- หน้าแรก
- มหานครอสูรวิกาล
- บทที่ 6 - อาชีพใหม่?
บทที่ 6 - อาชีพใหม่?
บทที่ 6 - อาชีพใหม่?
บทที่ 6 - อาชีพใหม่?
[เรื่องวันนี้ผัดได้ก็ผัดไป เรื่องพรุ่งนี้ค่อยว่ากันพรุ่งนี้]
ฮั่วลั่วกำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนหลังคาบ้าน นี่ก็เป็นอีกวันที่แสนจะธรรมดาและน่าเบื่อ
บุรุษไปรษณีย์ที่จำเป็นต้องมีในทุกเขต ดูจะทุ่มเทกับหน้าที่การงานเป็นอย่างยิ่ง พยายามจนหา "ร้านตัดเสื้ออาเป้ยซือ" ในเขตย่าเติ้งที่วกวนราวกับเขาวงกตนี้จนเจอ
"หา... หายากเกืนไปแล้ว ฮั่วลั่วอยู่ไหม? มีจดหมายจากศาลากลาง น่าจะเป็นการจัดสรรอาชีพหลังเรียนจบของคุณ!" พนักงานส่งของที่วิ่งมาจนหอบแฮ่ก ตะโกนพลางชูม้วนหนังแกะที่ประทับตราด้วยขี้ผึ้งสีแดงสองม้วนขึ้น
"วาง... ไว้... ตรงนั้นแหละ..." ฮั่วลั่วโยนเหรียญเงินเหรียญหนึ่งลงไปอย่างเกียจคร้าน
ปกติแล้ว งานส่งจดหมายแบบนี้ ค่าจ้างแค่ 5 เหรียญทองแดงก็พอแล้ว และอัตราแลกเปลี่ยนตอนนี้คือ 1 เหรียญทอง เท่ากับ 20 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญเงิน เท่ากับ 12 เหรียญทองแดง
นี่ไม่ใช่เพราะธรรมเนียมการให้เงินนำโชคเนื่องในโอกาสได้จัดสรรอาชีพใหม่
และก็ไม่ใช่เพราะคิดว่าบ้านของตัวเองหายาก เลยให้ทิปพนักงานส่งของ
แต่เป็นเพราะเขาขี้เกียจจะนับเหรียญทองแดง 5 เหรียญออกมาเท่านั้นเอง
พนักงานหนุ่มรับเหรียญเงินไปอย่างลิงโลด ปากก็หวานขึ้นมาทันที เปลี่ยนมาใช้คำยกย่อง: "คุณชายน้อย ไม่เปิดดูหน่อยเหรอครับ ว่าได้จัดสรรไปทำอาชีพอะไร? ลูกสาวร้านขายเนื้อคนนั้น ถูกจัดสรรให้ไปเป็นทหารประจำการกำแพงนอก ตอนนี้กำลังโดนพ่อเธอไล่สับอยู่เลย"
"ไม่เปิด... ขี้เกียจเปิด..." ฮั่วลั่วหาว
อาชีพทหารประจำการกำแพงนอกนี่พูดได้เลยว่าเป็นงานที่ลำบากสุดๆ นอกกำแพงยักษ์ออกไปก็มีแต่ป่าทึบไม่ก็หมอกหนา หลายเดือนกว่าจะได้เจอหน้าใหม่ๆ สักคน ไปประจำการทีก็ครึ่งปี
นี่เป็นแค่ปัญหาเล็กน้อย ที่สำคัญที่สุดคือ... ไม่มีช่องทางให้กอบโกยเลยสักนิด
จะไปสู้กองกำลังรักษาการณ์ประจำเขตได้ยังไง รีดไถข่มเหงชาวบ้าน ยื่นมือไปทีก็ได้มาเต็มไม้เต็มมือ
น่าสงสารลี่จือ พ่อค้าเนื้อของเธออุตส่าห์ทุ่มหมดหน้าตักส่งเธอเข้าเรียนในสถาบันของศาสนจักร ก็เพื่อหวังว่าเธอจะได้รับตำแหน่งข้าราชการเล็กๆ สักตำแหน่งกลับมา ช่วยปกป้องเขาจากพวกเก็บภาษีหน้าเลือด
