- หน้าแรก
- มหานครอสูรวิกาล
- บทที่ 11 - ผมไม่ 'ยก' ครับ!
บทที่ 11 - ผมไม่ 'ยก' ครับ!
บทที่ 11 - ผมไม่ 'ยก' ครับ!
บทที่ 11 - ผมไม่ 'ยก' ครับ!
เกอหลานค่อนข้างยุ่ง แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเธอยุ่งอะไร แต่สรุปก็คือ การต้องมาสอนเด็กใหม่สองคนคนเดียวมันก็เหนื่อยเหมือนกัน
ตอนแรกนึกว่าศาสนจักรให้สังกัดคนเฝ้ายามราตรีมาแล้ว จะรับผิดชอบเรื่องปัจจัยพื้นฐานให้ด้วย
นึกไม่ถึงว่า ไม่ว่าจะเป็นกรมความปลอดภัยหรือศาสนจักร ทั้งสองฝ่ายต่างก็โบ้ยกันไปมาอย่างชำนาญ นอกจากฐานทัพร้างๆ นี่แล้ว ก็ไม่ให้ความช่วยเหลือด้านวัตถุอะไรกับเกอหลานเลยสักนิด
นั่นก็หมายความว่า ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเกอหลานต้องควักกระเป๋าตัวเอง แถมเธอก็ไม่ใช่คนที่ชอบเก็บเงินอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยมีเงินเก็บเท่าไหร่
เดิมทีตั้งใจว่าจะรับสมาชิกทีมเพิ่มอีกสามคน ตอนนี้ก็เลยต้องยกเลิกความคิดนั้นไป ลำพังลี่จือคนเดียวก็แทบจะกินจนเธอหมดตัวแล้ว ถ้ามาเพิ่มอีกสามคน เกรงว่ายังไม่ทันได้ฆ่าผู้แฝงกาย พวกเขาสามคนคงได้อดตายกันไปซะก่อน
ระหว่างการฝึก ทั้งสองคนสามารถกลับไปนอนที่บ้านได้ทุกคืน ก็เลยประหยัดค่าข้าวเย็นไปได้มื้อหนึ่ง
ลี่จือยังคงช่วยงานที่บ้านทุกวันเหมือนเดิม เช้ามืดก็ต้องไปที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อแบกหมูกลับมา เธอมักจะจ้องพ่อตัวเองตอนที่กำลังชำแหละเนื้อหมูตาไม่กะพริบ แม้แต่คราบเลือดที่หยดลงบนพื้นก็ยังต้องก้มลงไปเลียให้สะอาด จนโดนพ่อค้าเนื้อผู้เป็นพ่อตีไปไม่น้อย
ฮั่วลั่วไม่กล้ากินอมยิ้มผลึกเลือดอีกต่อไป กลัวว่าสายตาอันแหลมคมของเกอหลานจะสงสัยเข้า เขาทำได้แค่หั่นผลึกเลือดเป็นชิ้นเล็กๆ แอบซ่อนไว้กับตัว คอยหยิบมากลืนทีละเม็ด ค่อยๆ ดูดซับพลังงาน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน อมยิ้มผลึกเลือดหนึ่งแท่ง เขาต้องดูดถึงสองเดือนถึงจะดูดซับจนหมด
แต่ตอนนี้ ในร่างกายมีหนอนอากาศเพิ่มมาอีกตัว อมยิ้มผลึกเลือดหนึ่งแท่ง อย่างมากก็เป็นอาหารได้แค่สัปดาห์เดียวเท่านั้น นี่ทำให้อาเป้ยซือต้องขยันออกไปหาอาหารมากขึ้น
แต่ว่า ฮั่วลั่วก็ยังบอกให้อาเป้ยซือรู้จักยับยั้งชั่งใจ พยายามไปล่าเหยื่อในที่ที่ไกลออกไปหน่อย อย่าให้โดนเกอหลานจับได้ก็แล้วกัน
"นายจะหลอกเงินฉันก็ได้ จะหลอกความรู้สึกฉันก็ได้ เพราะว่าชีวิตนี้ฉันสามารถหาเงินได้อีกเยอะ และก็สามารถรักคนได้อีกมาก"
"แต่ว่า นายจะมาห้ามฉันกินข้าวไม่ได้ เพราะว่าฉันกินไม่อิ่มจริงๆ..."
"ฮือๆๆๆ..."
