เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 【โม่อัน】

บทที่ 34 【โม่อัน】

บทที่ 34 【โม่อัน】


บทที่ 34 【โม่อัน】

ความง่วงงุนอันหนักอึ้งและอ่อนล้า ถักทอเข้ากับความหนาวเย็นที่ไร้ที่พึ่งพิง

“พี่? พี่!” มีใครบางคนกำลังเรียกเสียงเบา “เซี่ยโม่! พี่!”

เขาเปิดตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานห้องเช่าที่ไม่คุ้นเคยและคับแคบ เขาก้มหัวลงเล็กน้อย เด็กสาวหน้าตาหมดจดที่มีเค้าโครงคล้ายกับเขากำลังยืนอยู่ที่ประตูห้อง เคาะบานประตูดัง ตึง ตึง

บนใบหน้าที่ซีดเซียวเล็กน้อยของเธอปรากฏรอยคล้ำใต้ตาขนาดใหญ่ สีหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนล้า ราวกับนกน้อยที่ถุงน้ำดีแตกเพราะตกใจเสียงปืนที่ดังถี่ๆ

“อ๊า! หนูเรียกพี่มาสิบนาทีแล้วนะ!” เด็กสาวสวมชุดนอนลายกระต่ายสีน้ำเงิน ใส่รองเท้าแตะขนนุ่ม ตะโกนอย่างฉุนเฉียว

“โอ้... ครับๆ สุมิมาเซน โอโจซามะ ...” เขาตอบส่งๆ ด้วยสำเนียงติดขัดคล้ายตัวละครในอนิเมะ พยุงร่างลุกขึ้นจากเตียงอย่างยากลำบาก

ที่จริงแล้ว ปกติเขาแทบไม่ดูอนิเมะ ไม่ได้สนใจหนุ่มหล่อสาวสวยในโลกสองมิติพวกนั้นเท่าไหร่ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามุกอนิเมะที่เพื่อนๆ ในชมรมคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยชอบพูดกันติดปากมันหมายถึงอะไร

เซี่ยโม่ชอบเกมมากกว่า โดยเฉพาะ 《ดาร์กโซล》 นั่นคือโลกที่เหนื่อยล้า เย็นชา อึมครึม แข็งกระด้างและหยาบกร้าน ราวกับหินผาโบราณที่อดทนและขรุขระ ทั้งยังเต็มไปด้วยไฟและแสงตะวันที่ไม่เคยมอดดับ

แต่น้องสาวชอบอนิเมะ ตอนที่เธอดู 《กินทามะ》 กับ 《เดียวดายร็อก》 เธอจะหัวเราะ ช่วงนี้ก็กำลังดู 《ขงเบ้ง เจาะเวลามาปั้นดาว》 อยู่ ก็หัวเราะเหมือนกัน

นับตั้งแต่พักการเรียนมา รอยยิ้มของน้องสาวก็หาได้ยาก สำเนียงอนิเมะห่วยๆ อาจจะทำให้เธอหัวเราะได้มากขึ้นบ้าง

วิธีนี้ได้ผลอีกครั้ง น้องสาวหัวเราะคิกคักเพราะสำเนียงอนิเมะติดขัดของเขา “รีบตื่นได้แล้ว พี่ชาย!” เธอดึงแขนเขา “ไม่ใช่พี่เหรอที่บอกให้หนูมาปลุกตอนเจ็ดโมงเช้าน่ะ?”

“ครับๆๆ...” เซี่ยโม่ขานรับ หยิบมือถือที่กำลังชาร์จแบต 93% ขึ้นมา ดูข้อความที่เต็มหน้าจอ กดล้างทั้งหมดในคลิกเดียว ดึงสายชาร์จที่ยางหุ้มเก่าๆ จนเห็นไส้ในและมีสีเหลืองซีดออก

ที่จริงเขาสามารถตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือเองได้ เพียงแต่เขาอยากจะหาภารกิจเล็กๆ ง่ายๆ ให้น้องสาวทำ ให้เธอรู้สึก “มีชีวิตชีวา” ขึ้นมาบ้าง นี่คือสิ่งที่หมอที่คลินิกและนักจิตวิทยาบอกเซี่ยโม่

อีกอย่าง มอบหน้าที่นาฬิกาปลุกตอนเช้านี้ให้เธอ เพื่อที่จะทำภารกิจเล็กๆ นี้ให้สำเร็จ เธอจะยอมเข้านอนเร็วตื่นเช้า กินยาตามเวลา จะได้ไม่ร้องไห้ข้ามคืนข้ามวันอีก

ห้องเช่าเล็กมาก สองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นนี้ยังทำหน้าที่เป็นห้องอาหาร ห้องรับแขก ครัวแบบง่ายๆ และที่วางสัมภาระชั่วคราวด้วย

ห้องเช่าเล็ก หน้าต่างก็ค่อนข้างเล็ก แสงส่องเข้ามาไม่ค่อยดี ดวง แสงแดดที่ส่องเข้ามาก็เล็กๆ เซี่ยโม่เดิมทีอยากจะเช่าห้องเช่าที่มีหน้าต่างบานใหญ่ มีแสงแดดส่องเข้ามาเป็นบริเวณกว้าง เพราะหมอบอกว่าแสงแดดดีกับน้องสาว

