- หน้าแรก
- บันทึกลับการสร้างดันเจี้ยนฉบับจ้าวอัศวินผี
- บทที่ 42 【อันเดดเทียมและเทคโนโลยียุคเทพ】
บทที่ 42 【อันเดดเทียมและเทคโนโลยียุคเทพ】
บทที่ 42 【อันเดดเทียมและเทคโนโลยียุคเทพ】
บทที่ 42 【อันเดดเทียมและเทคโนโลยียุคเทพ】
“ข้าควรจะอยู่ต่อไหม หลังจากที่เมินเฉยต่อทุกสิ่งไปแล้ว?” ผู้ลี้ภัยชาวเผ่าปีศาจคนหนึ่งกำลังกอดเครื่องดนตรีประเภทดีดที่คล้ายกับกีตาร์คลาสสิก ฮัมเพลงนุ่มนวลให้กับท้องฟ้ายามค่ำคืนอยู่กลางแคมป์
ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราว ดวงจันทร์คู่สีทองแดงและสีขาวลอยเด่นอยู่สูงลิ่ว จากเมืองที่อยู่ไกลออกไปมีเสียงจอแจจากโรงเตี๊ยมและเสียงตะโกนโหวกเหวกของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าแว่วมาให้ได้ยิน
“จะมีใครสนใจการดับสูญของแสงดาวอีกดวงหนึ่งไหม? ภายใต้ท้องฟ้า แสงดาวนับล้านล้านยังคงส่องประกาย...”
“จะมีใครสนใจเวลาของคนคนหนึ่งที่รอดผ่านปลายนิ้วไป ชีวิตอันยาวนานของพวกเราก็เป็นเพียงชั่วพริบตา...”
กวินเน็ธ ฮาลด์ ที่ใบหน้ามีผ้ากอซแปะอยู่ กำลังกอดหีบเพลงชักขนาดเล็ก นิ้วมือกดลงบนคีย์ที่ทำจากกระดูกอย่างแผ่วเบา บรรเลงคอร์ดที่ลื่นไหล
เฒ่าดุ๊กถือไวโอลินเก่าๆ และคันชักคันหนึ่ง หนีบไว้ใต้คาง หลับตาลงเล็กน้อยบรรเลงคลอไปกับเสียงร้องในช่วงดนตรีบรรเลง สายของไวโอลินสั่นสะท้าน ส่งเสียงสั่นเครือยาวเหยียด เคราสีดอกเลาของเขาสั่นไหวเบาๆ ตามจังหวะหายใจ
เหล่าผู้ลี้ภัยปรบมือเบาๆ ตามจังหวะ หรือเคาะถังไม้กับแก้วเหล็กที่อยู่ข้างๆ ให้จังหวะกลองที่มั่นคง
แคมป์ของผู้ลี้ภัยยามค่ำคืนนั้นคึกคักเป็นอย่างยิ่ง เผ่าปีศาจเป็นเผ่าพันธุ์ที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อน ชีวิตผู้ลี้ภัยที่ไร้ที่อยู่แน่นอนทำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับบรรยากาศที่อบอุ่นและมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ประกอบกับการเดินทางครั้งนี้ยังมาประจวบเหมาะกับเทศกาลแห่งผู้หล่อหลอมของจักรวรรดิเอดริค บรรยากาศของเทศกาลอันยิ่งใหญ่ซ้อนทับกัน สมาชิกครึ่งหนึ่งกำลังสนุกสนานไปกับเทศกาลในโรงเตี๊ยมของเมือง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็มารวมตัวกันรอบกองไฟในแคมป์ บรรเลงดนตรีใต้แสงดาว และเต้นรำไปตามเสียงเพลงอย่างช้าๆ
ที่มุมหนึ่งของแคมป์ มีหนูตายตัวหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
【เครื่องสแกนเปิดใช้งานแล้ว】
【โครงสร้างอินทรีย์】
【ไม่พบสัญญาณชีพ】
ซามาเอลยื่นเกราะมือสัมฤทธิ์ยมโลกออกไปอย่างระมัดระวัง พยายามควบคุมของเหลวสัมฤทธิ์ยมโลกที่หลอมละลายซึ่งไหลออกมาจากฝ่ามือ เพื่อหล่อหลอมอุปกรณ์ฝังในพลังงานจิตขึ้นบนกะโหลกศีรษะของหนู