อาเป้ยซือเข้ามากอดฮั่วลั่ว ร้องไห้ฟูมฟาย
...
"บทเรียนที่สอง การต่อสู้ขั้นพื้นฐาน!"
"สำหรับอัศวินระยะเติบโต หนอนของพวกเธอยังไม่มีพลังงานมากพอที่จะปล่อยสกิลได้ ดังนั้น การต่อสู้ระยะประชิดขั้นพื้นฐาน จึงเป็นวิธีการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพมาก!"
"ลืมทุกอย่างที่พวกเธอเรียนในโรงเรียนไปให้หมด นั่นมันแค่ของหลอกเด็กเล่นกัน ไม่มีพลังทำลายล้างอะไรเลยสักนิด"
เกอหลานตั้งท่าต่อยแบบมวยสากล
"ไม่ต้องลืมหรอก ไม่เคยเรียนอยู่แล้ว" ฮั่วลั่วพิงต้นไม้อย่างเอื่อยเฉื่อย มองเกอหลานสอนทักษะการต่อสู้ระยะประชิด
คนหนุ่มสาวที่ใจร้อนมักจะเป็นแบบนี้ คิดถึงแต่พลังพิเศษที่ทำลายล้างฟ้าดิน สนใจแต่สิ่งที่ดูหรูหราอลังการ
หากไม่เคยผ่านการต่อสู้และมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง ก็ยากที่จะเข้าใจถึงความสำคัญของหมัดมวยขั้นพื้นฐาน
ในความเป็นจริง โดยเฉพาะสำหรับอัศวินในช่วงแรก แม้ว่าทักษะการต่อสู้ขั้นพื้นฐานจะดูไม่โดดเด่น แต่กลับสำคัญกว่าการโจมตีด้วยสกิลเสียอีก
"จำไว้ ในการต่อสู้ระยะประชิด สติสำคัญกว่าพละกำลัง อย่ามัวแต่จ้องตาของศัตรู แต่ให้สังเกตที่ไหล่ของอีกฝ่าย ไม่ว่าศัตรูจะออกหมัดหรือออกเท้า ไหล่ก็จะขยับก่อนเสมอ"
"ในการต่อสู้ระยะประชิด ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญ ความเร็วในที่นี้ ไม่ใช่ความเร็วในการออกอาวุธ แต่เป็นความเร็วในการเคลื่อนที่ของเท้า"
"อย่าไปจำท่าทาง ให้ค้นหาความรู้สึกในการต่อสู้ ไม่เคยมีท่าทางที่ตายตัว ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามใจ"
"ขาต้องรักษาความยืดหยุ่นเอาไว้ แบบนี้ถึงจะระเบิดพลังออกมาได้ง่ายขึ้น"
"เวลาเคลื่อนที่ออกหมัด ต้องรักษาแกนกลางลำตัวให้มั่นคง ไม่อย่างนั้น ร่างกายส่วนล่างก็จะเสียการควบคุม ศัตรูยังไม่ล้ม ตัวเองกลับล้มไปซะก่อน"
ฮั่วลั่วหาว ไม่รู้ว่าฟังเข้าไปบ้างรึเปล่า
ลี่จือตั้งอกตั้งใจฉีกหนังหมูดิบอย่างสุดแรง เกิดมามัวแต่มองเกอหลานตาไม่กะพริบ ไม่รู้ว่าจำเข้าไปได้มากแค่ไหน
ท่าทีที่ดูไร้ความกระตือรือร้นของคนทั้งสอง ทำให้เกอหลานโกรธจนแทบคลั่ง เดินไปยกก้อนหินยักษ์หนักร้อยจินมาสองก้อน: "ยกไว้! วิ่งรอบป่าสิบรอบ!"
"...ผมไม่ 'ยก' ครับ" ฮั่วลั่วกลอกตาอย่างอ่อนแรง (T/N: คำว่า 'ยก' (舉) ในที่นี้พ้องเสียงกับคำว่า 'นกเขาไม่ขัน'
เขาเกลียดการฝึกขั้นพื้นฐานแบบนี้จริงๆ ถ้าเป็นการสอนสกิล เขายังพอจะสนใจอยู่บ้าง
"แกพูดว่าอะไรนะ?" เกอหลานขมวดคิ้ว
"เกอหลาน เขาบอกว่าเขา 'นกเขาไม่ขัน' ค่ะ" ลี่จือทวนคำพูดอย่างจริงใจ
"นกเขาไม่ขันใช่ไหม?" เกอหลานกำหมัดแน่น ข้อนิ้วลั่นเสียงดังเปรี๊ยะ กล้ามเนื้อแข็งเกร็งราวกับหินผา
"ใช่ ผมไม่ 'ยก'" ฮั่วลั่วยืนกรานในท่าทีของตัวเอง
"อั๊ด!" เกอหลานต่อยหมัดเข้าที่ท้องของฮั่วลั่ว ผลึกเลือดที่กินเข้าไปตอนเช้ายังไม่ทันย่อย ถูกต่อยจนกระอักออกมา: "แกจะยกไม่ยก?"