แต่เขาทำงานพิเศษเป็นครูสอนพิเศษและประหยัดอดออมมาสามปีมหาวิทยาลัย ก็เก็บเงินมาได้แค่สี่ห้าหมื่น ถ้าอยากจะเช่าระยะยาว ก็เช่าห้องขนาดนี้ไม่ได้

“กินข้าวเช้าได้แล้ว” เขาใช้หม้อไฟฟ้าเล็กๆ ต้มนมถุงตรงตำแหน่งริมหน้าต่างในห้องนั่งเล่น เอาเสี่ยวหลงเปาเย็นๆ ที่เหลือจากเมื่อคืนใส่ไมโครเวฟ เรียกน้องสาว เอานมซีเรียลใส่ชามของเธอ วางไว้หน้าดวงแสงเล็กๆ ในห้องนั่งเล่นล่วงหน้า

น้องสาว เซี่ยชิงหนาน นั่งอยู่บนโซฟาเคาะชามเบาๆ ดวงแสงอาทิตย์เล็กๆ ที่เซี่ยโม่คำวณไว้เป๊ะๆ นั้นส่องลงบนแขนของเธอพอดี และค่อยๆ เลื่อนไปส่องบนใบหน้าด้านข้างที่ซีดเซียวของเธอตามเวลาที่ผ่านไป ในฤดูใบไม้ร่วง ดวงแสงจะคงอยู่ตลอดเวลาอาหารเช้าที่เริ่มตอนเจ็ดโมงได้

เขาเก่งเรื่องการคำนวณและวางแผนพวกนี้มาก แม้จะเป็นเพียงแค่ดวงแสงก็ตาม บางทีนี่อาจจะเป็นพรสวรรค์บางอย่างกระมัง ถึงแม้เขาจะใช้พรสวรรค์นี้เล่นแต่เกมจำลองสถานการณ์ที่ต้องคำนวณรอบและวางแผนอย่าง 《Oxygen Not Included》 ก็ตาม

ในที่สุดเธอก็ลุกขึ้นมากินข้าวเช้าได้แล้ว นี่เป็นสัญญาณที่ดี เดิมทีเธอจะร้องไห้ทั้งคืน ร้องจนสลบไปตอนรุ่งสาง แล้วก็นอนยาวไปจนถึงห้าโมงเย็นของวันรุ่งขึ้น พอตื่นขึ้นมา ก็จะนั่งเหม่อมองดวงอาทิตย์ตกดินที่หน้าต่าง

เซี่ยโม่รู้สึกว่าการตัดสินใจย้ายออกจากหอพักมหาวิทยาลัยมาอยู่เป็นเพื่อนหนานหนานไม่ได้สูญเปล่า หนานหนานต้องการคนอยู่เป็นเพื่อน การอยู่คนเดียวในสภาพแวดล้อมแบบนี้ กิจวัตรประจำวันแปรปรวน กลางวันกลางคืนสลับกัน แถมยังแบกรับความกดดันมหาศาลขนาดนั้นอีก

เขาเปลี่ยนซิมการ์ดมือถือให้น้องสาว ตอนนี้พ่อแม่ไม่สามารถโทรมาด่าว่าหนานหนานไร้ความสามารถอย่างบ้าคลั่งได้อีกแล้ว

“ดาวเคราะห์ที่หมุนรอบตัวเองทั้งวันทั้งคืน ทุกหนแห่งล้วนถูกบดบังด้วยเงาหลังของผู้อื่น...” เสียงเรียกเข้ามือถือของเขาดังขึ้น เสียงเรียกเข้าคือเพลงประกอบ 《บันทึกการเดินทางดวงดาว》 นั่นเป็นอนิเมะไม่กี่เรื่องที่เขาดูจริงๆ เขาชอบมาก เพียงแต่น่าเสียดายที่เหมือนกับชีวิตของเขา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีตอนจบ

เขาเหลือบมองชื่อผู้ติดต่อ แล้วก็กดตัดสายทิ้งไป

“โทรศัพท์ใครเหรอ?” หนานหนานถามพลางตักนมเข้าปาก

มือของเธอตอนนี้ไม่สั่นแล้ว สามารถถือช้อนได้อย่างมั่นคงแล้ว

นี่คือความก้าวหน้าครั้งใหญ่ ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอรับมือความกดดันในรั้วโรงเรียนมัธยมปลาย กลับบ้านมาก็ยังโดนด่าโดนตีเรื่องผลการเรียนทุกวัน มือสั่นจนถือปากกาไม่ได้ พอมาอยู่ที่นี่ หลังจากเซี่ยโม่สอนเธอเล่นเกม นิ้วมือที่กดคีย์บอร์ดของเธอก็ยังสั่นอยู่ ราวกับกลัวว่าถ้าเล่นเกมแพ้แล้วจะโดนลงโทษอย่างรุนแรง

“เพื่อนร่วมห้องพี่น่ะ โทรมาตามให้ไปเข้าเรียนตอนสิบโมงเช้า” เซี่ยโม่โกหกส่งๆ เขาเหลือบมองหน้าจอมือถืออีกครั้ง เวลายังเช้าอยู่

“พี่ลงไปซื้อเครื่องดื่มข้างล่างหน่อย วันนี้อยากดื่มอะไร?” เซี่ยโม่ถาม “โยเกิร์ตผลไม้? นิวทริชั่นเอ็กซ์เพรส?”

