เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 - อัศวินสูดลมเหนือ

บทที่ 10 - อัศวินสูดลมเหนือ

บทที่ 10 - อัศวินสูดลมเหนือ


บทที่ 10 - อัศวินสูดลมเหนือ

พวกมันเป็นไอ้โง่

ฮั่วลั่วสรุปหลังจากเฝ้ามองหนอนอากาศในขวด

เขาชอบสังเกตแมลงมาตั้งแต่เด็ก ก็เหมือนกับคนขี้เกียจ ที่มักจะชอบยืนมองคนขยันทำงานอย่างเงียบๆ จากมุมสูง

ไอ้พวกที่เรียกว่าหนอนเทพพวกนี้ มันขี้เกียจซะจนเหมือนกับพวกปัญญาอ่อนที่ไม่มสมอง นอกจากกินก็นอน อ้าปากรออาหาร ถ้าไม่มีอาหาร ก็ขี้เกียจแม้แต่จะขยับหนวด ไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นใดที่ไร้ประโยชน์เลย

คิดๆ ดูแล้ว ก็คงเพราะเหตุผลพวกนี้แหละ พวกมันถึงได้ถูกเรียกว่าหนอนเทพที่ถูกทำให้เชื่อง นิสัยขี้เกียจของพวกมันไม่เหมือนกับพวกหนอนปิศาจ ที่จะกัดกินสมองของโฮสต์

"นายแน่ใจนะว่าไม่เปลี่ยนใจ? หนอนอากาศไม่ใช่หนอนที่แข็งแกร่งอะไรเลยนะ อัศวินศาสนจักรในอดีต ไม่มีใครที่มีชื่อเสียงเพราะหนอนอากาศเลยสักคน แถมยังขาดแคลนลำดับขั้นยันต์วิวัฒนาการอีก แทบจะไม่มีอัศวินอากาศคนไหนที่เลื่อนขั้นไปถึงร่างสมบูรณ์ได้เลย" เกอหลานยังอยากจะเกลี้ยกล่อมฮั่วลั่วอีกสักหน่อย

"ไม่เปลี่ยนล่ะ หนอนอากาศนี่แหละ... เหมือนอากาศ ฟังดูแล้วก็เหมาะกับการปล่อยจอยดี" ฮั่วลั่วปรือตาลงอย่างไร้แรงจูงใจ

"ก็นั่นสินะ หนอนอากาศระยะเติบโตน่ะ เลี้ยงง่ายที่สุดแล้ว แค่สูดลมเหนือก็อิ่มแล้ว" เกอหลานยักไหล่

"หนอนดิน... หนอนดิน... เฮะๆ เจ้าหนอนดินน้อย..." ลี่จือใช้นิ้วเคาะขวดแก้ว: "ต่อไปนี้เราต้องพยายามใช้ชีวิตไปด้วยกันนะ!"

ฮั่วลั่วกลัวจริงๆ ว่าไอ้หนอนที่ดูแข็งแรงบึกบึนตัวนั้นจะกระโดดขึ้นมาตบหน้าลี่จือสักฉาด: "ดินพ่อแกสิ! ข้าชื่อหนอนเทพแห่งผืนดินเฟ้ย!"

"เอาล่ะ ในเมื่อตัดสินใจกันได้แล้ว งั้นก็มาเริ่มพิธีกันเลย" เกอหลานดึงมีดสั้นออกมาจากรองเท้าบูทอย่างมั่นใจ ควงเล่นที่ปลายนิ้ว

"ต่อไปนี้ ฉันจะกรีดเนื้อที่ต้นคอของพวกเธอ แล้วเอาหนอนใส่เข้าไป ให้หนอนในระยะตัวอ่อนดูดพลังชีวิตจากเลือดเนื้อของพวกเธอ เพื่อวิวัฒนาการไปสู่ระยะเติบโต จะเติบโตได้ถึงขั้นไหนก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพของพวกเธอแล้ว..."