"ยกครับๆ..." ฮั่วลั่วกลืนผลึกเลือดที่กระอักออกมาในฝ่ามือกลับเข้าไป ยอมยกก้อนหินขึ้นมาอย่างว่าง่าย วิ่งอย่างช้าๆ
เกอหลานลงมือได้เหี้ยมโหดจริงๆ
แต่ว่า พอวิ่งมาถึงจุดที่เกอหลานมองไม่เห็น เขาก็วางก้อนหินลงอย่างเกียจคร้าน นอนหลับสบาย
ฝึก? ฝึกกับผีสิ
ฝึกกล้ามเนื้อให้ตายยังไง ก็สู้กินผลึกเลือดสักสองเม็ดไม่ได้
"นายไม่ 'ยก' อีกแล้วเหรอ?" ลี่จือยังค่อนข้างซื่อ ยกหินวิ่งย่ำเท้าอยู่กับที่
"ไม่ยกแล้ว ขี้เกียจยก" ฮั่วลั่วส่ายหน้า แล้วยืดเส้นยืดสายอีกที
"ระวังโดนเธอตีนะ!" ลี่จือเตือนอย่างหวังดี
"ตีโดนก็แล้วไปเถอะ" ฮั่วลั่วบีบจมูก สูดหายใจเข้าลึกๆ ปีนป่ายขึ้นต้นไม้ใหญ่อย่างคล่องแคล่ว หาคาคบไม้เหมาะๆ แล้วก็นอนหลับ
คาคบไม้ที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก กลับรับน้ำหนักของฮั่วลั่วได้อย่างง่ายดาย
ลี่จือก็ยังคงยกก้อนหินวิ่งไปรอบๆ ป่าอย่างซื่อสัตย์
เกอหลานย้ายเก้าอี้หวายมาตัวหนึ่ง นั่งไขว่ห้าง สูบบุหรี่ มองลี่จือวิ่งผ่านไปรอบแรก ตอนแรกยังนึกว่าเป็นเพราะหนอนดินของเธอเน้นไปทางพละกำลัง ก็เลยมีแรงมากกว่า
จนกระทั่งลี่จือวิ่งไปสามรอบแล้ว ก็ยังไม่เห็นเงาของฮั่วลั่ว ถึงได้ลุกขึ้นยืนอย่างหัวเสีย: "ไอ้บ้านี่ มันขี้เกียจจนตัวจะตายอยู่แล้ว"
พอถามลี่จือ ลี่จือก็เอามือปิดปากอย่างหวาดกลัว: "ฉันพูดไม่ได้! ฮั่วลั่วเอาลูกอมอายุวัฒนะหนึ่งเม็ดมาติดสินบนฉัน!"
"บ้าเอ๊ย..." เกอหลานกัดฟันกรอด ไม่อยากจะยุแยงให้สมาชิกในทีมแตกคอกัน ก็เลยต้องไปหาเอง
ป่านี้มันใหญ่มาก แต่อยู่ในมุมอับของกำแพงเมืองเขตซีเวย่า ถ้าเขาไม่ปีนกำแพงออกไป ก็แสดงว่ายังอยู่ในป่านี้แหละ คงหาที่แอบนอนหลับตามเคย!