“กาแฟ”

“ไม่ได้ มีคาเฟอีน เดี๋ยวกลางคืนก็นอนไม่หลับอีก” เซี่ยโม่ปฏิเสธ “เปลี่ยนอย่างอื่น”

“โยเกิร์ต รสพีชเหลือง”

“ได้”

เซี่ยโม่สวมเสื้อนอก หยิบมือถือแล้วรีบลงบันไดไป แต่ตอนที่เขาลงไปได้ครึ่งทาง ตรงโถงบันได มือถือก็ดังขึ้นอีกครั้ง

เขามองชื่อผู้ติดต่อ นิ้วมือค้างอยู่บนปุ่มสีแดง “ตัดสาย” สองสามวินาที สุดท้ายก็กดลงบนปุ่มสีเขียว “รับสาย”

“ฮัลโหล” เขาพูดเรียบๆ

“เซี่ยชิงหนาน นั่งรถไปหาแกที่นั่นแล้วใช่ไหม?” ปลายสายเป็นเสียงชายวัยกลางคนที่คุ้นเคยและเต็มไปด้วยความโกรธ

ชายคนนี้ในความทรงจำดูเหมือนจะโกรธอยู่ทุกวินาที เพื่อเหตุผลต่างๆ นานาที่ไร้สาระอย่างไม่น่าเชื่อ การบ้านตัวหนังสือเขียนไม่สวย ทางกลับบ้านหกล้มเข่าแตก ตอนปิดเทอมฤดูร้อนทำการบ้านไม่เสร็จ ผลสอบอันดับสูงขึ้นแต่คะแนนรวมกลับลดลง กินโยเกิร์ตเสร็จแล้วลืมทิ้งถ้วย เพื่อเหตุผลไร้สาระมากมายก็สามารถทำให้เขาโกรธได้ทั้งวัน ทั้งๆ ที่เป็นแค่เรื่องขี้ปะติ๋ว แต่กลับดูเหมือนเป็นโลกทั้งใบของเขา

“ใช่ ผมจัดการให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วง” เซี่ยโม่ตอบ

“ใครใช้ให้แกจัดการ! ให้มันกลับมาเดี๋ยวนี้! มันอยู่ ม.6 แล้วนะ! ปีหน้าก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พักการเรียนมันจะดูเป็นยังไง!” ชายวัยกลางคนในโทรศัพท์ด่าลั่น “แกก็ดูแลเรื่องเรียนของตัวเองไป! อุตส่าห์สอบติด 211 ปลายแถวได้ อย่าเสียโอกาสไปเปล่าๆ! ตั้งใจเรียนให้ดี มหาวิทยาลัยสี่ปีถ้ามัวแต่เหลวไหล ดูซิว่าต่อไปในสังคมแกจะทำยังไง!”

เซี่ยโม่อยากจะหัวเราะ แต่ความเหนื่อยล้าจนท้อแท้ก็ท่วมท้นเขา คำพูดแห้งๆ สี่คำว่า “ตั้งใจเรียนให้ดี” ดูเหมือนจะเป็นคำพูดเดียวที่พ่อจะพูดกับเขาเกี่ยวกับอนาคตได้ ตั้งแต่เล็กจนโต

คำพูดประโยคเดียว พูดซ้ำสามครั้งจะสำคัญ พูดซ้ำสิบครั้งจะเริ่มเบื่อ พูดซ้ำห้าสิบครั้งจะรู้สึกหงุดหงิด พูดซ้ำร้อยครั้งจะอยากหัวเราะ

พูดซ้ำหลายพันครั้ง ไม่รู้สึกอะไรเลย

เหลือเพียงความด้านชาอันเย็นเยียบ

“หนานหนานต้องการพักผ่อน ให้เธอพักอยู่ที่นี่สักพักเถอะ” เขาตอบ

“มันก็แค่แกล้งทำ! โดนตามใจจนเคยตัว! แกจะไปยุ่งกับมันทำไม!” ชายวัยกลางคนคำรามอย่างโกรธจัด

“ผมทำหน้าที่พี่ชายได้ดีกว่าที่ท่านทำหน้าที่พ่อเสียอีก” เซี่ยโม่พูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา “ให้ผมดูแลเธอสักพักเถอะครับ หมอบอกว่าความเครียดมันมากเกินไป ครอบครัวก็มีส่วน รอให้เธอดีขึ้นก่อนแล้วค่อย...”

“บอกที่อยู่มา เดี๋ยวนี้ข้าจะขับรถไป” พ่อพูดตัดบท

“ถ้าท่านมา ผมก็จะขอพักการเรียนเหมือนกัน แล้วพาหนานหนานไปทำงานหาเงินเช่าห้องอยู่ที่อื่นสักพัก” เซี่ยโม่พูดกับมือถืออย่างอ่อนโยน

“แกก็เรียนมหาวิทยาลัยของแกไปดีๆ สิ!” เสียงในโทรศัพท์คำราม

“ถ้างั้นท่านก็อย่ามา อย่าทำให้เรื่องมันแย่ลงไปกว่านี้เลย” เซี่ยโม่ตอบ “หนานหนานร้องไห้ทั้งคืน... แค่เธอยังมีชีวิตอยู่ก็ลำบากมากแล้ว”

“แกใช้เงินของพวกข้า! ข้าจะตัดค่าใช้จ่ายของแก!” โทรศัพท์คำราม “พวกข้าลำบากเลี้ยงพวกแกมาจนโตขนาดนี้ พวกแกตอบแทนพวกข้าแบบนี้เหรอ?”

