที่อิสฟาฮาน"
คำพูดของเกรกอรีทำให้เหล่าเสนาบดีฮือฮากันอีกครั้ง จักรวรรดิแดนสวรรค์นับถือพระเจ้าองค์เดียว พวกเขาไม่เคยดูถูกเหยียดหยามการแต่งงานข้ามชนชาติที่นับถือเทพเจ้าหลายองค์ ครั้งนี้มันผิดวิสัยอะไรกัน
นี่ยังไม่นับเรื่องอื่น เอลล่า คอร์เนลิอุส สคิปิโอ ไม่ใช่เจ้าหญิงธรรมดา แต่เธอคือบาซิลิสซ่า ผู้ปกครองจักรวรรดิเจ็ดเนิน ถ้าหากเธอไปแต่งงานกับกษัตริย์ของจักรวรรดิแดนสวรรค์และมีบุตรด้วยกัน จักรวรรดิทั้งสองก็จะรวมเป็นหนึ่งในรุ่นลูกของพวกเขา
จักรวรรดิแดนสวรรค์และจักรวรรดิเจ็ดเนินเป็นศัตรูกันมานานหลายร้อยปี จะมายอมรับการแต่งงานครั้งนี้ง่ายๆ ได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น จักรวรรดิเจ็ดเนินและจักรวรรดิแดนสวรรค์มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ทั้งศาสนาและวัฒนธรรม จะรวมกันเป็นหนึ่งได้อย่างไร
คำพูดของเกรกอรีแทนที่จะเป็นข้อเสนอทางการทูต มันกลับฟังดูเป็นเรื่องเพ้อฝันเสียมากกว่า
และที่สำคัญ ต่อให้ตัดเรื่องพวกนั้นทิ้งไปให้หมด ถ้าจะแต่งงานกันจริงๆ ตอนนี้จักรวรรดิเจ็ดเนินก็ไม่มีบาซิลิสซ่าจะส่งให้
ดังนั้น ซูจึงส่ายหน้า "เรื่องนี้มันสำคัญมาก จะต้องให้บาซิลิสซ่าเป็นคนตัดสินใจเอง แต่โชคไม่ดีที่หลานสาวข้าเพิ่งจะล้มป่วย ลุกจากเตียงไม่ไหว เอาไว้รอให้นางหายดีก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ"
ใครจะรู้ว่า เกรกอรีกลับถามสวนขึ้นมาว่า "ลุกจากเตียงไม่ไหวจริงๆ หรือ หรือว่า ตอนนี้บาซิลิสซ่าไม่ได้อยู่ที่นี่กันแน่ นางออกจากคอนสแตนตินิเยไปเพราะเหตุผลบางอย่าง"
"ตัวอย่างเช่น ถูกคนบางกลุ่มก่อกบฏ หรือจะพูดให้ชัดคือ พวกท่านที่อยู่ที่นี่"
คำพูดนี้เหมือนก้อนหินที่โยนลงไปในน้ำนิ่ง แม้แต่ฮาร์ทมันน์ที่สุขุมเยือกเย็นก็ยังทนไม่ไหว ตวาดลั่น "เกรกอรี อย่างแรก ข้อกล่าวหาของเจ้ามันไร้มูลความจริง อย่างที่สอง เจ้าไม่มีคุณสมบัติความเป็นทูตหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย คำพูดล่วงเกินของเจ้ากำลังสร้างความอับอายให้ประเทศของเจ้า ข้าจะยื่นประท้วงเรื่องนี้ต่อจักรพรรดิของพวกเจ้าอย่างรุนแรง"
เมื่อเห็นท่าทีของทุกคน เกรกอรีก็หัวเราะออกมา เขาหัวเราะพลางส่ายหน้าไปมา "ฮาร์ทมันน์ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว พวกเจ้าผิดมาตั้งแต่ต้น"
"เฉพาะในเวทีการทูตอย่างเป็นทางการเท่านั้น ตัวตนของข้าถึงจะเป็นทูต แต่ตอนนี้ ที่นี่มีแค่กลุ่มกบฏที่กำลังประชุมลับกันอยู่เท่านั้น"
ทุกคนโกรธจนแทบคลั่ง ซู คอร์เนลิอุส สคิปิโอ สั่งจับกุมเกรกอรีด้วยความโมโห เกรกอรีแสยะยิ้ม แล้วดีดนิ้ว
ทันใดนั้น แสงแดดอันอบอุ่นก็สาดส่องลงมาบนร่างของทุกคนในวังหลวง เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็มองเห็นท้องฟ้าที่ไร้เมฆ
เพดานของวังทั้งหลังหายไปเพราะการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
สีหน้าของเบเรนการ์เปลี่ยนไปทันที เขายกหอกแห่งลองกินุสในมือขึ้น เกรกอรีสังเกตเห็นเบเรนการ์ แต่ก่อนที่เบเรนการ์จะได้พุ่งหอกออกไป ร่างของเกรกอรีก็หายไปจากจุดเดิม เบเรนการ์รู้สึกเพียงว่ามีคนมาตบไหล่เขาเบาๆ แล้วก็ได้ยินเสียงของเกรกอรีดังขึ้นจากด้านหลัง