เดินสำรวจไปในป่า สายตาอันแหลมคมก็กวาดไปมา ในที่สุดก็พบร่องรอยบางอย่างใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ใบไม้มีร่องรอยถูกเหยียบจนแหลก
พอมองขึ้นไป ในหมู่ใบไม้ที่หนาทึบ ก็เห็นเงาคนนอนอยู่จางๆ
หมัดเดียวซัดเข้าไปที่ลำต้นจนแหลกละเอียด ท่ามกลางเศษไม้ที่ปลิวว่อน ฮั่วลั่วก็สะดุ้งตื่นจากความฝัน ตกลงมากระแทกพื้นดินที่เต็มไปด้วยใบไม้
เกอหลานบิดหมัด ยิ้มแสยะอย่างชั่วร้าย: "ดูท่า ถ้าไม่โดนสั่งสอนให้เจ็บปวดถึงกระดูกสักครั้ง แกคงจะไม่ยอมเชื่อฟังง่ายๆ สินะ"
ฮั่วลั่วเหงื่อกาฬไหลท่วมหน้าผาก
เกอหลานเหวี่ยงหมัดที่ใหญ่เท่าชามข้าว ก้าวเท้าออกมา
ฮั่วลั่วสูดหายใจเข้าลึกๆ หันหลังแล้ววิ่งหนีทันที
"เพิ่งเป็นอัศวินฝึกหัดได้กี่วัน กล้าดียังไงมาวิ่งหนีต่อหน้าฉัน?" เกอหลานยิ้มเยาะ สตาร์ทเครื่องราวกับรถบรรทุก วิ่งไล่ตามราวกับสายฟ้าฟาด
แกวิ่ง ข้าไล่ ต่อให้มีปีกก็หนีไม่พ้น...
โอ้ เชี่ย ฮั่วลั่วกลับเหมือนบินได้จริงๆ ก้าวเดียวก็กระโดดไปได้ไกลสิบกว่าเมตร!
เกอหลานยิ่งไล่ก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ...
ไอ้เด็กนี่ทำไมมันวิ่งเร็วจังวะ? เธอวิ่งสุดฝีเท้าแล้วยังตามไม่ทัน?
อะไรคือตัวเบาดั่งนกนางแอ่น กระโดดทีเดียวก็สูงสามเมตร กระโดดไกลทีก็สิบกว่าเมตร...
เกอหลานเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตอนที่ฮั่วลั่วกระโดดขึ้นไป ลำแสงอากาศที่ด้านหลังของเขาก็พัดเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนเป็นวงกว้าง
นี่มันเพิ่งจะกี่วันเอง! ไอ้เด็กนี่... มันควบคุมพลังของหนอนอากาศได้ในระดับเบื้องต้นแล้วเหรอ...!
[เร่งความเร็วด้วยช่องอากาศ]!
แต่ถ้าปล่อยให้แกหนีไปได้ง่ายๆ แบบนี้ ฉันที่เป็นหัวหน้าทีมก็เสียหน้าแย่สิ ต่อไปแกก็ยิ่งได้ใจใหญ่เลยน่ะสิ?!
ตูม!
ท่อนซุงท่อนหนึ่งถูกเกอหลานคว้าไว้ในมือ แล้วขว้างออกไปราวกับกระสุนปืนใหญ่ พุ่งไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าฮั่วลั่ว
ทั้งสองอย่างปะทะกัน เศษไม้ที่แตกละเอียดนับไม่ถ้วนกระจายออกมาราวกับใบมีด กรีดผ่านเสื้อคลุมและผิวหนังของฮั่วลั่ว
เป็นอย่างนี้ ฮั่วลั่วก็เลยถูกจับได้ บทลงโทษก็คือ ถูกมัดไว้บนต้นไม้ที่สูงที่สุด อดอาหารทั้งคืน
อย่าดูถูกบทลงโทษที่ฟังดูเหมือนจะไม่มีอะไรแบบนี้
หลังจากกลายเป็นมนุษย์ปรสิตแล้ว ความอยากอาหารจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า ความรู้สึกหิวโหยก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ อดมื้อเดียวก็เหมือนกับคนธรรมดาอดข้าวสามวัน ความรู้สึกนั้น มันสามารถทรมานคนให้เป็นบ้าได้เลย
ลี่จือก็อยากจะแอบเอาของกินมาให้ฮั่วลั่วอยู่หรอก แต่เกอหลานประกาศว่า ถ้ากล้าให้ ก็จะจับมัดอดอาหารไปด้วยกัน เท่านั้นแหละ เธอก็เลยวิ่งหนีไปเลย
ฮั่วลั่วเองกลับไม่ใส่ใจ อดคืนเดียวเท่านั้นเอง เกอหลานมัดเขาไว้ซะสูงขนาดนี้ สูดลมเหนือก็อิ่มแล้ว
ก็แค่อาเป้ยซือไม่เห็นเขากลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะเสียใจจนกินอะไรไม่ลงรึเปล่า