“เงินค่าเช่าห้องเป็นเงินที่ผมทำงานพิเศษเก็บมาตอนเรียนมหาวิทยาลัย” เซี่ยโม่ตอบ “ถ้าท่านตัดค่าใช้จ่าย งั้นผมก็จะพักการเรียนโดดเรียนไปทำงาน ผมมีมือมีเท้า หาเลี้ยงตัวเองได้ ทำอะไรก็ไม่น่าอายหรอก”

“คุณอย่าพูดเลย ให้ฉันคุยเอง” ปลายสายอีกด้านมีเสียงแม่ดังขึ้น พร้อมกับเสียงยื้อแย่งมือถือดังตุ้บตั้บ

ฟังดูเหมือนพ่อจะปามือถือลงพื้น แต่คุณภาพมือถือก็ยังพอใช้ได้ การสนทนายังคงดำเนินต่อไป แม่เก็บมือถือขึ้นมา

“หนานหนานตอนนี้ยังเป็นลมอยู่รึเปล่า?” แม่ถามเสียงเบา

“โดยพื้นฐานแล้วไม่เป็นแล้วครับ” เซี่ยโม่ตอบ

“กินยารึยัง?”

“เซอร์ทราลีนไฮโดรคลอไรด์ครับ ตามหมอสั่ง” เขาตอบ

“ชีวิตลูกตอนนี้ดูแลน้องได้ปกติเหรอ? แม่แค่คิดว่าปกติชีวิตมหาวิทยาลัยลูกก็ยุ่งอยู่แล้ว กะว่าจะให้หนานหนานพักฟื้นอยู่ที่บ้านสักพัก”

“เธออยู่บ้านไม่ได้ครับ ที่นั่น...” เซี่ยโม่ลังเลไปครู่หนึ่ง “ความกดดันในครอบครัวมันมากเกินไป มีคนรู้จักมาเยี่ยมบ้านเป็นครั้งคราว แล้วก็มีเพื่อนๆ ครูบาอาจารย์สมัยมัธยมปลายอะไรแบบนี้ด้วย สภาพแวดล้อมก็ไม่ค่อยดีกับจิตใจเธอเท่าไหร่ ทางนี้ผมไม่มีปัญหาครับ”

“เดี๋ยวแม่โอนเงินไปให้หน่อยนะ ลูกพาน้องกินอยู่ดีๆ หน่อย” แม่กล่าว “ซื้อยาให้หนานหนานก็ไม่ต้องใช้เงินเก็บของตัวเองนะ”

“ไม่เป็นไรครับ” เซี่ยโม่ตอบ

“คุณยังจะตามใจพวกมันสองคนอีก!” เสียงคำรามอย่างคับแค้นของพ่อดังมาจากปลายสายอีกด้าน

“อย่าลืมดูข้อความวีแชทนะ อันอัน” แม่พูดเสียงเบา แล้วก็วางสายไป

เซี่ยโม่เปิดวีแชทที่เขาไม่ได้สนใจตอนตื่นนอนเมื่อเช้า ท่ามกลางข้อความบ่นพึมพำมากมายของพ่อ ก็มีบันทึกการโอนเงินที่ยังไม่ได้รับสองรายการของแม่แทรกอยู่

พวกเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินของพวกท่านอีกแล้ว... เขาพิมพ์ลงบนคีย์บอร์ดครึ่งล่างของมือถือเบาๆ พิมพ์เข้าไปแล้วก็ค่อยๆ ลบทิ้ง

ตอนนี้ยังพอไหวอยู่ ไว้ทีหลังค่อยรับ เขาคลิกส่ง

รับไปเถอะ ชีวิตพวกแกมีค่าใช้จ่ายเยอะแยะไปหมด แม่ตอบกลับมาทันที

เขาลั้งเลไปครู่หนึ่ง ไม่ได้พิมพ์อะไรต่อ เพียงแค่ถอนหายใจ

เจ้าของร้านสะดวกซื้อเล็กๆ ในชุมชนนอนอยู่หลังเคาน์เตอร์สูบบุหรี่ ควันบุหรี่ลอยคลุ้ง เซี่ยโม่ไอค่อกแค่ก หยิบโยเกิร์ตผลไม้รสพีชเหลืองกระป๋องหนึ่งจากชั้นวาง แล้วก็หยิบโค้กกระป๋องหนึ่งให้ตัวเอง มองเหล้าบนชั้นข้างๆ มือที่ถือโค้กก็อดลังเลไปครู่หนึ่งไม่ได้

ข้าไม่มีความเครียด ข้าสบายดี ข้าต้องมีสติ เขาบอกตัวเอง

ถึงแม้เขาเองก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง ความกดดันพยายามจะบดขยี้เขา แต่ในพันธมิตรเล็กๆ ที่ประกอบด้วยพี่น้องสองคนนี้ แค่มีคนหนึ่งไม่สบายใจก็มากเกินพอแล้ว ทั้งร้อยละห้าสิบเลยทีเดียว

ในสองคน อย่างน้อยก็ต้องมีคนหนึ่งที่รักษาอารมณ์ให้มั่นคงและมองโลกในแง่ดีได้ใช่ไหม? ถ้าทั้งสองคนเอาแต่มองโลกในแง่ร้ายหดหู่ เกรงว่าคงจูงมือกันไปหาทำเลดีๆ กระโดดหน้าผาตายไปแล้ว

