เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 - อาชีพใหม่?

บทที่ 6 - อาชีพใหม่?

บทที่ 6 - อาชีพใหม่?


บทที่ 6 - อาชีพใหม่?

[เรื่องวันนี้ผัดได้ก็ผัดไป เรื่องพรุ่งนี้ค่อยว่ากันพรุ่งนี้]

ฮั่วลั่วกำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนหลังคาบ้าน นี่ก็เป็นอีกวันที่แสนจะธรรมดาและน่าเบื่อ

บุรุษไปรษณีย์ที่จำเป็นต้องมีในทุกเขต ดูจะทุ่มเทกับหน้าที่การงานเป็นอย่างยิ่ง พยายามจนหา "ร้านตัดเสื้ออาเป้ยซือ" ในเขตย่าเติ้งที่วกวนราวกับเขาวงกตนี้จนเจอ

"หา... หายากเกืนไปแล้ว ฮั่วลั่วอยู่ไหม? มีจดหมายจากศาลากลาง น่าจะเป็นการจัดสรรอาชีพหลังเรียนจบของคุณ!" พนักงานส่งของที่วิ่งมาจนหอบแฮ่ก ตะโกนพลางชูม้วนหนังแกะที่ประทับตราด้วยขี้ผึ้งสีแดงสองม้วนขึ้น

"วาง... ไว้... ตรงนั้นแหละ..." ฮั่วลั่วโยนเหรียญเงินเหรียญหนึ่งลงไปอย่างเกียจคร้าน

ปกติแล้ว งานส่งจดหมายแบบนี้ ค่าจ้างแค่ 5 เหรียญทองแดงก็พอแล้ว และอัตราแลกเปลี่ยนตอนนี้คือ 1 เหรียญทอง เท่ากับ 20 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญเงิน เท่ากับ 12 เหรียญทองแดง

นี่ไม่ใช่เพราะธรรมเนียมการให้เงินนำโชคเนื่องในโอกาสได้จัดสรรอาชีพใหม่

และก็ไม่ใช่เพราะคิดว่าบ้านของตัวเองหายาก เลยให้ทิปพนักงานส่งของ

แต่เป็นเพราะเขาขี้เกียจจะนับเหรียญทองแดง 5 เหรียญออกมาเท่านั้นเอง

พนักงานหนุ่มรับเหรียญเงินไปอย่างลิงโลด ปากก็หวานขึ้นมาทันที เปลี่ยนมาใช้คำยกย่อง: "คุณชายน้อย ไม่เปิดดูหน่อยเหรอครับ ว่าได้จัดสรรไปทำอาชีพอะไร? ลูกสาวร้านขายเนื้อคนนั้น ถูกจัดสรรให้ไปเป็นทหารประจำการกำแพงนอก ตอนนี้กำลังโดนพ่อเธอไล่สับอยู่เลย"

"ไม่เปิด... ขี้เกียจเปิด..." ฮั่วลั่วหาว

อาชีพทหารประจำการกำแพงนอกนี่พูดได้เลยว่าเป็นงานที่ลำบากสุดๆ นอกกำแพงยักษ์ออกไปก็มีแต่ป่าทึบไม่ก็หมอกหนา หลายเดือนกว่าจะได้เจอหน้าใหม่ๆ สักคน ไปประจำการทีก็ครึ่งปี

นี่เป็นแค่ปัญหาเล็กน้อย ที่สำคัญที่สุดคือ... ไม่มีช่องทางให้กอบโกยเลยสักนิด

จะไปสู้กองกำลังรักษาการณ์ประจำเขตได้ยังไง รีดไถข่มเหงชาวบ้าน ยื่นมือไปทีก็ได้มาเต็มไม้เต็มมือ

น่าสงสารลี่จือ พ่อค้าเนื้อของเธออุตส่าห์ทุ่มหมดหน้าตักส่งเธอเข้าเรียนในสถาบันของศาสนจักร ก็เพื่อหวังว่าเธอจะได้รับตำแหน่งข้าราชการเล็กๆ สักตำแหน่งกลับมา ช่วยปกป้องเขาจากพวกเก็บภาษีหน้าเลือด