ของเหลวสัมฤทธิ์ยมโลกที่ร้อนแดงขยับยืดตัวราวกับมีชีวิต คืบคลาน เลื้อยแผ่ แล้วเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็กลายเป็นหมวกทรงระฆังสัมฤทธิ์ยมโลกขนาดเท่ากำปั้น
【ติดตั้งอุปกรณ์ฝังในพลังงานจิตแล้ว】
สัมฤทธิ์ยมโลกแม้จะมีความแข็งแกร่งสูง แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องขนาดของโครงสร้างอย่างมาก อุปกรณ์ฝังในพลังงานจิตที่เล็กที่สุดที่สร้างได้ก็ยังมีขนาดเท่ากำปั้น
หนูขนาดเท่าฝ่ามือสวมหมวกทรงระฆังสัมฤทธิ์ยมโลกที่ใหญ่พอๆ กับร่างกายของมัน ดูตลกขบขันราวกับตุ๊กตาหัวโต
ซามาเอลปรับหน้าจอ UI ของเขา พยายามควบคุมซากหนู แต่หนูตายตัวนั้นก็ยังคงนอนแน่นิ่ง
【ไม่มีโครงสร้างพลังงานจิต ไม่สามารถบังคับได้】 หน้าต่างแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาในหน้าจอ UI ในหมวกเกราะ
【สิ่งที่ต้องการ: โครงสร้างพลังงานจิตอินทรีย์ - เครื่องแทรกซึมวงจร (ศาสตร์ชีวภาพเทียม, ระดับสอง)】
【สิทธิ์อนุญาตไม่เพียงพอ ยังไม่ปลดล็อก โปรดสแกนรหัสประจำตัวของผู้ใช้งานที่ได้รับอนุญาต เพื่อรับสิทธิ์อนุญาตของผู้ใช้ที่สอดคล้องกัน】
ดีล่ะ ดีเลย ข้าอยากจะปลดล็อกเครื่องแทรกซึมวงจร ก็ต้องสแกนรหัสประจำตัวที่ได้รับอนุญาต แต่ข้าก็ต้องมีไอ้เจ้าเครื่องแทรกซึมวงจรบ้าๆ นี่ก่อน ถึงจะสร้างอันเดดหนูตัวเล็กๆ ที่จะลอบเข้าไปในวิหารเพื่อสแกนรหัสประจำตัวได้! ซามาเอลแทบคลั่ง
นี่มันวงจรอุบาทว์อะไรกันวะเนี่ย?
เขาดึงหมวกทรงระฆังสัมฤทธิ์ยมโลกขนาดเท่ากำปั้นออกจากกะโหลกหนูที่ไหม้เกรียม เคาะมันเบาๆ ลองเปิดใช้งานการแชร์การมองเห็นและเปิดเครื่องสแกน... แม้ว่าจะไม่สามารถควบคุมหนูตายให้เคลื่อนไหวได้ แต่ส่วนประกอบที่อยู่ในหมวกก็ยังคงใช้งานได้ตามปกติ
โครงสร้างพลังงานจิตอินทรีย์ใช้ไม่ได้ผล คงต้องลองโครงสร้างพลังงานจิตอนินทรีย์ดูแล้ว
ซามาเอลครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ค้นหาคำว่า “โครงสร้างพลังงานจิตอนินทรีย์” ใน UI พลางเลื่อนดูหน้าจอเสมือนจริงสีฟ้าอมเขียวไปมา พลันสังเกตเห็นคำศัพท์หนึ่งท่ามกลางตัวอักษรที่เรียงกันเป็นพรืด:
【โครงสร้างพลังงานจิตอนินทรีย์ - คลังส่วนประกอบ】
【เงื่อนไขเบื้องต้น: ศาสตร์พลังงานจิตพื้นฐาน-ระดับ 0, ศาสตร์ชีวภาพเทียม-ระดับ 0, เครื่องพิมพ์สัมฤทธิ์ยมโลก】
เขาคลิกเข้าไปดูหน้ารายละเอียดของคำศัพท์ ในหน้าจอแสดงชิ้นส่วนโครงสร้างสัมฤทธิ์ยมโลกระดับเริ่มต้นหลายสิบชิ้น รวมถึงขาข้อต่อสัมฤทธิ์ยมโลกรูปร่างแปลกๆ ไจโรสโคปปรับสมดุล ไอพ่นขับเคลื่อน ล้อขับเคลื่อน และแม่เหล็กอีเธอร์ดูดจับ และของกระจุกกระจิกอื่นๆ
