- หน้าแรก
- วิถีเซียนบำเพ็ญเพียร
- บทที่ 37 - โสมบำรุงชีพจร
บทที่ 37 - โสมบำรุงชีพจร
บทที่ 37 - โสมบำรุงชีพจร
บทที่ 37 - โสมบำรุงชีพจร
ศพกลั่นในโลงศพทั่วทั้งร่างอบอวลไปด้วยควันสีดำหนาทึบ ดวงตาที่เคยปิดสนิทพลันเบิกกว้าง รูม่านตาคล้ายแมว ในตาขาวมีเส้นเลือดฝอยปรากฏอยู่ มันกลอกตาอย่างเชื่องช้าแล้วจับจ้องมาที่จางซือหลง
“ลุกขึ้น”
สิ้นเสียงคำสั่ง ศพกลั่นก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเชื่องช้าอย่างมาก
เนื่องจากไม่ได้ถูกใช้งานมานานหลายปี ตอนนี้เส้นสายโลหิตของศพกลั่นจึงติดขัด ข้อต่อแข็งทื่อ
จางซือหลงกางม่านพลังปราณออกมาเพื่อป้องกันไอพิษสีดำ จากนั้นจึงควบคุมศพกลั่นให้ใช้เล็บยาวสีดำสนิทที่ถูกไอควันพันรอบแตะไปที่ม่านพลังของเขา
ทันทีที่สัมผัสกัน ม่านพลังก็เกิดเสียงดังซี่ซี่ซี่ พร้อมกับควันสีเทาดำที่พวยพุ่งขึ้นมา
เมื่อศพกลั่นยิ่งเพิ่มแรงกด จางซือหลงก็รู้สึกว่าพลังปราณของตนถูกสูบฉีดเร็วขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากทดสอบจุดนี้แล้ว เขาก็ถอยห่างออกไปหนึ่งจั้ง แล้วเหวี่ยงมีดใบหลิวออกไปอย่างแรง มันพุ่งเข้าใส่ศีรษะ ลำตัว และแขนขาของศพกลั่น
เกิดเสียงดังเคร้งคร้างหลายครั้ง ปรากฏเพียงรอยแผลตื้นๆ ที่แทบมองไม่เห็นในจุดที่ถูกโจมตี
จางซือหลงพึงพอใจอย่างมาก เขานำศพกลั่นกลับเข้าโลงศพตามเดิม แล้วจึงเก็บมันใส่ถุงเก็บศพ
...
...
หลายชั่วยามต่อมา บนยอดเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง
จางซือหลงมองเห็นศิษย์สำนักเสวียนฮั่วสามคนในชุดเครื่องแบบกำลังควบคุมศาสตราวุธไล่ล่าคนสองคนที่อยู่ด้านหน้า หนึ่งในนั้นสวมชุดศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักเจิ้งหยาง ส่วนอีกคนเป็นศิษย์ตระกูลในชุดสีเขียว
ทั้งสองฝ่ายกำลังไล่ล่ากันกลางอากาศ ดูเหมือนกำลังมุ่งหน้ามายังทิศทางที่เขอยู่
ในบรรดาศิษย์ของสำนัก มีหลายคนที่เป็นคนจากตระกูลผู้ฝึกตน สองคนนั้นน่าจะเป็นคนจากตระกูลเดียวกัน เหมือนกับเขาในตอนนี้ที่เป็นทั้งศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักเจิ้งหยางและเป็นผู้ฝึกตนจากตระกูลจางแห่งเขาลิงขาว
จางซือหลงรีบใช้วิชาซ่อนเร้นลมปราณทันที เขาเอี้ยวตัวหลบหลังลำต้นไม้เพื่อซ่อนตัว เขาไม่ต้องการให้คนเหล่านั้นพบเห็น