ตอนนี้ ได้ตำแหน่งทหารประจำการกำแพงนอกมาแบบนี้ เกรงว่าคงจะได้สัมผัสกับคำว่า "ความรักของพ่อดั่งภูผาถล่ม" ของจริงแล้วล่ะ

ฮั่วลั่วไม่สนใจว่าตัวเองจะได้อาชีพอะไร ยังไงซะ ไม่ว่าอาชีพไหนเขาก็มีวิธีที่จะ "ปล่อยจอย" ได้ทั้งนั้น

ยังดีที่อาเป้ยซือเดินมาเปิดม้วนหนังแกะของฮั่วลั่ว เธอไม่อยากให้ฮั่วลั่วถูกส่งไปไกล จนไม่ได้เจอลูกรัก

ฉบับหนึ่งคือใบรับรองการจบการศึกษาจากสถาบันศาสนจักรแห่งซีเวย่า นี่ไม่เกี่ยวกับผลสอบปลายภาค แต่เป็นการบันทึกสถานะโดยทั่วไป ประเมินโดยภาพรวมจากอาจารย์ผู้สอนในแต่ละวิชา

"เทววิทยา: F ว้าว! ลั่วลั่วเก่งที่สุด!"

"ประวัติศาสตร์: F ลั่วลั่วเก่งที่สุด!"

"คณิตศาสตร์: F ลั่วลั่วเก่งที่สุด!"

"กวีนิพนธ์: F ลั่วลั่วเก่งที่สุดเลย!"

"การขี่ม้า: F ลั่วลั่วเก่งที่สุดเลย!"

"วิชาดาบ: F..."

...

"ก็งั้นๆ แหละ..." ฮั่วลั่วถ่อมตัวอย่างมาก

วิชาอื่นเขายอมรับตามตรงได้ แต่มีวิชาหนึ่งที่ต้องขอชี้แจง ในยุคสมัยที่การคำนวณยังต้องใช้นิ้วมือนับ แค่เรียนรู้การคูณเลขหลักร้อยได้ก็สามารถรับตำแหน่งเสนาบดีคลังได้แล้ว ฮั่วลั่วไม่มีทางได้ F ในวิชาคณิตศาสตร์แน่นอน

แค่ขี้เกียจไปสอบเท่านั้นเอง...

เมื่ออาเป้ยซือฉีกเปิดม้วนหนังแกะอีกฉบับที่ส่งมาจากศาลากลาง

"เอ๋?"

"เอ๋!"

"เอ๋!!!"

เสียงของอาเป้ยซือเริ่มตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆ หัวของเธอแตกออกเป็นสามแฉก หนวดระยางโบกสะบัดไปมาอย่างตกตะลึง

"เป็นอะไรไป?" โดนอาเป้ยซือแหกปากใส่แบบนั้น ความอยากรู้อยากเห็นอันน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่ของฮั่วลั่วก็ถูกปลุกขึ้นมาจนได้

"ลั่วลั่วของฉัน... จะต้องมาฆ่าล้างตระกูลตัวเองแล้ว..." อาเป้ยซือยกมือปิดหน้า ร้องไห้โฮ

ฮั่วลั่วหยิบแผ่นหนังแกะขึ้นมาดู: "คนเฝ้ายามราตรี...?"

คนเฝ้ายามราตรีมันคืออาชีพห่าเหวอะไรวะ? ทำไมเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน? อาเป้ยซือคงสับสนกับพวกคนถือตะเกียงแน่ๆ

หรือว่าจะเป็นพวกที่เดินตีเกราะบอกเวลาตอนกลางคืน?

ถ้างั้นก็หมายความว่า แค่หาที่แอบงีบตอนดึกๆ ก็ได้เงินเดือนฟรีๆ น่ะสิ?

ในยุคที่เต็มไปด้วยพวกผู้แฝงกายแบบนี้ ใครมันจะตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อตรวจสอบว่าคุณยังปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์รึเปล่า?

