- หน้าแรก
- มหานครอสูรวิกาล
- บทที่ 8 - อัศวินศาสนจักร
บทที่ 8 - อัศวินศาสนจักร
บทที่ 8 - อัศวินศาสนจักร
บทที่ 8 - อัศวินศาสนจักร
กลางดึก เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฮั่วลั่วนอนอยู่บนหลังคาที่ผุพังเป็นเวลานาน "จันทราใบ้" สีเขียวอ่อนลอยโดดเดี่ยวอยู่บนท้องฟ้า จ้องมองทุกสรรพสิ่งอยู่เงียบๆ เมฆหมอกสีดำทะมึนที่จับตัวกันหนาทึบมานานหลายร้อยปี บดบังยิ่งกว่ามลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมในชาติก่อนของเขาเสียอีก มันบดบังดวงดาวทั้งหมด ทำให้ผู้คนในโลกนี้ ไม่รู้จักเลยว่า "ทางช้างเผือก" คืออะไร
อาเป้ยซือนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงอย่างหมดสภาพ ที่มุมปากยังมีคราบเลือดติดอยู่จางๆ
ฮั่วลั่วเช็ดเศษอาหารที่มุมปากของอาเป้ยซือออก ในฐานะ "แม่" ในนาม ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มไม่ชัดเจนแล้วว่า ตกลงเป็นเขาที่ดูแลเธอ หรือเธอที่ดูแลเขากันแน่
การกินคน สำหรับมนุษย์แล้ว ถือเป็นพฤติกรรมที่ชั่วร้ายอย่างที่สุด แม้แต่การเผาทั้งเป็นของศาลไคฟงก็ยังไม่อาจชำระล้างบาปนี้ได้
แต่ ก็เหมือนกับที่มนุษย์สามารถบดขยี้แมลงสักตัวได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล
[หนอน] ก็ย่อมสามารถกินคนได้เช่นกัน สำหรับพวกมันแล้ว นี่ก็คือ "กฎของธรรมชาติ" เช่นเดียวกัน
ฮั่วลั่วจะเลือกยืนหยัดอยู่บนศีลธรรมฝั่งไหน?
เขาไม่เลือกมนุษย์ เพราะในโลกนี้ เขาไม่เคยเจอคนดีที่เขายอมรับได้เลยแม้แต่คนเดียว
เขาก็ไม่เลือก [หนอน] เหมือนกัน เพราะ [หนอน] ไม่มีตรรกะอะไรให้พูดถึงเลย
ไม่ใช่เพราะเขารู้สึกผิดชอบชั่วดีอะไร เขาแค่ขี้เกียจเลือก
สรุปก็คือ เขากต้องปกป้องอาเป้ยซือ
"ลั่วลั่วตัวน้อย... ชอบจัง..." อาเป้ยซือละเมอออกมา
...
วันต่อมา ณ ป้อมทหารยามร้างใกล้กับป่าในเขตซีเวย่า ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยเศษไม้ที่ใกล้จะผุพัง หอกที่วางอยู่บนราวอาวุธ ไม่ต้องออกแรงก็สามารถหักเป็นสองท่อนได้ เอาไปทำฟืนยังกลัวว่าไฟจะไม่แรงพอ
ที่นี่คือฐานฝึกที่เกอหลานไปขอมาจากกรมความปลอดภัย
เจ๊อกตู้มคนนั้นมารออยู่ที่นี่นานแล้ว นั่งไขว่ห้าง สูบบุหรี่มวนบางอย่างสง่างาม
"นึกไม่ถึงว่าพวกเธอจะไม่กลัวจนหัวหดหนีไปซะก่อน ดูท่าคงตัดสินใจจะเข้าร่วมทีมคนเฝ้ายามราตรีของฉันแล้วสินะ... บอกเหตุผลมาสิ"
"ฉัน... ฉัน... ฉันว่าตามเธอแล้วมีเนื้อกิน!" ลี่จือพยายามยืดอกที่ไม่ค่อยจะมีนัก พูดให้ดูมีพลัง
"ก็พอฟังขึ้นเป็นเหตุผลนะ แล้วนายล่ะ ไอ้หนูขี้เกียจ" เกอหลานเคาะขี้เถ้าบุหรี่ แล้วปรายตามาทางฮั่วลั่ว
"ฉันชอบผู้หญิงหน้าอกใหญ่ ก่อนที่จะเจอคนที่ใหญ่กว่าเธอ ก็ขอตามเธอไปก่อนก็แล้วกัน" ฮั่วลั่วเสแสร้งหาเหตุผลที่ตรงข้ามกับใจจริง
"เหอะ... ตามสบาย" เกอหลานไม่สนใจคำพูดของฮั่วลั่วเลยแม้แต่น้อย เธอนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หวายต่อ
"ตอนนี้พวกเธอก็รู้แล้วว่าศัตรูของเราคือใคร พวกผู้แฝงกายที่ถูกหนอนสิงร่าง... งั้นลองพูดมาสิ พวกเธอคิดว่าปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุดในการฆ่าผู้แฝงกายคืออะไร?"