"แต่ฉันไม่มีปัญญาทำให้คนสลบหรอกนะ พวกเธอก็ทนๆ กันเอาเองก็แล้วกัน"

ฮั่วลั่วมองมีดสั้นที่เกอหลานดึงออกมาจากรองเท้าบูท กลิ่นเหงื่อเหม็นๆ ดูเหมือนจะยังลอยออกมาจางๆ อดที่จะหน้าซีดไม่ได้

"เธอแน่ใจนะว่าไม่ต้องฆ่าเชื้อก่อน? ฉันไม่อยากตายเพราะกระดูกสันหลังติดเชื้อฮ่องกงฟุตนะ..."

"ฆ่าเชื้อ? ฉันไม่เคยคิดจะใช้ยาพิษอยู่แล้ว" เห็นได้ชัดว่าเกอหลานยังไม่มีความรู้เรื่องเชื้อรา

ฮั่วลั่วถอนหายใจ รับมีดสั้นในมือเกอหลานมา เอาไปลนไฟอยู่หลายนาที แล้วก็เอเหล้าเตกีล่าของเธอราดซ้ำอีกสองรอบ ถึงได้ส่งคืนให้เธอ

"ลงมือเลย... ให้ลี่จือมาก่อน เบาๆ มือหน่อยนะ ฉันกลัวเจ็บ" ฮั่วลั่วคิดว่าคงเป็นการกรีดเนื้อแค่ตื้นๆ เท่านั้น

จนกระทั่งเขาเห็นเกอหลานให้ลี่จือไปกอดต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ใช้เชือกมัดเธอไว้แน่นกับต้นไม้ ยังยัดผ้าขี้ริ้วเข้าไปในปากเธออีก จากนั้นก็ใช้มีดสั้นกรีดผ่าเนื้อที่ต้นคอของเธออย่างลึก จนกระดูกสันหลังส่วนคอสีชมพูอ่อนโผล่ออกมา

"อ๊ากกกกกก..." ลี่จือร้องโหยหวนแทบขาดใจ

ฮั่วลั่วเผ่นไปแล้ว ด้วยความเร็วราวกับถูกรถถังไล่ข่มขืน

เจอผีหลอกชัดๆ!

ไม่เคยเห็นวิธีการปลูกถ่ายที่มันจะตายห่าขนาดนี้มาก่อน

หนอนปิศาจตามธรรมชาติสามารถชอนไชเข้าไปในผิวหนังเพื่ออาศัยอยู่ได้อย่างง่ายดาย ไม่เคยบ่นเรื่องสภาพแวดล้อม

แม่เจ้าโว้ย หนอนเทพที่ถูกทำให้เชื่องมาหลายร้อยปี ตกต่ำถึงขั้นต้องกรีดเนื้อจนถึงกระดูกสันหลังถึงจะยอมอาศัยอยู่เนี่ยนะ ไอ้หนอนขยะเอ๊ย!

"โย่ วิ่งเร็วเหมือนกันนี่?" ความเร็วของเกอหลานนั้นรวดเร็วอย่างยิ่ง กระโดดทีเดียวเป็นร้อยเมตร ยิ้มแสยะพลางยื่นมือใหญ่ออกไปคว้า คอของฮั่วลั่วถูกหิ้วเหมือนลูกเจี๊ยบ ถูกจับลากกลับมาที่ฐานทัพของพวกเขา

"...ทำให้ฉันสลบไปเลยไม่ได้เหรอ ฉันไม่อยากทรมานแบบนี้" ฮั่วลั่วมองลี่จือที่ถูกมัดอยู่กับต้นไม้ เจ็บปวดจนต้องเอาหัวโขกต้นไม้ ก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ

"อย่าคิดเลย สลบไปก็ต้องเจ็บจนตื่นอยู่ดี เปลืองตัวเจ็บซ้ำสอง อย่าทำตัวเป็นตุ๊ดเฒ่าไปหน่อยเลย ผู้ชายเจ็บแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว" เกอหลานกดฮั่วลั่วลงกับต้นไม้อย่างไม่สบอารมณ์ ใช้เชือกมัดให้แน่น

"เบา... อ๊ากกกกก!!!"