"คนเฝ้ายามราตรี... เป็นอาชีพใหม่ที่ฉันเพิ่งเสนอขึ้นมาเอง"

ปลายมวนบุหรี่ที่ยังติดไฟถูกโยนลงมาแทบเท้าของฮั่วลั่ว

คนที่พูดเป็นผู้หญิงที่มีสไตล์การแต่งตัวที่จัดจ้านและเปิดเผยอย่างมาก เธอกอดอกพิงกำแพงอยู่ที่มุมหนึ่ง ริมฝีปากอวบอิ่มทรงเสน่ห์พ่นควันบุหรี่สีขุ่นออกมา ปกคลุมใบหน้าที่งดงามและองอาจนั้น

"โอ้!" ฮั่วลั่วเบิกตากว้าง ดวงตาทั้งคู่จับจ้องไปที่ลำคอของอีกฝ่าย

"ใหญ่!" อาเป้ยซือวิ่งตรงเข้าไป สังเกตการณ์ในระยะประชิดทันที

"นายน่ะเหรอที่ชื่อฮั่วลั่ว?" ผู้หญิงคนนั้นไม่สนใจท่าทีที่ล่วงเกินของอาเป้ยซือเลยแม้แต่น้อย เธอยังขยับเปลี่ยนท่าทาง เพื่อให้อาเป้ยซือตรวจสอบคุณภาพของ "อาหาร" ได้สะดวกขึ้นด้วยซ้ำ

"เอ่อ... ไม่ใช่ครับ..." ฮั่วลั่วสัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างรุนแรงจากตัวเธอ ผู้หญิงคนนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่

"ลั่วลั่วตัวน้อย! ตรงนี้ ดูน่ากินจังเลย!" อาเป้ยซือแบ่งปันของดีที่เธอค้นพบ

"อาเป้ยซือ... กลับบ้าน..." ฮั่วลั่วกุมขมับ ถอนหายใจ

"โอ้!" อาเป้ยซือพยักหน้าอย่างว่าง่าย วิ่งกลับเข้าบ้านไป

"นี่พี่สาวเธอเหรอ? ดูท่าทางไม่ค่อยเต็มเต็งเท่าไหร่นะ" ผู้หญิงคนนั้นมองแผ่นหลังอันงดงามของอาเป้ยซืออย่างสนใจ

"เอ่อ... เป็นแม่ครับ" ฮั่วลั่วรู้สึกได้ถึงสายตาอันแหลมคมของผู้หญิงคนนี้ที่จ้องมองมา มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดมาก ราวกับว่าทุกอย่างถูกเธอมองทะลุปรุโปร่ง

"ดูยังสาว แล้วก็สวยมากด้วย... ไม่เหมือนผู้หญิงที่ควรจะมาอยู่ในที่อย่างเขตย่าเติ้งเลยนะ" ผู้หญิงคนนั้นหรี่ตาลง ราวกับจะบอกว่าถ้าฮั่วลั่วอธิบายให้สมเหตุสมผลไม่ได้ เธอจะไปสืบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

"คุณเคยได้ยินเรื่อง... กลุ่มอาการคาบูกิ... ไหมครับ" ต่อให้ขี้เกียจแค่ไหน ฮั่วลั่วก็ต้องเริ่มแต่งเรื่องแล้ว

"ไม่เคย"

"เทพีประทานใบหน้าที่งดงามดั่งนางฟ้าให้เธอ แต่ปิศาจที่อิจฉากลับพรากสติปัญญาของเธอไป ทำให้เธอมีไอคิวเท่ากับเด็ก..."