"กินข้าวให้อิ่ม! กินอิ่มถึงจะมีแรงสู้!" ลี่จือตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
เกอหลานขี้เกียจจะสนใจลี่จือ หันไปมองฮั่วลั่ว
"ก็ต้องสู้ผู้แฝงกายให้ชนะ" ฮั่วลั่วตอบอย่างเกียจคร้าน
"ถูก การจะฆ่าผู้แฝงกาย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องสู้พวกมันให้ชนะ แล้ว... ต้องทำยังไงถึงจะสู้พวกมันให้ชนะ?" เกอหลานเคาะขี้เถ้าบุหรี่ถามต่อ
"ก็... กินข้าวให้อิ่ม!" ลี่จือยืนอกอย่างมั่นคง
"ก็ต้องเก่งขึ้น" ฮั่วลั่วกลอกตา
"ดีมาก แล้วทำยังไงถึงจะเก่งขึ้น?"
"กินข้าวให้อิ่ม!" ลี่จือยังคงยืนกรานในคำตอบของตัวเอง
"ยังไงก็คงไม่ใช่การวิดพื้นวันละ 100 ครั้ง ซิตอัปวันละ 100 ครั้ง สควอชวันละ 100 ครั้ง แล้วก็วิ่งวันละ 10 กิโลเมตรหรอก" ฮั่วลั่วตอบอย่างเนือยๆ
ความแตกต่างของพละกำลังระหว่างมนุษย์กับผู้แฝงกาย ไม่ใช่สิ่งที่การฝึกฝนร่างกายธรรมดาๆ จะมาทดแทนได้ ร่างกายของเขาที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ ก็เพราะได้ดูด "อมยิ้มผลึกเลือด" ของอาเป้ยซือมาตั้งแต่เด็ก
รอยยิ้มของเกอหลานเริ่มดูประหลาด เธอลุกขึ้นยืน โยนก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้: "ดูให้ดี อย่ากลัวจนฉี่ราดล่ะ"
พูดจบเธอก็กำหมัดแน่น ตะโกนลั่น เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนขึ้นมา เสื้อกล้ามที่สวมอยู่หลวมๆ พลันขยายจนตึงเปรี๊ยะ รูปร่างของเธอขยายใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกัน ผิวหนังของเธอก็ราวกับมีหนวดระยางนับไม่ถ้วนเลื้อยไปมา สานทอเข้าด้วยกัน ทำให้กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างของเธอกลายเป็นสีทองแดงราวกับเหล็กกล้า
นี่มันหญิงสาวกล้ามปีศาจชัดๆ!
ฮั่วลั่วรู้สึกว่าเขาอาจจะปากดีเร็วไปหน่อย บางทีในโลกนี้อาจจะไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ "บึ้ก" ไปกว่าเธออีกแล้วก็ได้
ลี่จือยิ่งเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง มองอย่างไม่อยากจะเชื่อ: "กล้ามใหญ่ขนาดนี้ มื้อนึงจะกินข้าวกี่ชามกันเนี่ย!"
"มา ซัดฉัน!" หลังจากแปลงร่างเสร็จ แม้แต่เสียงที่เคยอ่อนระโหยของเกอหลานก็ยังหยาบกระด้างขึ้น
ฮั่วลั่วไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินไปที่ราวอาวุธในป้อม เลือกหอกเล่มที่ดูยังสมบูรณ์ที่สุดออกมา ถือมั่นแล้วพุ่งเข้าใส่เกอหลาน ปลายหอกที่แหลมคมพุ่งตรงไปยังลำคอของเธอ
เป๊าะ...