"หอกแห่งลองกินุส ถ้าต้องรับตรงๆ ก็คงจะลำบากหน่อย แต่ว่า ก็มีเพียงผู้ที่มีพลังเวทมนตร์ในระดับหนึ่งเท่านั้น ถึงจะใช้งานมันได้"
ยังไม่ทันที่เบเรนการ์จะได้ทันตั้งตัว หอกแห่งลองกินุสในมือของเขาก็พลันหนักอึ้งขึ้นมา เขากำมันไว้ไม่อยู่ ทำได้เพียงปล่อยให้มันตกลงพื้น เขามองมือทั้งสองข้างของตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ รู้สึกเพียงร่างกายว่างเปล่า พลังที่ได้รับจากพรแห่งอาเรสหายไปจากร่างเขาทั้งหมด
"ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ ในสถานที่แบบนี้อย่าชูกำปั้นสุ่มสี่สุ่มห้าจะดีกว่า"
เกรกออรีเดินกลับมาอยู่หน้าเบเรนการ์อย่างช้าๆ เมื่อสิ้นเสียงของเขา พลังแห่งอาเรสถึงได้กลับคืนสู่ร่างของเบเรนการ์อีกครั้ง
"ซู คอร์เนลิอุส สคิปิโอ ข้าเป็นเพียงทูตต่างแดน ไม่ได้สนใจเรื่องวุ่นวายในวังของพวกเจ้าหรอก ทำไมเราไม่คุยกันดีๆ ล่ะ"
เกรกอรีพูดพลางดีดนิ้วอีกครั้ง เพดานของวังก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิมในทันที ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในที่สุด เหล่าเสนาบดีของจักรวรรดิเจ็ดเนินก็ตระหนักได้ว่า คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาไม่ใช่ทูตธรรมดา แต่เป็นผู้ใช้เวทมนตร์ระดับสูง และมีพลังอย่างน้อยก็ระดับ "ภูต" ขึ้นไป
ซูทรุดตัวลงบนบัลลังก์ ถามอย่างหมดแรง "เจ้าต้องการอะไรกันแน่"
"โทษที เมื่อครู่ข้าคงพูดไม่ชัดเจน" เกรกอรีโค้งคำนับให้ซูอย่างนอบน้อม แต่การกระทำเช่นนี้ในเวลานี้ มันช่างดูเป็นการเยาะเย้ยกันอย่างถึงที่สุด
"ราชันย์เหนือราชันย์ทรงทราบอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่คอนสแตนตินิเย พระองค์มีรับสั่งว่า 'พา เอลล่า คอร์เนลิอุส สคิปิโอ กลับไปอิสฟาฮานเพื่อพบข้า หรือไม่ก็ ส่งนางไปเฝ้าพระเจ้าของเรา'"
ซูเด้งตัวขึ้นจากบัลลังก์ "เจ้าหมายความว่า กษัตริย์ของพวกเจ้าต้องการชีวิตหลานสาวข้า"
"ถูกต้อง และข้ายินดีให้ความช่วยเหลือพวกท่าน ขอเพียงแค่กำจัด เอลล่า คอร์เนลิอุส สคิปิโอ ได้ กษัตริย์ของเราก็ยินดีที่จะทำสนธิสัญญาสันติภาพฉันมิตร กับบิซิลลิอุสองค์ใหม่ของจักรวรรดิเจ็ดเนิน"
เบเรนการ์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเกรกอรี จ้องหน้าเขาเขม็ง "ทำไมจักรวรรดิแดนสวรรค์ถึงให้ความสำคัญกับเด็กผู้หญิงที่เพิ่งจะบรรลุนิติภาวะคนหนึ่งขนาดนี้ ถ้าหากนางเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ที่ทรงพลัง หรือเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ก็ว่าไปอย่าง แต่นางใช้เวทมนตร์อะไรก็ไม่เป็น แถมสายเลือดก็ยังน่ากังขา แม้แต่ตอนนี้ นางก็ไม่สามารถนำจักรวรรดิเจ็ดเนินได้อีกแล้ว ทำไมพวกเจ้าถึงต้องกำจัดนางให้ได้"
"ราชันย์เหนือราชันย์สามารถพูดคุยกับพระเจ้าได้โดยตรง ดังนั้นสติปัญญาของพระองค์จึงเกินกว่าที่พวกเราจะคาดเดาได้ พระองค์คือผู้เลี้ยงแกะ ส่วนข้า ก็เป็นเพียงลูกแกะตัวหนึ่งเท่านั้น"
พูดจบ เกรกอรีก็ไม่สนใจทุกคนที่อยู่ในที่นั้นอีก เขาทำเครื่องหมายกางเขนบนอก แล้วคุกเข่าลงหันหน้าไปทางทิศของจักรวรรดิแดนสวรรค์ ก้มหน้าลงสวดภาวนา
[จบแล้ว]