"การเกิดของผม มาจากธรรมเนียมที่น่าอับอายของตระกูล พ่อของอาเป้ยซือเลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉาน ส่วนพี่ชายของอาเป้ยซือก็แอบส่งเธอมาที่นี่ ทิ้งเครื่องเงินเครื่องทองไว้ให้เล็กน้อยเป็นค่าใช้จ่าย พวกเราเลยต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กันตามลำพัง อาเป้ยซือเวลาออกไปข้างนอกก็ต้องปลอมตัวเป็นคนเป็นโรคเรื้อน ถึงจะรอดพ้นจากสายตาของพวกคนชั่วได้ ก็น่าจะประมาณนี้แหละครับ" ฮั่วลั่วจงใจพูดอย่างคลุมเครือ เปิดช่องให้ผู้หญิงที่ดูท่าทางจะขี้ระแวงคนนี้ไปจินตนาการต่อเอง

"อืม พอจะเข้าใจละ เรื่องน้ำเน่าของพวกขุนนาง พวกนั้นชอบทำเรื่องที่แม้แต่หมาก็ยังไม่ทำกันอยู่เรื่อย" ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้า แล้วยื่นมือมาให้ฮั่วลั่ว

"ฉัน เกอหลาน เรียกฉันว่าหัวหน้า หรือเจ๊ใหญ่ ก็ได้ทั้งนั้น"

ฮั่วลั่วทำเป็นมองไม่เห็นฝ่ามือที่หนาและเต็มไปด้วยรอยด้านจากการชกต่อยของเธอ เขาก้มหน้าหงุดหงิด เกาหัวแกรกๆ: "ผมว่า... ผมไม่น่าจะสนิทกับคุณนะ..."

"เมื่อกี้นายบอกว่า 'ทิ้งเครื่องเงินเครื่องทองไว้ให้เล็กน้อยเป็นค่าใช้จ่าย' คำพูดที่เปิดเผยฐานะทางการเงินของตัวเองแบบนี้ ไม่เหมือนคำพูดของเด็กที่โตมาในเขตย่าเติ้งเลยนะ แต่เหมือนเป็นการพูดเพื่อให้เรื่องที่แต่งขึ้นมามันสมเหตุสมผลมากขึ้น" เกอหลาน หญิงสาวผู้มีนามนั้น เอ่ยพลางยกยิ้มมุมปาก

!!! หัวใจของฮั่วลั่วสั่นสะท้าน นี่มันตัวอะไรกันวะ?

แค่คำพูดประโยคเดียวก็มองเห็นช่องโหว่ได้ขนาดนี้เลยเหรอ!

"ผม... พวกเรา... ชีวิตลำบากมาก..." ฮั่วลั่วเองก็แสดงฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยม แกล้งทำท่าทางหวาดกลัวอย่างสุดขีด: "ของพวกนั้น... ผมขโมยมา... ไม่เกี่ยวกับอาเป้ยซือ..."

"แบบนี้ค่อยสมเหตุสมผลหน่อย" ริมฝีปากเจ้าเสน่ห์ของเกอหลานยกยิ้ม: "วางใจได้ ฉันไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่มาจับขโมย"

"ฉันคืออัศวินผู้ถือตะเกียง... โอ๊ะ ไม่สิ ตอนนี้เป็นอัศวินเฝ้ายามราตรีแล้ว"

ภายในใจของฮั่วลั่วแทบจะบ้าคลั่ง แต่ต่อหน้าเธอ เขาไม่กล้าที่จะแสดงพิรุธออกมาแม้แต่น้อย แกล้งทำเป็นงงๆ แล้วถามไปว่า: "คนถือตะเกียง... คนเฝ้ายาม? คือพวกที่เดินตรวจตอนกลางคืนเหรอ? ฟังดู... เหมือนเงินเดือนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ... ผมยื่นเรื่องขอเข้ากองกำลังรักษาการณ์ประจำเขตไป แบบนั้นจะได้ไม่มีใครกล้ามายุ่งกับอาเป้ยซือ"

"เหอะ พวกคนถือตะเกียง... ถุย! พูดผิดพูดถูกอยู่เรื่อย" เกอหลานถ่มน้ำลายอย่างแรง: "คนเฝ้ายามราตรี ทำเงินได้เยอะกว่านั้นมาก และที่สำคัญ ไม่มีใครหน้าไหนกล้ามายุ่งกับคนในครอบครัวของนายแน่นอน"