เสียงแตกหักดังขึ้นหลายครั้ง
ด้ามหอกไม้ที่ผุพังอยู่แล้วหักสะบั้นเป็นท่อนๆ ถ้าฮั่วลั่วไม่รีบปล่อยมือทันทีละก็ เกือบจะโดนเศษไม้ที่กระเด็นกลับมาทิ่มหน้าเอาแล้ว
ส่วนเกอหลานที่ถูกโจมตี ผิวหนังบริเวณนั้นไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนสีขาวให้เห็นเลยด้วยซ้ำ
"สุดยอด..." ลี่จือตาโต ร้องออกมาอย่างตกตะลึง
"ยังมีสุดยอดกว่านี้อีก" เกอหลานก้าวเดินด้วยร่างที่บึกบึน ไปหยุดอยู่ข้างก้อนหินยักษ์ก้อนหนึ่ง สองมือโอบรอบก้อนหินไว้แน่น คำรามลั่นในลำคอ กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งจนเห็นได้ชัด
"อ๊ากกกก..."
ก้อนหินยักษ์ที่ครึ่งหนึ่งจมอยู่ในดิน ถูกดึงขึ้นมาทั้งก้อน ดินสีดำร่วงกราวลงมา ไส้เดือนนับไม่ถ้วนบิดตัวไปมา
ตูม!!!
ก้อนหินถูกเกอหลานขว้างออกไป ตกลงไปในป่าอย่างแรง กลิ้งต่อไปอีกไกล ทับต้นสนขนาดเท่าปากชามล้มไปสิบกว่าต้น
"แรงเยอะขนาดนี้ วันนึงจะแบกหมูได้กี่ตัวกันนะ..." ลี่จือพึมพำออกมาอย่างเหม่อลอย ในฐานะที่เกิดมาในตระกูลคนขายเนื้อ ในหัวของเธอก็มีแต่เรื่องแบกหมู สับเนื้อพวกนี้แหละ
"บ้าเอ๊ย ไม่ได้ออกแรงเต็มที่นาน โคตรเหนื่อย..." เกอหลานพ่นลมหายใจออก ร่างกายก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม เสื้อกล้ามผ้าลินินที่แทบจะไม่ยืดหยุ่นอยู่แล้ว ยิ่งถูกขยายจนหลวมโพรกเข้าไปอีก ตอนที่เธอยกขวดเหล้าขึ้นมากรอกปาก ก็ยิ่งเผยให้เห็นสัดส่วนจนแทบจะหมดเปลือก
"นี่คือพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เทพีประทานให้กับอัศวินศาสนจักรเหรอ?" ฮั่วลั่วเคยได้ยินมานานแล้วว่า อัศวินศาสนจักรมีพลังที่เหนือมนุษย์ ซึ่งได้รับประทานมาจากเทพีโดยตรง
เกอหลานเลียหยดเหล้าที่มุมปาก เผยรอยยิ้มเยาะเล็กน้อย ยักคิ้วอย่างมีเลศนัย: "นายอยากฟังเรื่องจริง หรือเรื่องโกหกล่ะ?"
"เรื่องจริง เรื่องโกหก?" ฮั่วลั่วฉงน
เกอหลานปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึม: "เรื่องโกหกก็คือ พวกเราศรัทธาในองค์เทพีแห่งกำแพงอย่างสูงสุด ด้วยความจงรักภักดีและความกล้าหาญที่ไร้ความกลัว แลกมาซึ่งพลังในการปกป้องมนุษยชาติและขับไล่ความมืด"
"แล้วเรื่องจริงล่ะ?" ฮั่วลั่วอยากรู้มาก
เขาเองก็เคยอยากจะเป็นอัศวินศาสนจักร เพื่อที่จะได้พลังพิเศษมาครอง
เกอหลานแกล้งทำหน้าสยองขวัญ ยิ้มออกมา แล้วยกนิ้วโป้งชี้ไปที่ท้ายทอยของตัวเอง: "หนอน... มันก็คือหนอน"
ฮั่วลั่วแทบไม่เชื่อหูตัวเอง: "เธอหมายความว่า..."
"ใช่แล้ว ในร่างของอัศวินศาสนจักรก็มีหนอนอยู่เหมือนกัน พลังของพวกเราก็มาจากไอ้พวกหนอนบ้าๆ นั่นแหละ!"