เขาสแกนจ่ายเงินค่าโยเกิร์ตผลไม้รสพีชเหลืองกับโค้ก แล้วกลับไปที่ห้องเช่า

ตอนนี้ยังเช้าอยู่ อาการของเซี่ยชิงหนานยังค่อนข้างคงที่ พอถึงช่วงเย็นกับกลางคืน อารมณ์ของเธอจะพังทลายได้ง่ายกว่า

เขาวางโยเกิร์ตรสพีชเหลืองลงบนโต๊ะในห้องนั่งเล่นเบาๆ เปิดฝากระป๋องโค้กดัง แปะ ยกขึ้นดื่มน้ำอัดลมไปสองอึก

เซี่ยชิงหนานนั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะ ไม่ได้ดูมือถือ ไม่ได้เล่นคอมพิวเตอร์ แค่... เหม่อลอย

ราวกับลูกนกป่วยไข้ที่ถุงน้ำดีแตกเพราะตกใจเสียงปืน

ตอนนี้ใกล้จะแปดโมงเช้าแล้ว ดวงแสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างเล็กๆ ก็เลื่อนหายไปแล้ว บนใบหน้าเธอเหลือเพียงเงามืด

บางครั้งเธอจะเหม่อลอยอยู่นานมาก แล้วก็เงยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเงามืดขึ้นมา ถามเซี่ยโม่

“พี่ คนเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรเหรอ?” เธอถามอย่างจริงจัง “ถ้าเกิดมาก็มีแต่ความทุกข์ อนาคตก็มีแต่ความทุกข์มากขึ้น แล้วทำไมถึง...”

“ดูอนิเมะไหม?” เซี่ยโม่ถาม

“อะไรนะ?” น้องสาวเงยหน้าขึ้น

“อนิเมะ วันนี้ไม่ดูซีรีส์เหรอ?” เขาถาม

“เรื่องที่ชอบดูจบหมดแล้ว”

“ก็หาเรื่องที่ชอบดูเพิ่มอีกสิ... ช่วงนี้มีงานคอสเพลย์ไหม? พี่ไปเป็นเพื่อนเอาไหม?” เขาเข้าไปคลอเคลียอย่างหน้าด้านๆ พยายามทำให้น้องสาวอารมณ์ดีขึ้นหน่อย

“ไม่อยากไป” น้องสาวส่ายหน้า

“...เล่นเกมไหม?” เซี่ยโม่ถาม “คอมพี่มีเกมนะ บัญชี Steam เล่นได้ตามสบาย... อย่าไปยุ่งกับไอคอนรถฟอร์ดมัสแตงสีแดงนั่นนะ พี่ก็มีความเป็นส่วนตัวเหมือนกัน เดี๋ยวสิ พี่ลบไอคอนรถนี่ก่อนดีกว่า”

เขายกโน้ตบุ๊กของตัวเองมา เปิดบัญชีของตัวเอง แล้วถึงได้นึกขึ้นได้ว่า ในคอมของตัวเองมีแต่ของฮาร์ดคอร์ทั้งนั้น

《Turing Complete》 《SHENZHEN I/O》 《Oxygen Not Included》 《Dwarf Fortress》 《Factorio》... ตอนแรกจริงๆ แล้วเป็นเพราะตอนมัธยมปลาย พ่อพอเห็นเขาเล่นเกมทีไรก็จะโมโหใหญ่โตทุกที เขาเลยเลือกเกมที่ภาพดูเหมือนกำลังเรียนหนังสือมาเล่น พอพ่อแม่ถามขึ้นมา ก็จะได้โกหกว่ากำลังเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการสาขาคอมพิวเตอร์ของมัธยมปลายอยู่ แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้า ก็ดันชอบเกมที่ยากและน่าเบื่อพวกนี้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวซะงั้น

แต่ว่า เห็นได้ชัดว่าน้องสาวไม่สนใจเรื่องพวกนี้

“ลองเล่นอันนี้ดูสิ” ในที่สุดเขาก็ค้นเจอเกมที่ดูไม่เหมือนโปรแกรมวิศวกรรมจากคลัง Steam ของตัวเอง 《ดาร์กโซล》

นี่คือเกมที่เขาซื้อตอนเข้ามหาวิทยาลัย เล่นจบแบบเก็บครบห้ารอบแล้ว เขาจำได้รางๆ ว่าเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง ว่ากันว่า 《ดาร์กโซล》 รักษากอาการซึมเศร้าได้

“มันยากเกินไป เล่นไม่ผ่านหรอก” น้องสาวตอบ “ไม่มีประโยชน์หรอก ทำยังไงก็เล่นไม่ผ่าน มันไม่มีประโยชน์”

“เล่นไม่ผ่านแล้วมีผลอะไรไหม?” เซี่ยโม่ถาม

“เงินจะหายหมด แล้วยังต้องวิ่งกลับไปใหม่ตั้งไกล”

“แล้วไงต่อ?”

“...”