"ผมก็ยังคิดว่ากองกำลังรักษาการณ์ก็ดีอยู่แล้วนะ..." ฮั่วลั่วเกาหัว แล้วยื่นใบจบการศึกษาที่เต็มไปด้วยเกรด F ของตัวเองส่งให้เธอ

"ถ้างั้น ฉันก็ไม่เกี่ยงที่จะรับบทเป็นเจ้าหน้าที่ธรรมดาๆ สักครั้งหรอกนะ ยังไงซะ ตำแหน่งคนเฝ้ายามราตรีมันก็ขึ้นตรงกับกรมความปลอดภัยเหมือนกัน"

เกอหลานไม่แม้แต่จะเหลือบมองม้วนหนังแกะนั่นเลยด้วยซ้ำ ขู่กันซึ่งๆ หน้า

"..." ฮั่วลั่วเพิ่งเคยเจอผู้หญิงที่รับมือยากขนาดนี้เป็นครั้งแรก

"ตามฉันมาดูหน่อยเถอะน่า ฟังคำแนะนำของฉันให้จบก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ ว่าจะมาเป็น 'คนเฝ้ายามราตรี' รึเปล่า" เกอหลานหว่านล้อมต่อ

ฮั่วลั่วรู้สึกเหมือนโดนคนบีบไข่แล้วบิดสามรอบ มันเจ็บปวดซะเหลือเกิน

ทันใดนั้น ก็มีเสียงกรีดร้องของเด็กผู้หญิงดังขึ้น: "ฮั่วลั่ว!!! ช่วยด้วย! พ่อฉันจะสับฉันแล้ว!!!"

ลี่จือกระโดดขึ้นไปบนหลังคาบ้าน วิ่งไปมาระหว่างเพิงไม้ที่เรียงรายกันอยู่ กางแขนออกอย่างตื่นตระหนก น้ำหูน้ำตาไหลอาบหน้า

พ่อของเธอ ชายอ้วนฉุที่เต็มไปด้วยไขมัน ถือมีดแล่กระดูก วิ่งไล่ตามจนหอบแฮ่ก: "นังลูกตัวดี! นังตัวผลาญเงิน! พ่ออุตส่าห์ส่งเสียแกเรียน... แกดันไปสอบได้เป็นทหารประจำการกำแพงนอก..."

ลี่จือน้ำตานองหน้า โผเข้ามาหาฮั่วลั่ว

"ฉันกำลังเซ็งอยู่... ใครมีอารมณ์ไปยุ่งเรื่องบ้านแกวะ..." ฮั่วลั่วบ่นอุบอิบ ทันใดนั้นก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา หันไปมองเกอหลาน: "หรือว่าเธอดึงตัวลี่จือไปแทนสิ ดูท่าทางเธอสิ ว่องไวจะตาย!"

"อืม... ดูท่าทางก็ไม่เลวจริงๆ" เกอหลานมองลี่จือที่กำลังวิ่งหนีสุดชีวิตอยู่บนหลังคา พลางลูบคางอย่างสนใจ

"พอดีเลย ฉันยังขาดคนอีกสองตำแหน่ง ขี้เกียจไปวิ่งหาคนแล้ว งั้นเอาเป็นพวกเธอสองคนเลยก็แล้วกัน..."

"พวกเราสองคน???" ฮั่วลั่วหน้าเหวอ

และแล้ว ทั้งลี่จือและฮั่วลั่วก็ถูกผู้หญิงที่โผล่มาจากไหนไม่รู้คนนี้ลากตัวไป

พ่อค้าเนื้อ พ่อของลี่จือ พอได้ยินว่าคนเฝ้ายามราตรีเป็นตำแหน่งที่ขึ้นตรงกับกรมความปลอดภัยเหมือนกัน ก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบตกลงทันที: "ผู้มีพระคุณ! ขอคารวะเลย! พวกเราฝากลี่จือไว้กับท่านด้วย!"

จบบทที่ บทที่ 6 - อาชีพใหม่?

คัดลอกลิงก์แล้ว