ตอนนี้ ได้ตำแหน่งทหารประจำการกำแพงนอกมาแบบนี้ เกรงว่าคงจะได้สัมผัสกับคำว่า "ความรักของพ่อดั่งภูผาถล่ม" ของจริงแล้วล่ะ
ฮั่วลั่วไม่สนใจว่าตัวเองจะได้อาชีพอะไร ยังไงซะ ไม่ว่าอาชีพไหนเขาก็มีวิธีที่จะ "ปล่อยจอย" ได้ทั้งนั้น
ยังดีที่อาเป้ยซือเดินมาเปิดม้วนหนังแกะของฮั่วลั่ว เธอไม่อยากให้ฮั่วลั่วถูกส่งไปไกล จนไม่ได้เจอลูกรัก
ฉบับหนึ่งคือใบรับรองการจบการศึกษาจากสถาบันศาสนจักรแห่งซีเวย่า นี่ไม่เกี่ยวกับผลสอบปลายภาค แต่เป็นการบันทึกสถานะโดยทั่วไป ประเมินโดยภาพรวมจากอาจารย์ผู้สอนในแต่ละวิชา
"เทววิทยา: F ว้าว! ลั่วลั่วเก่งที่สุด!"
"ประวัติศาสตร์: F ลั่วลั่วเก่งที่สุด!"
"คณิตศาสตร์: F ลั่วลั่วเก่งที่สุด!"
"กวีนิพนธ์: F ลั่วลั่วเก่งที่สุดเลย!"
"การขี่ม้า: F ลั่วลั่วเก่งที่สุดเลย!"
"วิชาดาบ: F..."
...
"ก็งั้นๆ แหละ..." ฮั่วลั่วถ่อมตัวอย่างมาก
วิชาอื่นเขายอมรับตามตรงได้ แต่มีวิชาหนึ่งที่ต้องขอชี้แจง ในยุคสมัยที่การคำนวณยังต้องใช้นิ้วมือนับ แค่เรียนรู้การคูณเลขหลักร้อยได้ก็สามารถรับตำแหน่งเสนาบดีคลังได้แล้ว ฮั่วลั่วไม่มีทางได้ F ในวิชาคณิตศาสตร์แน่นอน
แค่ขี้เกียจไปสอบเท่านั้นเอง...
เมื่ออาเป้ยซือฉีกเปิดม้วนหนังแกะอีกฉบับที่ส่งมาจากศาลากลาง
"เอ๋?"
"เอ๋!"
"เอ๋!!!"
เสียงของอาเป้ยซือเริ่มตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆ หัวของเธอแตกออกเป็นสามแฉก หนวดระยางโบกสะบัดไปมาอย่างตกตะลึง
"เป็นอะไรไป?" โดนอาเป้ยซือแหกปากใส่แบบนั้น ความอยากรู้อยากเห็นอันน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่ของฮั่วลั่วก็ถูกปลุกขึ้นมาจนได้
"ลั่วลั่วของฉัน... จะต้องมาฆ่าล้างตระกูลตัวเองแล้ว..." อาเป้ยซือยกมือปิดหน้า ร้องไห้โฮ
ฮั่วลั่วหยิบแผ่นหนังแกะขึ้นมาดู: "คนเฝ้ายามราตรี...?"
คนเฝ้ายามราตรีมันคืออาชีพห่าเหวอะไรวะ? ทำไมเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน? อาเป้ยซือคงสับสนกับพวกคนถือตะเกียงแน่ๆ
หรือว่าจะเป็นพวกที่เดินตีเกราะบอกเวลาตอนกลางคืน?
ถ้างั้นก็หมายความว่า แค่หาที่แอบงีบตอนดึกๆ ก็ได้เงินเดือนฟรีๆ น่ะสิ?