《Besiege》? ซามาเอลชะงักไป นึกถึงเกมที่เขาเคยเล่นในอดีต
พูดแบบนี้ก็คือ ต่อไปแค่ต้องสร้างโครงสร้างสัมฤทธิ์ยมโลกขนาดจิ๋วที่เคลื่อนไหวได้ตามปกติขึ้นมา แล้วก็ยึดอุปกรณ์ฝังในพลังงานจิตขนาดเท่ากำปั้นนี่เชื่อมเข้าไป ก็จะได้สิ่งประดิษฐ์สัมฤทธิ์ยมโลกที่ใช้สำหรับงานลอบเร้นได้แล้ว
เขาพลิกดูแบบแปลนโครงสร้างวงจรและคำอธิบายสัญลักษณ์โดยละเอียดในคลังส่วนประกอบ พลันพบว่าอัตราส่วนในแบบตัวอย่างส่วนประกอบมันดูไม่ถูกต้อง
ส่วนประกอบโครงสร้างสัมฤทธิ์ยมโลกเหล่านี้ถูกจำกัดด้วยคุณสมบัติของวัสดุ แต่ละชิ้นมีขนาดใหญ่กว่าครึ่งเมตรหรือหนึ่งเมตรทั้งนั้น ถ้าซามาเอลเชื่อมขาข้อสัมฤทธิ์ยมโลกสี่ข้างเข้ากับแผ่นหลังของเขา ก็สามารถคอสเพลย์เป็นสไปเดอร์แมนเหล็กเวอร์ชันดาร์กโซลได้เลย
【โครงสร้างพลังงานจิตอนินทรีย์ - ส่วนประกอบ, ใช้สัมฤทธิ์ยมโลกสร้างชิ้นส่วนพื้นฐาน ร่างสำนึกสามารถดัดแปลงร่างกายได้เอง เพื่อปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ซับซ้อน】 เขาอ่านคำอธิบายของคลังส่วนประกอบ ตระหนักว่าส่วนประกอบเหล่านี้ใช้สำหรับดัดแปลงร่างกายของเขาเอง
แต่ตอนนี้ปริมาณสัมฤทธิ์ยมโลกในมือมีน้อยมาก ไม่เพียงพอที่จะดัดแปลงร่างกายของตัวเองขนานใหญ่ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ภารกิจลอบเร้นจำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างขนาดเล็กเท่านั้นถึงจะทำสำเร็จ
บางทีอาจจะต้องพึ่งพาวูจิน เพื่อลดขนาดของโครงสร้างลง?
เขาหยิบดาบโค้งยาววูจินของที่ยึดมาจากมูซาที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมา ค่อยๆ วางฝ่ามือกดลงไป พยายามใช้ฟังก์ชันของ 【เครื่องพิมพ์สัมฤทธิ์ยมโลก】 เพื่อขึ้นรูปวูจิน
ดาบโค้งยาววูจินถูกความร้อนเผาจนเรืองแสงเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
ไม่ได้ผลเลย ซามาเอลเกาหมวกเกราะของตัวเอง
นอกจากสัมฤทธิ์ยมโลกแล้ว โลหะปีศาจอื่นๆ มันต้องแปรรูปขึ้นรูปยังไงกัน? เขาค้นหาไปทั่วในฐานข้อมูล UI สุดท้ายในสายเทคโนโลยี 【วัสดุศาสตร์พื้นฐาน】 ก็ไปเจอคำว่า 【เครื่องหล่อหลอมพลังงานจิต】 ที่มีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนกำกับไว้ชัดเจน:
【สิทธิ์อนุญาตไม่เพียงพอ, ปลดล็อกที่วัสดุศาสตร์พื้นฐานระดับสาม】
ดีล่ะ ดีเลย ข้าอยากจะปลดล็อกเครื่องหล่อหลอมพลังงานจิต ก็ต้องสแกนรหัสประจำตัวที่ได้รับอนุญาต แต่ข้าก็ต้องมีไอ้เจ้าเครื่องหล่อหลอมพลังงานจิตบ้าๆ นี่ก่อน ถึงจะสร้างโครงสร้างโลหะที่จะลอบเข้าไปในวิหารเพื่อสแกนรหัสประจำตัวได้!