"แหกปากหาแม่แกเหรอ! ฉันเนี่ยขึ้นชื่อเรื่องมือเบา กรีดคอมานับไม่ถ้วน ไม่เคยมีใครบ่นสักคำ" เกอหลานชักมีดกรีดลงไปอย่างรวดเร็ว กรีดแผลลึกจนเห็นกระดูกที่ต้นคอของฮั่วลั่ว แล้วโยนหนอนอากาศเข้าไป ใช้ผ้าพันแผลพันไว้อย่างลวกๆ

"เชี่ยเอ๊ย!!!" ฮั่วลั่วเจ็บจนแทบจะทนไม่ไหว ต้องกัดเปลือกไม้ ส่วนลี่จือที่อยู่ข้างๆ เริ่มกัดไปแล้ว

"แผลแค่นี้ แหกปากยังกะตุ๊ดโดนรุมโทรม ฟังแล้วน่ารำคาญ" เกอหลานเดินกลับเข้าบ้านไปดื่มเหล้า ปล่อยให้คนสองคนที่ถูกเชือกมัดไว้ร้องโหยหวนกันต่อไป

นอกจากความเจ็บปวดสุดขีดแล้ว ความรู้สึกของหนอนที่กำลังเลื้อยอยู่ในเนื้อบริเวณคอ และหนวดที่แผ่ขยายไปตามกระดูกสันหลังทั่วทั้งร่างกาย ความเจ็บปวดราวกับเข็มทิ่มเส้นประสาท ราวกับว่าหนอนอากาศกำลังใช้หนวดที่บอบบางของมันฝังตัวเข้าไปในเส้นประสาทและหลอดเลือดทั่วทั้งร่างกาย

กระบวนการทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลา 24-48 ชั่วโมงถึงจะเสร็จสมบูรณ์ ระหว่างนี้ หนอนจะดูดซับสารอาหารจากโฮสต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการวิวัฒนาการจากระยะตัวอ่อนไปสู่ระยะเติบโต หากศักยภาพพลังชีวิตของโฮสต์ไม่เพียงพอ ก็อาจจะไปหยุดอยู่ที่ระยะเติบโตขั้นกลาง หนวดแผ่ขยายไปได้แค่ครึ่งตัวบนเท่านั้น

เกอหลานเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนที่จะมาใส่ใจอะไรขนาดนั้น ระหว่างนั้น แค่แวะมาป้อนข้าวป้อนน้ำให้เท่านั้น ของที่กินก็เป็นน้ำตาลก้อนสี่เหลี่ยมสีแดงที่ดูเหมือนน้ำตาลแดงกวน กินเข้าไปมีแต่กลิ่นสนิมเหล็ก

แต่ที่แปลกก็คือ ความเจ็บปวดของลี่จือดำเนินไปสิบกว่าชั่วโมงแล้ว อ่อนแวจนไม่มีแรงดิ้นรน ทำได้แค่พิงต้นไม้พึมพำเสียงแผ่ว: "หิว... หิวจัง..."

แต่ความเจ็บปวดของฮั่วลั่วกลับสิ้นสุดลงแล้ว เขารู้สึกแค่คันๆ อยู่ข้างใน ไม่ได้เจ็บปวดเป็นพิเศษ...

ตอนนี้ควรจะแกล้งร้องโหยหวนสักสองสามแอะ เหมือนพวกร้านนวดที่แกล้งทำเป็นถึงจุดสุดยอดรึเปล่านะ?