ในยุคที่เต็มไปด้วยพวกผู้แฝงกายแบบนี้ ใครมันจะตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อตรวจสอบว่าคุณยังปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์รึเปล่า?
"คนเฝ้ายามราตรี... เป็นอาชีพใหม่ที่ฉันเพิ่งเสนอขึ้นมาเอง"
ปลายมวนบุหรี่ที่ยังติดไฟถูกโยนลงมาแทบเท้าของฮั่วลั่ว
คนที่พูดเป็นผู้หญิงที่มีสไตล์การแต่งตัวที่จัดจ้านและเปิดเผยอย่างมาก เธอกอดอกพิงกำแพงอยู่ที่มุมหนึ่ง ริมฝีปากอวบอิ่มทรงเสน่ห์พ่นควันบุหรี่สีขุ่นออกมา ปกคลุมใบหน้าที่งดงามและองอาจนั้น
"โอ้!" ฮั่วลั่วเบิกตากว้าง ดวงตาทั้งคู่จับจ้องไปที่ลำคอของอีกฝ่าย
"ใหญ่!" อาเป้ยซือวิ่งตรงเข้าไป สังเกตการณ์ในระยะประชิดทันที
"นายน่ะเหรอที่ชื่อฮั่วลั่ว?" ผู้หญิงคนนั้นไม่สนใจท่าทีที่ล่วงเกินของอาเป้ยซือเลยแม้แต่น้อย เธอยังขยับเปลี่ยนท่าทาง เพื่อให้อาเป้ยซือตรวจสอบคุณภาพของ "อาหาร" ได้สะดวกขึ้นด้วยซ้ำ
"เอ่อ... ไม่ใช่ครับ..." ฮั่วลั่วสัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างรุนแรงจากตัวเธอ ผู้หญิงคนนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่
"ลั่วลั่วตัวน้อย! ตรงนี้ ดูน่ากินจังเลย!" อาเป้ยซือแบ่งปันของดีที่เธอค้นพบ
"อาเป้ยซือ... กลับบ้าน..." ฮั่วลั่วกุมขมับ ถอนหายใจ
"โอ้!" อาเป้ยซือพยักหน้าอย่างว่าง่าย วิ่งกลับเข้าบ้านไป
"นี่พี่สาวเธอเหรอ? ดูท่าทางไม่ค่อยเต็มเต็งเท่าไหร่นะ" ผู้หญิงคนนั้นมองแผ่นหลังอันงดงามของอาเป้ยซืออย่างสนใจ
"เอ่อ... เป็นแม่ครับ" ฮั่วลั่วรู้สึกได้ถึงสายตาอันแหลมคมของผู้หญิงคนนี้ที่จ้องมองมา มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดมาก ราวกับว่าทุกอย่างถูกเธอมองทะลุปรุโปร่ง
"ดูยังสาว แล้วก็สวยมากด้วย... ไม่เหมือนผู้หญิงที่ควรจะมาอยู่ในที่อย่างเขตย่าเติ้งเลยนะ" ผู้หญิงคนนั้นหรี่ตาลง ราวกับจะบอกว่าถ้าฮั่วลั่วอธิบายให้สมเหตุสมผลไม่ได้ เธอจะไปสืบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
"คุณเคยได้ยินเรื่อง... กลุ่มอาการคาบูกิ... ไหมครับ" ต่อให้ขี้เกียจแค่ไหน ฮั่วลั่วก็ต้องเริ่มแต่งเรื่องแล้ว
"ไม่เคย"
"เทพีประทานใบหน้าที่งดงามดั่งนางฟ้าให้เธอ แต่ปิศาจที่อิจฉากลับพรากสติปัญญาของเธอไป ทำให้เธอมีไอคิวเท่ากับเด็ก..."