ทำไมมันเป็นวงจรอุบาทว์อีกแล้ววะเนี่ย? เขาถูกปั่นหัวจนหมดอารมณ์ไปโดยสิ้นเชิง
“กำลังพยายามตีเหล็กอยู่เหรอ?” เสียงของทาเลียดังขึ้นจากข้างๆ
ซามาเอลหันไป ทาเลียกำลังนั่งอยู่ข้างๆ เขา
นางไม่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมดนตรีในแคมป์ของผู้ลี้ภัย และไม่ได้ออกไปเดินเล่นในเทศกาลแห่งผู้หล่อหลอมในเมือง เพียงแค่นั่งเงียบๆ อยู่ข้างๆ เขาตลอดทั้งคืน ดูเขาวุ่นวายอยู่กับหนูตายและนั่งเหม่อลอย
“ข้ามีความคิดหนึ่ง” ซามาเอลวางดาบโค้งยาววูจินลง “ข้ามีแบบแปลนโครงสร้างบางอย่าง ที่สามารถประกอบและสร้างโครงสร้างสัมฤทธิ์ยมโลก... หรือก็คืออันเดดที่สร้างขึ้นเองนั่นแหละ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านคุณสมบัติวัสดุของสัมฤทธิ์ยมโลก ทำให้ขนาดของโครงสร้างมันใหญ่เกินไป ไม่เหมาะกับการลอบเร้น”
เขาแบมือออกอย่างจนปัญญา
“ถ้าหากใช้วูจิน บางทีอาจจะสร้างเวอร์ชันที่ลดขนาดลงได้สำเร็จ แต่ข้าสามารถควบคุมและสั่งการรูปร่างของสัมฤทธิ์ยมโลกได้เท่านั้น ไม่สามารถส่งผลกระทบต่อวูจินได้”
ดวงตาสีเทาเหล็กของทาเลียจ้องมองเขาอย่างเงียบงัน
“เจ้าวาดโครงสร้างออกมาได้ไหม?” นางถาม
“หืม?”
“ข้าสามารถใช้มือตีเหล็กสร้างรูปร่างและวงจรพลังงานจิตที่เฉพาะเจาะจงออกมาได้... วันนี้ข้าเพิ่งพูดไปไม่ใช่เหรอ? ว่าข้าก็ตีเหล็กแปรรูปเป็นเหมือนกัน แถมฝีมือยังดีกว่ามนุษย์ด้วย เจ้าลืมไปแล้วเหรอว่าหนึ่งในวิชาการต่อสู้ของข้ามี 【ทุบกระแทก】 อยู่ด้วย?” นางเงยหน้าขึ้นยิ้ม ราวกับสัตว์ตระกูลแมวขนาดใหญ่ที่กำลังคาบเหยื่อมาอวดสหาย
ซามาเอลผุดลุกขึ้นมา ตุ๊กตาอัศวินตัวเล็กที่ห้อยคออยู่สั่นไหวไปมา
“กระดาษกับปากกา... ข้าจะไปหายาช ถามเขาว่ามีกระดาษกับปากกาไหม” เขาเผลอจะก้มลงไปกอดทาเลียตามสัญชาตญาณ แต่ก็ดึงสติกลับมาได้ ตระหนักว่าร่างกายสัมฤทธิ์ยมโลกของเขาทั้งแข็งกระด้างและเย็นเฉียบ จึงชะงักไปเล็กน้อย
“ไม่ชมข้าหน่อยเหรอ?” แต่ทาเลียกลับอ้าแขนออก หลับตาลงครึ่งหนึ่ง รอยยิ้มกึ่งไม่ยิ้มรอให้เขากอด
“สุดยอดไปเลย” ซามาเอลทิ้งความลังเลใจ กอดนางแน่นๆ หนึ่งที
นี่เป็นครั้งแรกที่เขากอดทาเลียด้วยตัวเอง มันให้ความรู้สึกเขินๆ หน่อย การรับสัมผัสของร่างกายสัมฤทธิ์ยมโลกนั้นค่อนข้างช้าและทื่อมาก แทบจะไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ร่างกายที่ค่อนข้างผอมบางของนางได้ทิ้งรอยประทับอุ่นๆ ไว้บนพื้นผิวเกราะสัมฤทธิ์ยมโลกอันเย็นเฉียบของเขา ถึงขนาดที่เมื่อแขนของทั้งสองผละออกจากกัน รอยประทับนั้นก็ยังคงชัดเจนอย่างน่าประหลาด
……
“กระดาษกับปากกา?” ยาชที่ถูกซามาเอลลากตัวออกมาจากกิจกรรมในแคมป์ ถามขึ้นพลางรื้อหาของในลังบนรถบรรทุกคันหนึ่ง “เอากระดาษกับปากกาไปทำอะไร?”