“เงินหายไปก็หาใหม่ได้ ต้องวิ่งไกลก็วิ่งใหม่ได้ ล้มเหลวก็ลองใหม่ได้อีกครั้ง” เซี่ยโม่กุมมือน้องสาว วางมือเธอลงบนเมาส์ “มีสิ่งต่างๆ มากมายที่สามารถเอาชนะเจ้าได้ แต่ไม่มีสิ่งไหนที่สามารถทำลายเจ้าได้ เว้นแต่เจ้าจะยอมแพ้ที่จะลองเอง”

“ลองดูสิ ไม่เข้าใจตรงไหนก็หาบทสรุปดูได้” เขาสวมเสื้อลุกขึ้น คว้าเป้ข้างๆ “พี่ต้องไปเตรียมเข้าเรียนแล้ว วันนี้กลางวันอยากออกไปกินข้าวข้างนอกด้วยกันไหม?”

“ไม่ค่อยอยาก”

“ถ้างั้นพี่ซื้อจากโรงอาหารมาให้ เอาอะไรไหม?”

“ไม่มีอะไรอยากกิน”

“ถ้างั้นพี่เลือกของที่พี่ชอบซื้อมานะ” เขาออกจากประตูไป มุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัย

คาบเรียนตอนเช้าจริงๆ แล้วเริ่มตอนสิบโมงเช้า เขามาถึงหน้าเงาของอาคารคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ ยกถังน้ำดื่มบริสุทธิ์ถังหนึ่งขึ้นมาจากโถงบันไดชั้นหนึ่ง แบกขึ้นไปชั้นสามหน้าห้องกิจกรรมชมรมคอมพิวเตอร์อย่างเหนื่อยหอบ

ในอาคารคณะมีห้องคอมพิวเตอร์และห้องปฏิบัติการมากมาย ปกติจะล็อกไว้ จะเปิดเฉพาะตอนมีการเรียนการสอนและกิจกรรมชมรมเท่านั้น ดังนั้นคนส่งน้ำและแม่บ้านจึงไม่ได้รับผิดชอบอาคารนี้ น้ำดื่มบริสุทธิ์ในอาคารนี้ล้วนเป็นอาจารย์และนักศึกษาแบกขึ้นมากันเอง

เซี่ยโม่เป็นหัวหน้าฝ่ายกิจกรรม ทุกครั้งที่ขึ้นตึกเขาก็จะชินกับการแบกถังน้ำดื่มบริสุทธิ์ขึ้นไปถังหนึ่ง เพราะยังไงซะคนอื่นๆ ก็ดูเหมือนจะคิดว่าน้ำดื่มบริสุทธิ์มันจะบินขึ้นไปชั้นสามได้เอง

นักศึกษาในชมรมที่เดินผ่านไปมาต่างก็เรียก “พี่อัน” เรียก “พี่เซี่ย” เรียก “หัวหน้าเซี่ย อรุณสวัสดิ์” แต่น่าเสียดายที่ถังน้ำดื่มบริสุทธิ์ดูเหมือนจะเป็นของล่องหน ไม่มีใครแวะเข้ามาช่วยแบกเลยสักคน

เซี่ยโม่ตอบรับคำทักทายของคนอื่นๆ ไปพลาง แบกถังน้ำดื่มบริสุทธิ์ไปพลาง แบกมาถึงหน้าห้องกิจกรรมชั้นสาม ในที่สุดก็มีมือข้างหนึ่งช่วยจับถังน้ำดื่มบริสุทธิ์ไว้

เขาเงยหน้าขึ้น มองประธานชมรมคอมพิวเตอร์

“รุ่นพี่เหลียง” เขาพยักหน้า

“พี่เอง โม่อัน” ประธานชมรมทักทาย “ปีหนึ่งแล้วนะ ลำบากแย่เลย”

“ผมเพิ่งยื่นเรื่องไปเมื่อวานนี้เอง รุ่นพี่รู้แล้วเหรอครับว่าผมจะออก?” เซี่ยโม่เลิกคิ้ว

“วันนี้พี่มาห้องกิจกรรมก็เพื่อมาส่งเธอนี่แหละ พวกเขาบอกว่า เธอทำเรื่องย้ายออกจากหอไปเมื่อสองสามวันก่อน ของในหอพักก็ว่างเปล่าแล้ว” ประธานชมรมยกถังน้ำดื่มบริสุทธิ์ขึ้นอย่างอ่อนโยน เปลี่ยนถังน้ำบนเครื่องกดน้ำในห้องกิจกรรม “ชีวิตคงจะยุ่งน่าดูเลยสินะ? ต้องทำงานพิเศษเหรอ?”

“ครับ” เซี่ยโม่หยิบแฟ้มเอกสารออกจากกระเป๋า “นี่คือบันทึกกิจกรรมที่เคยฝากไว้กับผมก่อนหน้านี้ครับ เมื่อคืนตอนส่งมอบงานลืมไป”

“กลางวันไปกินข้าวด้วยกันนะ โม่อัน” รุ่นพี่เหลียงรับแฟ้มเอกสาร “คบกันมาปีหนึ่งแล้ว เธอทำงานได้ดีมาตลอด ถ้ามีโอกาส ประธานชมรมคอมคนต่อไปอาจจะ...”