"น่าตลกไหมล่ะ? พวกเราที่สาบานว่าจะกำจัดผู้แฝงกายให้สิ้นซาก พวกเราที่สาบานว่าจะฆ่าหนอนปิศาจให้หมด ใครจะไปคิดว่า ตัวพวกเราเองก็ต้องพึ่งพาพลังของหนอนในการต่อสู้เหมือนกัน!" เกอหลานพูดด้วยสีหน้าเยาะเย้ยตัวเอง
"ง... งั้นเธอก็... กินคนด้วยน่ะสิ...!" ลี่จือถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว
"คงไม่กินมั้ง..." ฮั่วลั่วโดนสายตาเย็นชาของเกอหลานจ้องกลับ ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบเหมือนกัน
"ไม่กินแน่นอน ถึงแม้ว่าบางครั้งจะมีความอยากอาหารขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้รุนแรง" เกอหลานยิ้มเยาะ: "ถึงแม้ว่าในร่างกายของพวกเรากับพวกผู้แฝงกายจะมีหนอนอยู่เหมือนกัน แต่สมองของพวกเราไม่ได้ถูกกิน ยังคงรักษาจิตสำนึกของตัวเองไว้ได้"
"ฟู่..." ลี่จือถอนหายใจอย่างโล่งอก
"ทำไมล่ะ? ทำไมคนธรรมดาที่โดนหนอนสิงร่างถึงกลายเป็นผู้แฝงกาย แต่อัศวินศาสนจักรกลับยังรักษาจิตสำนึกของตัวเองไว้ได้?" ฮั่วลั่วไม่เข้าใจ
"ฉันไม่อยากพูดมาก นี่เป็นหัวข้อต้องห้ามภายในของอัศวินศาสนจักร แต่ในเมื่อนายอุตส่าห์ตั้งใจถามมาขนาดนี้... ก็จะบอกให้ก็ได้"
"ห้าธาตุหลักที่ประกอบกันเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ของเทพีคืออะไรบ้าง?" เกอหลานถามอย่างจริงจัง
"ถุงน่องดำ..." ฮั่วลั่วรีบส่ายหน้า: "ไม่รู้สิ น่าจะเป็นพวก ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน อะไรพวกนั้นมั้ง"
"อะไรคือทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน พวกนายไปเรียนกันยังไงเนี่ย?" เกอหลานขมวดคิ้ว: "ดิน อากาศ น้ำ ไฟ แสงสว่าง ต่างหาก นี่คือห้าธาตุหลักของพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพี"
"ศาสนจักรได้ทำการฝึกฝนและศึกษาหนอนทั้งห้าธาตุนี้จนทะลุปรุโปร่งแล้ว แค่กินยารักษาโรคบางอย่างควบคู่กันไป ก็สามารถปลูกถ่ายหนอนเข้าไปได้ โดยที่ยังรักษาจิตสำนึกของตัวเองไว้ได้"
"ยังต้องกินยาตามกำหนดเวลาด้วยเหรอ? ยุ่งยากชะมัด..." ฮั่วลั่วรู้สึกหมดความสนใจขึ้นมาทันที: "ฉันเดาว่ายาพวกนี้คงถูกควบคุมการจ่ายอย่างเข้มงวดแน่ๆ"
"แล้วยาพวกนั้น... รสชาติเป็นยังไงเหรอ?" ลี่จือนี่ขนาดเหยียบขี้หมายังต้องขอลองชิมรสเค็มเลยรึไง
"เหอะ ก็ศาสนจักรชอบใช้วิธีการสกปรกๆ แบบนี้แหละ ควบคุมความถี่ในการจ่ายยา เพื่อที่จะได้ควบคุมอัศวินศาสนจักรทั้งหมดไว้ในกำมือ" เกอหลานแค่นเสียงอย่างดูแคลน
"ศาสนจักรมีคนทรยศอย่างเธออยู่ด้วยนี่ โชคดีจริงๆ..." ฮั่วลั่วปรือตามอง
"เพราะงั้น ฉันถึงได้เลือกที่จะลาออกมาไง ใช้วิธีการของตัวเองในการกำจัดหนอน" เกอหลานยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
"แล้วพวกเราจะไปหาหนอนของตัวเองมาจากไหนล่ะ?" ฮั่วลั่วเข้าใจความตั้งใจของเกอหลานแล้ว
"อย่าลืมสิว่า อัศวินเฝ้ายามราตรี คือหน่วยรบพิเศษที่บาทหลวงอนุมัติด้วยตัวเอง พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นั่น ก็มีส่วนของพวกเราอยู่ด้วย"
เกอหลานยกยิ้มมุมปาก