“ข้าต้องวาดแบบแปลนโครงสร้างบางอย่าง” ซามาเอลอธิบาย “ใช้วูจินหล่อหลอมเครื่องจักรโครงสร้างพลังงานจิตขึ้นมาใหม่”
“เครื่องจักรโครงสร้างพลังงานจิต? ขอดูได้ไหม?” พอยาชได้ยินคำเหล่านี้ผสมกัน ก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที แม้แต่ดวงตาที่หรี่ปรือก็ยังเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ราวกับสุนัขล่าเนื้อที่ได้กลิ่นกระต่าย “ข้าเองก็เป็นช่างหล่อเหมือนกันนะ ถ้าท่านไว้ใจข้า ข้าก็ช่วยได้”
เขาหยิบกองกระดาษและปากกาออกมาจากลังส่งให้ซามาเอล
ซามาเอลคว้าปากกาขึ้นมา... ครั้งสุดท้ายที่จับปากกาคือตอนเซ็นชื่อลงทะเบียนนักผจญภัยที่โถงสมาพันธ์ในเมืองหนามร่วง พอนึกย้อนกลับไป ตอนนี้มันกลับกลายเป็นเรื่องที่นานมากแล้ว การไหลผ่านของเวลาช่างให้ความรู้สึกแปลกประหลาดและไม่คุ้นเคย
“ยังต้องการเตาหลอม ทั่งตีเหล็ก แล้วก็ค้อนด้วย” ทาเลียถอดเกราะมือรูปกรงเล็บออก พลางขยับข้อมือ “แล้วก็พวกสิ่ว คีม และล้อหินเจียระไน หรือชุดเครื่องมือตีเหล็กนั่นแหละ”
“แบบขนาดเล็กพอได้ไหม?” ยาชถาม “เป็นแบบที่พวกเราใช้ทำเครื่องประดับโลหะน่ะ... การขายทองคำกับเงินไปตรงๆ มันขาดทุนมาก อาศัยฝีมืองานช่างของเผ่าปีศาจ แค่แปรรูปง่ายๆ หน่อย ก็สามารถเอาไปขายในที่ฟุ่มเฟือยอย่างเมืองหลวงของอาณาจักรฟลอเรนซ์ได้ในราคาสูงลิ่วแล้ว”
“ขนาดชิ้นงานมันใหญ่ไหมล่ะ?” ทาเลียหันไปมองซามาเอล
ซามาเอลส่ายหน้า
“ถ้าอย่างนั้น ชุดเครื่องมือขนาดเล็กสำหรับทำเครื่องประดับก็พอใช้แล้ว” นางพยักหน้า
ยาชยกเตาถ่านขนาดเล็ก ทั่งตีเหล็กขนาดเท่าผลส้มโอ และชุดค้อนสิ่วออกมา
ทาเลียยื่นมือออกไป จุดเปลวอัคคีปีศาจสีขาวซีดขึ้นบนฝ่ามือ แล้วยัดลูกไฟนั้นเข้าไปในเตาหลอมขนาดเล็ก
เตาหลอมขนาดเล็กก็ลุกโชนขึ้นมาทันทีดัง พรึ่บ อากาศโดยรอบถูกดูดเข้าไปจนเกิดเสียงลมแผ่วๆ ปากเตาคำรามพ่นเปลวไฟสีขาวซีดออกมา
“ว้าว ความสามารถประจำตัวของจ้าวแห่งลอนโดลาน เปลวเพลิงพลังงานจิต” ยาชอุทานอย่างชื่นชม “ในฤดูหนาวที่มืดมิดตลอดกาลแถบขั้วโลกเหนือ ไม่รู้ว่าเปลวไฟนี้ช่วยชีวิตผู้ลี้ภัยที่เกือบจะหนาวตายไปแล้วกี่คน”
“พ่อของข้าได้รับวิชาพลังงานจิตนี้มาจากซากโบราณสถานยุคเทพแห่งหนึ่ง แล้วเขาก็สอนวิธีจุดไฟนี้ให้ข้า” ทาเลียอธิบาย “เป็นเปลวเพลิงพลังงานจิตประสิทธิภาพสูงที่จุดติดได้โดยไม่ต้องใช้วัตถุดิบปีศาจ จุดพรึ่บครั้งเดียวก็เผาไหม้ได้นานมากแล้ว”