"การเกิดของผม มาจากธรรมเนียมที่น่าอับอายของตระกูล พ่อของอาเป้ยซือเลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉาน ส่วนพี่ชายของอาเป้ยซือก็แอบส่งเธอมาที่นี่ ทิ้งเครื่องเงินเครื่องทองไว้ให้เล็กน้อยเป็นค่าใช้จ่าย พวกเราเลยต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กันตามลำพัง อาเป้ยซือเวลาออกไปข้างนอกก็ต้องปลอมตัวเป็นคนเป็นโรคเรื้อน ถึงจะรอดพ้นจากสายตาของพวกคนชั่วได้ ก็น่าจะประมาณนี้แหละครับ" ฮั่วลั่วจงใจพูดอย่างคลุมเครือ เปิดช่องให้ผู้หญิงที่ดูท่าทางจะขี้ระแวงคนนี้ไปจินตนาการต่อเอง
"อืม พอจะเข้าใจละ เรื่องน้ำเน่าของพวกขุนนาง พวกนั้นชอบทำเรื่องที่แม้แต่หมาก็ยังไม่ทำกันอยู่เรื่อย" ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้า แล้วยื่นมือมาให้ฮั่วลั่ว
"ฉัน เกอหลาน เรียกฉันว่าหัวหน้า หรือเจ๊ใหญ่ ก็ได้ทั้งนั้น"
ฮั่วลั่วทำเป็นมองไม่เห็นฝ่ามือที่หนาและเต็มไปด้วยรอยด้านจากการชกต่อยของเธอ เขาก้มหน้าหงุดหงิด เกาหัวแกรกๆ: "ผมว่า... ผมไม่น่าจะสนิทกับคุณนะ..."
"เมื่อกี้นายบอกว่า 'ทิ้งเครื่องเงินเครื่องทองไว้ให้เล็กน้อยเป็นค่าใช้จ่าย' คำพูดที่เปิดเผยฐานะทางการเงินของตัวเองแบบนี้ ไม่เหมือนคำพูดของเด็กที่โตมาในเขตย่าเติ้งเลยนะ แต่เหมือนเป็นการพูดเพื่อให้เรื่องที่แต่งขึ้นมามันสมเหตุสมผลมากขึ้น" เกอหลาน หญิงสาวผู้มีนามนั้น เอ่ยพลางยกยิ้มมุมปาก
!!! หัวใจของฮั่วลั่วสั่นสะท้าน นี่มันตัวอะไรกันวะ?
แค่คำพูดประโยคเดียวก็มองเห็นช่องโหว่ได้ขนาดนี้เลยเหรอ!
"ผม... พวกเรา... ชีวิตลำบากมาก..." ฮั่วลั่วเองก็แสดงฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยม แกล้งทำท่าทางหวาดกลัวอย่างสุดขีด: "ของพวกนั้น... ผมขโมยมา... ไม่เกี่ยวกับอาเป้ยซือ..."
"แบบนี้ค่อยสมเหตุสมผลหน่อย" ริมฝีปากเจ้าเสน่ห์ของเกอหลานยกยิ้ม: "วางใจได้ ฉันไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่มาจับขโมย"
"ฉันคืออัศวินผู้ถือตะเกียง... โอ๊ะ ไม่สิ ตอนนี้เป็นอัศวินเฝ้ายามราตรีแล้ว"
ภายในใจของฮั่วลั่วแทบจะบ้าคลั่ง แต่ต่อหน้าเธอ เขาไม่กล้าที่จะแสดงพิรุธออกมาแม้แต่น้อย แกล้งทำเป็นงงๆ แล้วถามไปว่า: "คนถือตะเกียง... คนเฝ้ายาม? คือพวกที่เดินตรวจตอนกลางคืนเหรอ? ฟังดู... เหมือนเงินเดือนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ... ผมยื่นเรื่องขอเข้ากองกำลังรักษาการณ์ประจำเขตไป แบบนั้นจะได้ไม่มีใครกล้ามายุ่งกับอาเป้ยซือ"