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ จนกระทั่งคนเหล่านั้นไปไกลแล้ว เขาจึงเดินออกมาจากหลังต้นไม้ จ้องมองร่างที่เล็กลงทุกทีของคนเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามทันที
แม้ว่าจะเป็นสำนักเดียวกัน แต่เขาไม่เคยเห็นหน้าคนคนนั้นมาก่อน จึงไม่คิดจะบุ่มบ่ามเข้าไปช่วยเหลือ
ความจริงแล้วศิษย์ฝ่ายนอกไม่ได้มีความผูกพันกันเหนียวแน่นอะไร ส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมสำนักใหญ่ก็เพียงเพื่อแสวงหาสถานที่บ่มเพาะที่ค่อนข้างมั่นคง หรืออาจหวังว่าจะถูกตาต้องใจผู้ฝึกตนระดับสูงเข้าสักวัน เว้นแต่จะบรรลุถึงระดับก่อตั้งรากฐาน คนเหล่านั้นจึงจะถูกนับว่าเป็นศิษย์ของสำนักอย่างแท้จริง
เพราะในสำนักเจิ้งหยาง ผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งรากฐานทุกคนจะมีถ้ำพำนักบนภูเขาปราณเป็นของตัวเอง เมื่อมีผลประโยชน์ที่ลึกซึ้งต่อกัน ทั้งสองฝ่ายจึงจะยอมรับซึ่งกันและกัน มิฉะนั้นหากสำนักเอาแต่ป่าวประกาศคำขวัญ พูดถึงแต่การอุทิศตน หรือคุณค่าของชีวิต ให้ศิษย์ฝ่ายนอกระดับกลั่นปราณเหล่านั้นทุ่มเททั้งชีวิตโดยไม่ให้ผลประโยชน์อะไรตอบแทนบ้าง ก็คงเป็นเรื่องน่าขันเกินไป
คำพูดเหล่านั้นมีเพียงพวกหัวทึบเท่านั้นที่จะเชื่อ
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ หลายวัน
ในช่วงเวลานี้ นอกจากเขาจะได้สมุนไพรวิญญาณอายุราวเจ็ดสิบปีมาสองสามต้น เขายังได้พบกับไม้วิญญาณครามระดับสองที่สูงตระหง่านต้นหนึ่ง ใบของมันสีเขียวสด เปลือกไม้สีเขียวเข้ม ส่งกลิ่นหอมจางๆ เป็นหนึ่งในสมุนไพรวิญญาณสำหรับปรุงยาเม็ดสงบจิต
จางซือหลงทำได้เพียงใช้กระบี่หลัวจวินตัดกิ่งก้านยาวหนึ่งจั้งเก็บเข้าถุงเก็บของ เขาคิดว่าเมื่อออกไปแล้วจะส่งมันกลับไปยังตระกูล ดูว่าพอจะเพาะเลี้ยงไม้วิญญาณต้นใหม่ออกมาได้หรือไม่
ไม้วิญญาณที่เพาะเลี้ยงด้วยวิธีนี้ แน่นอนว่าย่อมไม่สามารถกลายเป็นระดับสองได้ในทันที มันต้องผ่านการบ่มเพาะ บางทีอาจต้องใช้เวลาอีกนับร้อยปีในการดูดซับพลังปราณ จึงจะสามารถพัฒนาเป็นไม้วิญญาณระดับสองได้
รากฐานของตระกูลล้วนถูกสะสมขึ้นมาอย่างช้าๆ เช่นนี้
...
...