นางชะโงกหน้าไปดูซามาเอลที่กำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวก่อนๆ ใกล้เสร็จแล้ว...” ซามาเอลจับดินสอถ่านกับไม้บรรทัดที่เหล่าผู้ลี้ภัยใช้สำหรับวัดตัวตัดเสื้อ เอนตัวพิงแผ่นไม้บนรถอย่างโยกเยก พลางวาดแบบแปรรูปชิ้นงาน
ในความทรงจำยังพอมีความรู้ที่เคยเรียนมาในชาติก่อน หลงเหลืออยู่ เขาระลึกได้อย่างเลือนรางว่าตอนเรียนจบวิชา《วิศวกรรมการเขียนแบบ》ในมหาวิทยาลัย เขาได้คะแนนสอบปลายภาคเต็มด้วย... แม้ว่าจะโดนหักคะแนนเก็บไปเยอะเพราะโดดเรียนบ่อยก็ตามที
เขาเปรียบเทียบแบบแปลนโครงสร้างสัมฤทธิ์ยมโลกในฐานข้อมูล UI เลือกส่วนประกอบที่ต้องใช้ออกมา วาดโครงร่างของชิ้นงานและเส้นแกนกลาง ระบุขนาดที่ต้องการแปรรูปและรูปร่างของช่องต่างๆ และย่อส่วนลงตามอัตราส่วนที่ถูกต้อง
“ตอนที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ เป็นหนึ่งในราชันย์คนแคระแห่งขุนเขาหรือเปล่าเนี่ย?” ทาเลียจ้องแบบแปลนชิ้นงานอันประณีตตาค้าง “ฝีมือระดับนี้ เทคนิคการแปรรูปที่เชี่ยวชาญขนาดนี้ แถมยังมีมาตรฐานการวาดแบบแปลนชิ้นงานที่ละเอียดขนาดนี้อีก มีแต่คนแคระเท่านั้นแหละที่จะทำของแบบนี้ออกมาได้!”
“คนแคระอะไรกัน... ตอนข้ามีชีวิตอยู่ สวมรองเท้าแล้วสูงตั้งเมตรแปดสิบสอง!” ซามาเอลโวยวาย “พื้นรองเท้าก็หนาอย่างมากแค่สามเซนติเมตรเท่านั้นแหละ!”
“บ้านเกิดของข้าแค่มีเทคโนโลยีที่ค่อนข้างก้าวหน้าเฉยๆ แต่ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับพลังงานจิตหรอก”
ยาชชะโงกหน้ามาอีกด้านของแบบแปลน ก้มลงมองร่องสลักบนผิวของชิ้นงาน
“วงจรพลังงานจิตแบบสลักลึก” เขาพึมพำ
“ข้าไม่แน่ใจว่าหลักการของพลังงานจิตพวกนี้คืออะไร บ้านเกิดของข้าไม่มีเทคโนโลยีพลังงานจิต แบบแปลนพวกนี้ข้าบังเอิญได้มา... เจ้าดูเข้าใจไหม สหายยาช?” ซามาเอลถาม
“เหมือนกับ...” ยาชจ้องมองโครงสร้างวงแหวนสองวงบนแบบแปลน “ระบบควบคุมแบบป้อนกลับสองวง”
“ห๊ะ?!” ซามาเอลสะดุ้ง ปากกาที่ใช้เขียนแบบในมือเกือบจะร่วงหล่นลงพื้น “เจ้ารู้จักระบบควบคุมแบบป้อนกลับสองวงด้วยเหรอ?”
นี่มันเป็นคำศัพท์จากวิชา《ทฤษฎีการควบคุมอัตโนมัติ》และวิชาเอก《ระบบอัตโนมัติ》ในมหาวิทยาลัยสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่นี่นา ทำไมยาชที่เป็นเผ่าปีศาจชาวต่างโลกโดยกำเนิดถึงได้รู้เรื่องนี้ด้วย?!
เขารีบคว้าไหล่ของยาชไว้แน่น
“สหายยาช เจ้ารู้จักการควบคุมแบบ PID ไหม?” เขาถามทั้งตื่นตระหนกและดีใจ “แล้วก็ฟังก์ชันถ่ายโอนกับการวิเคราะห์ในโดเมนความถี่ล่ะ?”