เขารู้เหตุผลดี ว่าเป็นเพราะเขากินผลึกเลือดของอาเป้ยซือมาตั้งแต่เด็ก ก็คืออมยิ้มผลึกเลือดแท่งนั้น นี่คือแก่นแท้ของเลือดที่เธอสกัดออกมาหลังจากการล่าเหยื่อ ค่าสถานะพื้นฐานทางร่างกายของเขาจึงสูงเกินกว่าคนธรรมดาไปนานแล้ว

และก็เพราะเหตุนี้ เส้นทางการวิวัฒนาการของหนอนอากาศจึงง่ายดายกว่าของลี่จือมาก เพียงแค่สิบชั่วโมง หนวดของหนอนอากาศก็แผ่ขยายไปทั่วร่างกาย เสร็จสิ้นการฝังตัวโดยสมบูรณ์

หนอนเทพอากาศที่ถูกทำให้เชื่อง ดูดซับพลังงานเลือดเนื้ออันอุดมสมบูรณ์ในร่างกายของโฮสต์อย่างเกียจคร้าน ไม่มีความคิดที่จะกินสมองของโฮสต์เลยแม้แต่น้อย จนไปถึง "ระยะเติบโตขั้นปลาย" ได้สำเร็จ พร้อมที่จะทะลวงสู่ขั้นต่อไป หรือก็คือระยะโตเต็มวัยได้ทุกเมื่อ

แต่ว่าตอนนี้... ก็แกล้งร้องโหยหวนเป็นเพื่อนลี่จือไปก่อนก็แล้วกัน

เป็นอย่างนี้ ทั้งสองคนก็ร้องครวญครางกันอยู่ทั้งคืน จนกระทั่งการปลูกถ่ายของลี่จือเสร็จสิ้นเช่นกัน บาดแผลที่ด้านหลังคอก็สมานตัว เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ เท่านั้น

"ยินดีต้อนรับสู่การเป็นมนุษย์ปรสิตผู้ห่วยแตก... มา เพื่อฉลองการเติบโตของพวกเธอ ชิมอาหารเลิศรสที่ฉันเตรียมไว้ให้หน่อย" เกอหลานเปิดผ้าคลุมโต๊ะออกอย่างสง่างาม เผยให้เห็นหมูหันย่างสุดประณีตหนึ่งจาน

"อ๊า! อ๊า! อ๊า! ฉันจะบ้าตายเพราะความหิวแล้ว!" ลี่จือพุ่งเข้าไปที่โต๊ะเหมือนคนบ้า สองตาแดงก่ำ กระโจนขึ้นไปบนโต๊ะ คว้าหมูหันขึ้นมากัดแทะอย่างบ้าคลั่ง

ทว่า ปกติแล้วอาหารประเภทเนื้อที่ทำให้ลี่จือฟินจนหน้าแดงได้แบบนี้ เธอกลืนเข้าไปได้แค่สองคำ ก็พลันเบิกตากว้าง สำลักออกมา "แค่กๆๆ"

"อ้วก... ไม่อร่อยเลย! นี่มันเนื้อหมูปลอมรึเปล่าเนี่ย?!"

"ปกติขนาดขี้วัวยังเคี้ยวได้ตั้งสองคำ หมูหันที่ต่อให้ทำห่วยแค่ไหนก็ยังอร่อยไม่ใช่เหรอ?" ฮั่วลั่วหยิบเนื้อหมูชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างแปลกใจ ใส่เข้าไปในปากเคี้ยวๆ ดู

อืม...

สัมผัสก็ใช่ กรอบๆ นุ่มๆ รสชาติก็ใช่ เค็มกำลังดี

แต่ว่า...

ต่อมรับรสกลับบอกเขาว่า อาหารชนิดนี้มันไม่ใช่

ก็เหมือนกับที่คนไม่ควรกินหญ้า ต่อให้เป็นยอดอัลฟัลฟ่าที่อ่อนนุ่มและน่ากินแค่ไหน รสสัมผัสและรสชาติจะดีเพียงใด นั่นก็เป็นของที่วัวกิน ไม่ใช่ของมนุษย์

เกอหลานกอดอก มองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนของทั้งสองคนอย่างสนใจ: "นี่คือบทเรียนแรกของมนุษย์ปรสิต... การกิน"