ในวันนั้น จางซือหลงเดินทางผ่านป่าสูงแห่งหนึ่ง
เขาเห็นต้นไม้สิบกว่าต้นบริเวณรอบนอกล้มระเนระนาด รอยตัดที่ต้นไม้เรียบเนียนมาก เห็นได้ชัดว่าถูกตัดด้วยของมีคมหรือคมมีดวายุ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายต้นที่ถูกไฟไหม้ ยังคงมีสะเก็ดไฟและควันลอยกรุ่น
ไม่ไกลจากป่า ประมาณสิบถึงยี่สิบจั้ง มีคนนอนอยู่ที่นั่น หรือควรจะเรียกว่าครึ่งคน
เพราะมีเพียงท่อนล่างเท่านั้นที่อยู่ตรงนั้น ที่เอวยังมีถุงเก็บของอยู่ ส่วนท่อนบนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
จางซือหลงเหลือบไปเห็นถุงเก็บของทันที ดูเหมือนว่าจะมีคนเคราะห์ร้ายอีกแล้ว เขาไม่ได้เข้าไปใกล้ มันเป็นกับดักที่ชัดเจนมาก คงใช้หลอกได้แค่พวกมือใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนเท่านั้น เขาล่าถอยออกไปอย่างระมัดระวัง
ดูเหมือนว่ายิ่งใกล้กำหนดเวลาหนึ่งเดือนเข้ามาเท่าไหร่ ผู้ฝึกตนจำนวนมากก็เริ่มคิดจะเล่นงานคนอื่นแล้ว
แน่นอนว่าตอนนี้เขาก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
แต่ถ้าครั้งนี้เขายังหาสมุนไพรวิญญาณได้ไม่เพียงพอ สะสมแต้มสมุนไพรวิญญาณไม่ครบ เมื่อออกไปแล้วเขาก็จะอาศัยความเร็วในการบ่มเพาะจากตะเกียงทองแดง พยายามขัดเกลาพลังปราณของตนให้ถึงระดับกลั่นปราณสมบูรณ์ภายในหนึ่งหรือสองปี
ถึงตอนนั้นค่อยดูว่าจะสามารถแสวงหาโอกาสอื่นได้หรือไม่ ตอนนี้เขามีสมบัติล้ำค่าติดตัว ก็ย่อมมีทางเลือกมากขึ้น
ในโลกภายนอกความจริงยังมีสมุนไพรวิญญาณหรือวิชาอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการก่อตั้งรากฐาน เพียงแต่ส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาเม็ดก่อตั้งรากฐาน
ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถบุ่มบ่ามเกินไป แต่การจะกลัวนั่นกลัวนี่ก็คงไม่ได้ ท้ายที่สุดครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญ หากพลาดไปก็น่าเสียดาย
ในขณะเดียวกัน หลังจากที่จางซือหลงจากไป ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้กับซากศพครึ่งท่อนในป่าสูง ผู้ฝึกตนร่างปานกลางสวมชุดคลุมคนหนึ่งก็ค่อยๆ เดินออกมา
ขณะที่เขาเคลื่อนไหว สีของชุดคลุมก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
บนกิ่งไม้ นกตัวเล็กขนสีเทาปากสีแดงตัวหนึ่งบินลงมาเกาะบนนิ้วของชายคนนั้น ส่งเสียงร้องจิ๊บจิ๊บ
ชายคนนั้นหยิบถั่วที่อุดมไปด้วยพลังปราณออกมาป้อนให้มัน จากนั้นก็มองไปยังทิศทางที่จางซือหลงจากไปด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เขาจ้องมองอยู่นานก่อนจะพูดเบาๆ ว่า “พวกเราไปกันเถอะ”
“ข้าบอกแล้วว่านี่มันเสียเวลา” ชายร่างเตี้ยที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยดินโคลนคนหนึ่งโผล่ออกมาจากพื้นดินห่างจากซากศพครึ่งท่อนไม่ถึงหนึ่งจั้ง เขามีปากแหลมแก้มตอบ น้ำเสียงแหลมเล็ก