“ไม่ๆ ครับ ตอนกลางวันผมมีธุระแล้ว” เซี่ยโม่พูดอย่างแข็งทื่อ โบกมือปฏิเสธซ้ำๆ “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณในความหวังดีของทุกคน”

“ทุกคนขอบคุณโม่อันสำหรับการทุ่มเทให้ชมรมตลอดปีที่ผ่านมาด้วย!” รุ่นพี่เหลียงเรียก ทุกคนในห้องกิจกรรมลุกขึ้นปรบมือ

มีคนเรียก “หัวหน้าเซี่ย” มีคนเรียก “พี่อัน”

ท่ามกลางเสียงปรบมือ เซี่ยโม่ก็หนีออกจากอาคารคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ไปราวกับวิ่งหนี

“แบบจำลองวงจรสมมูลของหม้อแปลงชนิด r ดังภาพ อิมพีแดนซ์และแอดมิตแตนซ์คือ...” อาจารย์ผู้สูงวัยอ่านสไลด์บนเวที

ต่อไปต้องไปทำงานพิเศษหาเงินแล้ว เซี่ยโม่คิดอย่างใจลอย ห้องเช่าอยู่ค่อนข้างห่างไกล ค่าเช่าเดือนละสองพัน ยังพออยู่ได้อีกพักหนึ่ง

แสงไฟในห้องเช่ามันมืดเกินไป หมอบอกว่าสภาพแวดล้อมที่มืดสลัวไม่ดีต่อการฟื้นตัว บางทีควรจะเปลี่ยนหลอดไฟไหมนะ?

“นักศึกษาบางคน ยังไม่เปิดตำราเรียนเลย” เสียงของอาจารย์ผู้สูงวัยดังขึ้นข้างๆ เซี่ยโม่สะดุ้ง

“นักศึกษาคนนี้ เธอมาตอบหน่อยสิ อิมพีแดนซ์ของแบบจำลองสมมูลคือเท่าไหร่?” อาจารย์ผู้สูงวัยตบไหล่เขาเบาๆ “แล้วเวกเตอร์แรงดันไฟฟ้าที่จุดนี้ล่ะ?”

เขามองห้องเรียนตรงหน้าอย่างเหม่อลอย

เพื่อนร่วมห้องที่นั่งอยู่ข้างๆ เขียนเวกเตอร์ไฟฟ้าเชิงซ้อนชุดหนึ่งลงบนกระดาษขาว ค่อยๆ ดันข้อศอกส่งมา แต่ก็ถูกอาจารย์ผู้สูงวัยยื่นมือมากันไว้

“นั่งลงเถอะ” อาจารย์ผู้สูงวัยกล่าว “ตั้งใจเรียน”

ในไม่ช้าก็ถึงตอนกลางวัน เขาถือกล่องข้าวพลาสติกร้อนๆ กับกับข้าวร้อนๆ สองสามกล่อง รีบเบียดฝ่าฝูงชนในโรงอาหาร กลับไปยังห้องเช่า

“หนานหนาน?” เขาเปิดประตูใหญ่ของห้องเช่าออก ด้านหลังประตูคือกำแพง

กำแพงสูงที่หล่อจากสัมฤทธิ์ยมโลก สูงขึ้นไป ลงมา ไปทางซ้าย ไปทางขวา ไม่ว่าทิศทางไหนก็ไม่มีที่สิ้นสุด

“หนานหนาน!” เขาตื่นตระหนก ยกหมัดขึ้นทุบกำแพงสัมฤทธิ์ยมโลกอย่างแรง กำแพงแตกออก เขาวิ่งเข้าไปในห้อง เสียงแก้วแตกและเสียงกรีดร้องดังมาจากกลางห้องอันมืดสลัว

เปรี๊ยะ เด็กสาวผอมบางขดตัวนั่งอยู่กลางความมืดในห้อง กอดเข่าแน่น ขดตัวเป็นก้อนเล็กๆ ซบหน้าลงกับหว่างเข่า สะอึกสะอื้น

ชุดเกราะสีดำสนิท ผ้าคลุมสีเลือดขาดรุ่งริ่ง ค้อนศึกด้ามยาวและผลึกที่มัวหมองตกเกลื่อนพื้น

“พี่... หนูเป็นตัวถ่วงของพี่รึเปล่า...” เสียงพร่ามัวดังก้องอยู่ในหมวกเหล็ก “หนูทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง...”

เปรี๊ยะ ราวกับเสียงสัมฤทธิ์ที่ผุกร่อนเสียดสีกัน

“พ่อเป็นมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา เป็นความผิดของหนูเอง หนูทำให้พ่อโกรธ...”

“หนูต้องกลับบ้านไปดู...”

“นักศึกษาเซี่ยโม่ รบกวนมานี่หน่อย...”

“ขอให้เธอทำใจดีๆ ไว้...” เปรี๊ยะ!

“พ่อแม่กับน้องสาวของเธอ...” เปรี๊ยะ!

“ขับรถขณะเหนื่อยล้า...” เปรี๊ยะ!

“เกิด...” เปรี๊ยะ!

“อุบัติเหตุบางอย่าง...” เปรี๊ยะ!