"ทันทีที่ถูกหนอนฝังตัว ลิ้นของเธอก็จะถูกควบคุมโดยจิตใต้สำนึกของหนอน จะไม่รู้สึกว่าอาหารปรุงสุก ผัก และผลไม้ อร่อยอีกต่อไป แต่จะหันไปอยากกินเนื้อดิบแทน"

พูดจบ เธอก็เปิดผ้าคลุมโต๊ะอีกผืนหนึ่งออก ข้างในเต็มไปด้วยเนื้อวัวดิบสีแดงสด

ดวงตาของลี่จือแดงก่ำ พุ่งตรงไปที่โต๊ะ คว้าเนื้อดิบที่ยังชุ่มเลือดชิ้นหนึ่งขึ้นมา กัดแทะเคี้ยวอย่างบ้าคลั่ง

ฮั่วลั่วก็หยิบเนื้อชิ้นเล็กๆ ยัดเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ ครั้งนี้รสชาติถูกต้องแล้ว เป็นอาหารที่ร่างกายต้องการ แต่เมื่อเทียบกับผลึกเลือดของอาเป้ยซือแล้ว ยังห่างชั้นกันเกินไป

อันหนึ่งเหมือนกับการแทะยายแก่ที่แห้งเหี่ยว อันหนึ่งเหมือนกับการค่อยๆ ลิ้มรสผิวที่อ่อนนุ่มของโลลิตัวน้อย...

อืม... ช่างเป็นการเปรียบเปรยที่แปลกประหลาด

"แต่ว่า หนอนเทพที่ถูกทำให้เชื่อง ก็ยังดีกว่าหนอนปิศาจตามธรรมชาติอยู่มาก ความอยากกินเนื้อดิบก็ไม่ได้รุนแรงเท่าพวกผู้แฝงกาย ความหิวโหยของไอ้พวกสัตว์ประหลาดนั่นต่างหากที่เรียกว่าความทรมาน เนื้อสุกที่กินเข้าไปในท้อง สามารถอ้วกออกมาได้ทันทีเลย" เกอหลานสูดจมูกอย่างดูถูก หยิบหมูหันย่างชิ้นหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวๆ

"ถึงแม้ว่าพวกเราจะรู้สึกว่าของพวกนี้ไม่อร่อย แต่มันก็เหมือนกับการกินหญ้า ถ้าฝืนกินก็ยังพอกินได้ ร่างกายก็สามารถดูดซับสารอาหารได้ เพียงแต่ไม่สามารถให้ [ธาตุ] ที่จำเป็นต่อการวิวัฒนาการของร่างกายได้เท่านั้นเอง"

ฮั่วลั่วเข้าใจ การวิวัฒนาการของหนอน ต้องการการดูดซับชีวมวลที่สดใหม่ แต่เนื้อที่ปรุงสุกแล้ว สายใยยีนส์ก็ถูกทำลายไปแล้ว ไม่สามารถดูดซับได้ ทำได้แค่เปลี่ยนเป็นพลังงานพื้นฐานเท่านั้น

"งั้น... พวกเราต้องกินเนื้อดิบตลอดไปเหรอ?" ลี่จือเริ่มกังวล ต้องรู้ด้วยว่าประเทศนี้ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงยักษ์ พื้นที่ทุกตารางนิ้วมีค่าดั่งทองคำ เนื้อสัตว์นั้นราคาแพงมาก

"ถ้าเธอเป็นอัศวินที่มีสังกัด ศาสนจักรก็จะจัดหายันต์วิเศษบางอย่างให้ ก็คือไอ้ที่ฉันให้พวกเธอกินตอนที่วิวัฒนาการนั่นแหละ" พูดจบ เกอหลานก็หยิบขวดแก้วที่บรรจุสารละลายสีแดงสดสองขวด และน้ำตาลก้อนนุ่มๆ ที่ยังไม่ได้บรรจุหีบห่อออกมา

"ยาอายุวัฒนะ คือของอย่างเดียวกัน แค่ทำให้อยู่ในรูปของแข็ง เพื่อให้ขนส่งและเก็บรักษาได้สะดวก"