ทั้งสองคนได้นัดแนะทิศทางคร่าวๆ กันไว้ก่อนที่จะเข้ามาในแดนลับ และใช้ค่ายกลนกวิญญาณพิศวงคู่หนึ่งในการรับรู้ตำแหน่งของกันและกัน ใช้เวลาเกือบสิบวันกว่าจะมารวมตัวกันได้ มิฉะนั้นแดนลับแห่งนี้กว้างใหญ่ไม่น้อย โอกาสที่จะถูกส่งมาอยู่ใกล้กันนั้นน้อยมาก
ชายในชุดคลุมส่ายหน้า “บังเอิญมีคนผ่านมา ก็ต้องลองดูหน่อย”
เมื่อครู่นี้ เขาได้รับข่าวจากนกวิญญาณพิศวงที่ส่งออกไปลาดตระเวนก่อนหน้านี้ว่าจางซือหลงกำลังมุ่งหน้ามายังป่าแห่งนี้
ชายร่างเตี้ยยื่นมือไปคว้าถุงเก็บของบนซากศพครึ่งท่อนจากระยะไกล แล้วโยนลูกไฟใส่ซากศพนั้น กลิ่นเนื้อไหม้โชยออกมา ไม่นานก็กลายเป็นกลิ่นเหม็นไหม้และกลายเป็นถ่านไป
ส่วนจางซือหลงหลังจากคิดไตร่ตรองแล้ว เขาก็กางโล่หนาถู่จื่อจินไว้รอบตัว แล้วควบคุมศาสตราวุธบินขึ้นไปบนท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ส่วนกลางอย่างระมัดระวัง
ในสถานที่แห่งนี้ ถ้าไม่เดินบนพื้นดิน ก็ควรจะบินให้สูงขึ้นไปเลย หากบินเลียดไปตามยอดไม้ จะง่ายต่อการถูกผู้ฝึกตนหรือสัตว์อสูรที่ซ่อนอยู่บนต้นไม้ลอบโจมตี
เขาเลือกพื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่งร่อนลง ตรวจสอบด้วยจิตสัมผัสไปรอบทิศทาง ไม่พบปัญหาใดๆ
จากนั้นเขาจึงเริ่มค้นหาบริเวณใกล้เคียง เก็บสมุนไพรวิญญาณได้บางส่วน และยังล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลางและขั้นต่ำได้อีกหลายตัว เพียงแต่ยังไม่พบสมุนไพรล้ำค่าใดๆ ทำให้จางซือหลงเริ่มรู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง
เพราะหากพลาดครั้งนี้ไป ก็ต้องรออีกสิบห้าปี สิบกว่าปีนี้สำหรับผู้ฝึกตนระดับปราณทองหรือปราณกำเนิดอาจเป็นเวลาสั้นๆ แต่สำหรับจางซือหลงหนุ่มน้อยอายุยี่สิบต้นๆ มันช่างยาวนานเหลือเกิน
อาจเป็นเพราะโชคชะตา ตั้งแต่เขาเข้ามาในแดนลับ สมุนไพรที่เก็บได้ล้วนเป็นสมุนไพรอายุหลายสิบปี ขนาดร้อยปีก็ยังหาได้น้อยมาก
นี่มันแตกต่างจากที่เขาคิดไว้ก่อนเข้ามาอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ภาพสมุนไพรวิญญาณอายุหลายร้อยหลายพันปีเต็มไปหมดอย่างที่จินตนาการไว้เลย
แต่จนกระทั่งห้าวันสุดท้าย ในที่สุดเขาก็พบหนึ่งในสามสมุนไพรหลักตามตำรับยาเม็ดก่อตั้งรากฐาน นั่นคือโสมบำรุงชีพจร ที่บริเวณใต้หน้าผาประหลาดแห่งหนึ่ง
โสมบำรุงชีพจรมีใบสีเขียว ดอกเล็กๆ สีเขียว มันปะปนอยู่ในพงหญ้า หากไม่สังเกตดีๆ ก็อาจมองไม่เห็น
ยิ่งไปกว่านั้นโสมต้นนี้มีอายุหลายร้อยปีแล้ว มันมีพลังวิญญาณในตัวเอง จางซือหลงวางค่ายกลเล็กๆ ไว้รอบๆ ใช้เชือกสีแดงล้อมไว้ จากนั้นจึงหยิบพลั่วยกอันเล็กที่งดงามและแปรงขนอ่อนออกมา เขาใช้เวลาเกือบครึ่งวันกว่าจะขุดมันขึ้นมาได้ทั้งรากฝอยและรากแก้ว ส่วนหัวชัดเจน ด้านล่างมีรากแยกออกมา รูปร่างทั้งหมดคล้ายกับศีรษะ มือ และเท้าของมนุษย์
เขาเก็บมันอย่างทะนุถนอม แล้วจึงหันไปมองด้านข้าง ที่นั่นมีผู้ฝึกตนสวมชุดดำคนหนึ่ง แต่ที่หน้าอกของเขากลับมีนิ้วมือสีดำสนิทหลายนิ้วทะลุออกมา ด้านหลังของชายคนนั้น ศพกลั่นที่ใกล้จะกลายเป็นผีดิบดำกำลังยืนอยู่
[จบแล้ว]