“ไม่... พวกนี้ไม่เข้าใจเลยสักนิด” ยาชถูกมือสัมฤทธิ์ยมโลกอันเย็นเฉียบจับไว้จนอึ้งไป
ซามาเอลคลายเกราะมือสัมฤทธิ์ยมโลกออกอย่างผิดหวัง
ทีแรกนึกว่าที่นี่ก็มีระดับเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งพอๆ กัน ที่จะสามารถค้ำจุนโลกที่ทรงพลังใบนี้ไว้ได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนา
“ข้าเคยบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าเจ้านายเก่าของข้าสร้างดันเจี้ยนไปได้ครึ่งๆ กลางๆ ก็ถูกนักผจญภัยตัดหัวไปซะก่อน” ยาชแบมือ “เขาเคยขุดเจอแบบแปลนเครื่องจักรพลังงานจิตชุดหนึ่งจากซากโบราณสถานยุคเทพที่ดูไม่เข้าใจ พอจะถอดความได้แค่ส่วนหนึ่ง เขาก็เลยสั่งให้พวกเราสร้างเครื่องจักรพลังงานจิตนั่นขึ้นมา และออกแบบสถาปัตยกรรมของดันเจี้ยนไปตามโครงสร้างของเครื่องจักรนั่น ซึ่งในนั้นก็มีวงจรพลังงานจิตแบบนี้อยู่ด้วย คำอธิบายของวงจรนั้นคือ ‘ระบบควบคุมแบบป้อนกลับสองวง’”
“ของที่อยู่ในแบบแปลนนั้น... มันเอาไว้ใช้ทำอะไรเหรอ?” ซามาเอลตระหนักว่าเสียงจากเครื่องกำเนิดเสียงของเขามันสั่นเล็กน้อย
“ข้าไม่รู้” ยาชส่ายหน้า “พวกเราสร้างมันไม่เสร็จ ของที่อยู่ในแบบแปลนนั้นมันใหญ่โตจนน่ากลัว... ใหญ่พอๆ กับดันเจี้ยนขนาดกลางเลยก็ว่าได้ ถึงขนาดที่ตอนเจ้านายเก่าของข้าถูกนักผจญภัยฆ่าตาย พวกเราก็ยังสร้างไปได้ไม่ถึงหนึ่งในสามด้วยซ้ำ”
“โครงสร้างสถาปัตยกรรมทั้งหมดของดันเจี้ยนก็คือโครงร่างภายนอกของมัน สะพานก็ต้องสร้างไปตามท่อของมัน เขตตีเหล็กและถลุงโลหะก็ตั้งอยู่ตรงช่องระบายความร้อนของมัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีไอร้อนเหลือทิ้งอยู่ดี จนทำให้น้ำในแม่น้ำเดือดไปครึ่งสาย ช่องปล่อยของเสียก็เชื่อมต่อกับทะเลสาบขนาดยักษ์ที่มีอสูรร้ายอาศัยอยู่ พอสร้างไปได้ครึ่งทาง ทะเลสาบแห่งนั้นก็กลายเป็นบึงหนองเน่าเปื่อยที่มีพิษร้ายแรงไปแล้ว”
“เพราะว่าขนาดและสเกลมันใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ การจะสร้างมันขึ้นมาเลยไม่ได้ต้องการแค่เทคนิคของช่างหล่อเท่านั้น แต่ยังต้องใช้ความรู้ของสถาปนิกด้วย เจ้านายเก่าของข้าถึงได้ยอมจ้างข้า... ทั้งสองวิชานี้มันค่อนข้างจะลึกซึ้งและซับซ้อน เผ่าปีศาจที่เชี่ยวชาญทั้งสองด้านพร้อมกันน่ะมีไม่เยอะหรอก”
ยาชยกมือขึ้นชี้ที่หน้าอกตัวเอง เป็นเชิงบอกว่าการที่เขามีความสามารถทั้งสองอย่างนั้นสำคัญต่อเจ้านายเก่าของเขามากแค่ไหน
“ชิ้นส่วนของเครื่องจักรพลังงานจิตขนาดยักษ์นั่นก็เยอะมากจนน่ากลัว ข้ากับช่างหล่อและสถาปนิกเผ่าปีศาจอีกสามสิบกว่าคนทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ สุดท้ายก็ยังสร้างมันไม่เสร็จ”
“ก่อนที่ข้ากับช่างหล่อเผ่าปีศาจคนอื่นๆ จะสร้างโครงสร้างที่สมบูรณ์ตามแบบแปลนนั้นเสร็จ เหล่านักผจญภัยก็บุกเข้ามาซะก่อน พวกมันทำลายทุกอย่างจนพังพินาศ รวมทั้งเครื่องจักรที่ยังสร้างไม่เสร็จนั่นด้วย”
ซามาเอลนิ่งอึ้งไป
นี่มันอาวุธสุดยอดประเภทหุ่นยักษ์หรือ EVA อะไรทำนองนั้นหรือเปล่า? เครื่องจักรพลังงานจิตขนาดยักษ์ที่สามารถหลอมรวมเข้ากับดันเจี้ยนทั้งหลังได้เลยเนี่ยนะ? นี่มันหมายความว่าดันเจี้ยนลุกขึ้นยืนได้งั้นเหรอ?