“ซามาเอล!” มือสองข้างจับเกราะไหล่เขา เขย่าอย่างแรง

【ตรวจพบความผิดปกติของสถานะจิตสำนึก】

【ตรวจพบความผิดปกติของสถานะจิตสำนึก】

【ตรวจพบความผิดปกติของสถานะจิตสำนึก】

【ตรวจพบความผิดปกติของสถานะจิตสำนึก】

หน้าต่างแจ้งเตือนสีเขียวอมน้ำเงินหลายร้อยหน้าต่างปรากฏเต็มหน้าต่าง UI หมวกเหล็ก ระหว่างหน้าต่างแจ้งเตือนเหล่านั้น คือใบหน้าที่คุ้นเคยใบหน้าหนึ่ง

“อา ใช่” เขายกมือขึ้น พยายามจะกดเกราะมือของทาเลียลงจากไหล่ตัวเอง แต่ก็ไม่สำเร็จ

เกราะมือของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ข้อต่อสัมฤทธิ์ยมโลกกระทบกันเบาๆ ส่งเสียงดัง ติ๊ง ติ๊ง

“เจ้าสบายดีไหม?” ทาเลียจับไหล่เขาไว้แน่น

ล้อรถสั่นสะเทือนเบาๆ ดัง ครืด คราด สะท้อนเสียงย่ำเท้าของม้าที่เป็นจังหวะ ทั้งสองคนยังคงโคลงเคลงอยู่บนรถม้าเดินทางไกล นอกหน้าต่างคือทางลาดเนินเขาและที่ราบของจักรวรรดิเอดริค ในร่มไม้เขียวชอุ่มมีนกกำลังร้องเจื้อยแจ้ว เสียงเพลงพื้นบ้านจักรวรรดิที่ไม่ใส่ใจของคนขับรถดังมาจากหน้ารถม้า ราวกับดนตรีประกอบการเดินทางที่แถมมากับคนขับ

ทาเลียไม่ได้สวมหมวกเหล็ก ดวงตาสีเทาเหล็กมองเขาอย่างเป็นห่วง ใบประกาศจับของเธอออกโดยสมาพันธ์นักผจญภัยและเหล่าจอมมาร ในเขตจักรวรรดิมีคนรู้จักน้อยมาก อีกอย่าง ในรถม้าเดินทางก็ปลอดภัยดี

“เมื่อกี้ข้าเป็นอะไรไป?” เขาพยายามล้างหน้าต่างแจ้งเตือนในUI หมวกเหล็ก

“ตอนแรกเหมือนจะหลับไป หัวหนุนไหล่ข้าอยู่ แล้วก็เริ่มดิ้น กรีดร้อง แล้วก็... ตะโกนเรียกชื่อคนๆ หนึ่ง” ทาเลียตอบเสียงเบา “หนานหนาน”

“น้องสาวข้าเอง” ซามาเอลตอบ

“เธอ...” ทาเลียลังเล

“ไม่อยู่แล้ว” ซามาเอลกล่าว “เหมือนกับพ่อแม่ข้า”

“ถ้างั้นเจ้า...”

“ข้าไม่รู้ว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ยังไง” เขาค่อยๆ ยกเกราะมือสัมฤทธิ์ยมโลกขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง “ข้าบอกว่าข้าเล่นเกมจนตาย ที่จริงข้าแค่... ข้านั่งเหม่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน อาจจะสามวัน อาจจะห้าวัน ข้าไม่รู้”

“ข้ารู้แค่ว่า ตอนที่ข้ากลับมารู้สึกตัวมองเห็นอีกครั้ง ก็มีเด็กสาวผอมบาง ขอบตาคล้ำ หน้าตาซีดเซียวคนหนึ่งกำลังกอดเข่า ซบหน้าลงกับหว่างเข่าสะอึกสะอื้นอยู่... ข้า...” เขาหยุดพูดไป

เขาค่อยๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในรถม้า คนขับรถม้าเดินทางยังคงร้องเพลงพื้นบ้านจักรวรรดิไปตามจังหวะย่ำเท้าของม้าที่ดัง ตึก ตึก:

“ฤดูใบไม้ร่วงใบไม้เก่าร่วงหล่น ฤดูร้อนก็มียอดใหม่งอกงาม!”

“เทพเจ้าเอย เทพเจ้า ทำไมไม่สนความเศร้าของใบไม้เก่าเลย?”

ทาเลียยื่นกรงเล็บออกมา ดึงไหล่เขา กอดร่างกายอันหนาวเย็นของเขาไว้แน่นตรงหน้าตัวเอง

หมวกเหล็กของเขาถูกกดลงตรงตำแหน่งไหปลาร้าของเธอ เส้นโค้งคางของทาเลียแนบชิดอยู่กับด้านข้างหน้าผากหมวกเหล็กของเขา

“ข้าไม่ใช่น้องสาวเจ้า” เธอพูดเสียงเบา “แต่ว่า นานๆ ทีเจ้าก็พึ่งพาข้าได้เหมือนกันนะ”

เซี่ยโม่ไม่ได้ดิ้นรน แต่ก็ไม่ได้กอดตอบ เพียงแค่รับรู้ถึงอ้อมแขนของเธอที่กอดร่างกายอันหนาวเย็นของเขาไว้แน่นอย่างเงียบๆ แรงกอดนั้นมหาศาล จนกระทั่งผิวสัมฤทธิ์ยมโลกมีความอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย

“ขอบคุณ ทาเลีย” เขาพูดเสียงเบา

“ตอนนี้ไม่เรียกข้าว่าพันธมิตรแล้วเหรอ?” ทาเลียเย้าแหย่

“จำเป็นต้องเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนั้นเลยเหรอ?” ซามาเอลถาม

“ไม่จำเป็น แต่ข้าอยากทำ” เธอเอาแก้มด้านข้างแนบกับยอดหน้าผากหมวกเหล็กสัมฤทธิ์ยมโลก

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 34 【โม่อัน】

คัดลอกลิงก์แล้ว