"เหอะ พวกคนถือตะเกียง... ถุย! พูดผิดพูดถูกอยู่เรื่อย" เกอหลานถ่มน้ำลายอย่างแรง: "คนเฝ้ายามราตรี ทำเงินได้เยอะกว่านั้นมาก และที่สำคัญ ไม่มีใครหน้าไหนกล้ามายุ่งกับคนในครอบครัวของนายแน่นอน"
"ผมก็ยังคิดว่ากองกำลังรักษาการณ์ก็ดีอยู่แล้วนะ..." ฮั่วลั่วเกาหัว แล้วยื่นใบจบการศึกษาที่เต็มไปด้วยเกรด F ของตัวเองส่งให้เธอ
"ถ้างั้น ฉันก็ไม่เกี่ยงที่จะรับบทเป็นเจ้าหน้าที่ธรรมดาๆ สักครั้งหรอกนะ ยังไงซะ ตำแหน่งคนเฝ้ายามราตรีมันก็ขึ้นตรงกับกรมความปลอดภัยเหมือนกัน"
เกอหลานไม่แม้แต่จะเหลือบมองม้วนหนังแกะนั่นเลยด้วยซ้ำ ขู่กันซึ่งๆ หน้า
"..." ฮั่วลั่วเพิ่งเคยเจอผู้หญิงที่รับมือยากขนาดนี้เป็นครั้งแรก
"ตามฉันมาดูหน่อยเถอะน่า ฟังคำแนะนำของฉันให้จบก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ ว่าจะมาเป็น 'คนเฝ้ายามราตรี' รึเปล่า" เกอหลานหว่านล้อมต่อ
ฮั่วลั่วรู้สึกเหมือนโดนคนบีบไข่แล้วบิดสามรอบ มันเจ็บปวดซะเหลือเกิน
ทันใดนั้น ก็มีเสียงกรีดร้องของเด็กผู้หญิงดังขึ้น: "ฮั่วลั่ว!!! ช่วยด้วย! พ่อฉันจะสับฉันแล้ว!!!"
ลี่จือกระโดดขึ้นไปบนหลังคาบ้าน วิ่งไปมาระหว่างเพิงไม้ที่เรียงรายกันอยู่ กางแขนออกอย่างตื่นตระหนก น้ำหูน้ำตาไหลอาบหน้า
พ่อของเธอ ชายอ้วนฉุที่เต็มไปด้วยไขมัน ถือมีดแล่กระดูก วิ่งไล่ตามจนหอบแฮ่ก: "นังลูกตัวดี! นังตัวผลาญเงิน! พ่ออุตส่าห์ส่งเสียแกเรียน... แกดันไปสอบได้เป็นทหารประจำการกำแพงนอก..."
ลี่จือน้ำตานองหน้า โผเข้ามาหาฮั่วลั่ว
"ฉันกำลังเซ็งอยู่... ใครมีอารมณ์ไปยุ่งเรื่องบ้านแกวะ..." ฮั่วลั่วบ่นอุบอิบ ทันใดนั้นก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา หันไปมองเกอหลาน: "หรือว่าเธอดึงตัวลี่จือไปแทนสิ ดูท่าทางเธอสิ ว่องไวจะตาย!"
"อืม... ดูท่าทางก็ไม่เลวจริงๆ" เกอหลานมองลี่จือที่กำลังวิ่งหนีสุดชีวิตอยู่บนหลังคา พลางลูบคางอย่างสนใจ
"พอดีเลย ฉันยังขาดคนอีกสองตำแหน่ง ขี้เกียจไปวิ่งหาคนแล้ว งั้นเอาเป็นพวกเธอสองคนเลยก็แล้วกัน..."
"พวกเราสองคน???" ฮั่วลั่วหน้าเหวอ
และแล้ว ทั้งลี่จือและฮั่วลั่วก็ถูกผู้หญิงที่โผล่มาจากไหนไม่รู้คนนี้ลากตัวไป
พ่อค้าเนื้อ พ่อของลี่จือ พอได้ยินว่าคนเฝ้ายามราตรีเป็นตำแหน่งที่ขึ้นตรงกับกรมความปลอดภัยเหมือนกัน ก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบตกลงทันที: "ผู้มีพระคุณ! ขอคารวะเลย! พวกเราฝากลี่จือไว้กับท่านด้วย!"