ถ้าเจ้านายเก่าของยาชไม่ถูกนักผจญภัยฆ่าตายไปซะก่อน ป่านนี้คงขับกันดั้มกับไททัน(Knight Titan) บดขยี้ไปทั่วทั้งทวีปแล้วมั้ง?
โลกใบนี้มันยังมีความลับซ่อนอยู่อีกมากแค่ไหนกันแน่?
เขาสะบัดหมวกเกราะ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากหัวก่อน
“ภารกิจอันยิ่งใหญ่ทั้งมวล ล้วนเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ ที่มุ่งไปข้างหน้า” เขาวางแบบแปลนชิ้นงานโครงสร้างพลังงานจิตวูจินที่ย่อส่วนตามอัตราส่วนจริงลงบนโต๊ะ เลื่อนไปตรงหน้าทาเลียกับยาช
แบบแปลนนั้นซับซ้อนและประณีต อาศัยพื้นฐานวิชาวิศวกรรมการเขียนแบบของซามาเอล ทำให้วาดออกมาได้อย่างชัดเจนและรัดกุม
“ความรู้คือพลัง ส่วนวิทยาการคือพลังที่ควบคุมได้”
“รบกวนด้วยนะ” เขาพยักหน้าให้เล็กน้อย
ทาเลียคว้าดาบโค้งยาววูจินขึ้นมา ยื่นเข้าไปในเตาหลอมที่คำรามด้วยเปลวอัคคีปีศาจสีขาวซีด ค่อยๆ เผาจนมันร้อนแดง นางกำค้อนแน่น มัดกล้ามเนื้อบนท่อนแขนที่เรียบเนียนเกร็งขึ้น ทุบลงไปบนแผ่นวูจินชิ้นเล็กๆ
ท่ามกลางเสียงค้อนทุบดัง ติงๆ ตังๆ แผ่นวูจินที่ถูกทุบตีก็ค่อยๆ ถูกขึ้นรูป
ยาชรับแผ่นวูจินชิ้นเล็กๆ ที่ขึ้นรูปเสร็จแล้วมา สวมแว่นขยายขนาดเล็กที่เหล่าพ่อค้าอัญมณีและช่างทำเครื่องประดับนิยมใช้ ใช้สิ่วสำหรับแกะสลักเครื่องประดับ ค่อยๆ ตอกลงไปทีละนิดๆ สลักวงจรพลังงานจิตที่สอดคล้องกันลงไป
“บางครั้ง ข้าก็อยากเรียนตีเหล็กบ้างเหมือนกัน” ซามาเอลพูดขึ้น พลางวาดแบบแปลนชิ้นงานแผ่นที่สองไปด้วย สายตาก็จ้องมองท่าทางตอนเหวี่ยงค้อนขึ้นรูปของทาเลีย
“ข้าสอนเจ้าได้” ทาเลียยิ้ม “ต่อไปพวกเราจะมีเวลาอีกเยอะ ข้าค่อยๆ สอนเจ้าก็ได้”
“อ๊า ข้าจะมานั่งขัดจังหวะพวกท่านสองคนตรงนี้ทำไมแต่แรกเนี่ย?” ยาชโอดครวญ “เออ ก็เพราะข้ามันอยากรู้อยากเห็นเกินเหตุ ดันเสือกอยากจะเห็นโครงสร้างของเครื่องจักรพลังงานจิตนี่นา ถึงได้ต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชแบบนี้ เหมือนแมลงวันที่ถูกน้ำหวานดึงดูด แล้วโดนแก้วครอบขังไว้บนโต๊ะของคู่รัก ต้องมานั่งดูฉากบาดตาบาดใจที่ข้าไม่เข้าใจ แต่ก็ยังหนีออกไปไม่ได้ในเร็วๆ นี้”
“ว่าแต่ ยาช เจ้ารู้ไหมว่าตุ๊กตาตัวเล็กที่ห้อยอยู่ตรงอกข้าเนี่ย ใครเป็นคนทำให้ข้า?” ซามาเอลถาม
“นี่เป็นครั้งที่ห้าแล้วนะที่ท่าน ‘เผลอ’ พูดถึงมันในวันนี้!” ยาชโอดครวญ
(จบบทที่ 42)