"ดื่มเข้าไปแล้วสามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้ แล้วก็ยังให้พลังงานในการวิวัฒนาการของเราได้ด้วย"

ลี่จือมองตาเป็นมัน อยากจะหยิบมาสักก้อน แต่ก็โดนเกอหลานตบมือดัง "เพี๊ยะ"

"เธอบอกว่าต้องเป็นอัศวินที่มีสังกัดถึงจะได้...? งั้นพวกเราล่ะ?" ฮั่วลั่วรู้สึกเหมือนโดนหลอก

"ตอนแรกนึกว่าบาทหลวงจะให้สังกัดพวกเธอ... แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว... ไอ้เฒ่าหัวงูเอ๊ย! ไว้เดี๋ยวฉันจะซัดมันสักที!" เกอหลานกำหมัดแน่น พูดต่ออย่างดุร้าย: "แต่ฉันก็มีเพื่อนในศาสนจักรเยอะแยะ สามารถใช้เหรียญทองซื้อได้โดยตรง... ก็แค่แพงหน่อยเท่านั้นแหละ"

พูดจบก็ด่าทอต่อไปอีก: "หลายปีมานี้ ยาอายุวัฒนะมันยิ่งจางลงเรื่อยๆ ไอ้พวกนักเล่นแร่แปรธาตุของศาสนจักร เริ่มผสมน้ำลงในยาแล้วรึไง?"

ฮั่วลั่วไม่ใส่ใจอยู่แล้ว ยังไงซะ ผลึกเลือดของอาเป้ยซือก็แข็งแกร่งกว่าไอ้ยาอายุวัฒนะที่ว่านี่ตั้งเยอะ

แต่ว่า ผลึกเลือดของอาเป้ยซือ คือการตกผลึกแก่นแท้ของเลือดเนื้อหลังจากที่กินคนเข้าไป

แล้วยาอายุวัฒนะของศาสนจักรล่ะ ทำมาจากอะไร?

"นอกจากยาอายุวัฒนะแล้ว พวกเรายังต้องกินยันต์วิเศษอย่างอื่นอีก"

"อย่างเช่นหนอนดินของเรา ต้องกินยาเม็ดที่สกัดมาจากแร่ธาตุหายาก ถึงจะทำให้สมรรถภาพร่างกายแข็งแกร่งขึ้นได้!" เกอหลานยื่นแขนออกมา เร่งพลังจนสุด ผิวหนังก็ปรากฏสีเหมือนโลหะขึ้นมา

"กิน... กินดิน!" ลี่จือเบิกตากว้าง ท่าทางไม่อยากจะเชื่อ: "กินเนื้อแล้ว ทำไมยังต้องกินดินอีก!"

"ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าฉันรับเอาคนปัญญาอ่อนมารึเปล่า..." เกอหลานกุมขมับ

"เนื้อเป็นอาหารหลัก เหมือนมันฝรั่ง ข้าวโพด ให้สารอาหารพื้นฐาน ยันต์วิเศษแร่ธาตุเป็นผักผลไม้ ให้ธาตุหายากที่จำเป็นต่อร่างกาย... มันเป็นแบบนี้รึเปล่า?" ฮั่วลั่วคิดแบบนี้

"ฟังไม่เข้าใจ" เกอหลานก็เป็นคนโง่เหมือนกัน

หรือควรจะพูดว่า ทั้งโลกนี้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตในระดับที่ต่ำมาก อยู่ในยุคที่แม้แต่หมอก็ยังหลงใหลในการบำบัดด้วยการถ่ายเลือด

"ไม่สนแล้ว พวกเธอจะกินดินก็กินไป ยังไงซะ ฉันก็แค่สูดลมเหนือก็พอแล้ว" ฮั่วลั่วขึ้นไปนอนสูดลมบนหลังคาบ้าน

ซู้ด~...

จบบทที่ บทที่ 10 - อัศวินสูดลมเหนือ

คัดลอกลิงก์แล้ว