- หน้าแรก
- เชอร์ล็อกโฮล์มส์ปิศาจร้ายผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 74: ไตรภูมิมนุษย์ (1)
บทที่ 74: ไตรภูมิมนุษย์ (1)
บทที่ 74: ไตรภูมิมนุษย์ (1)
บทที่ 74: ไตรภูมิมนุษย์ (1)
"เดอะดีไวน์คอเมดี"...??
หนังสือชื่อแปลกเล่มหนึ่งวางอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนชั้นหนังสือเตี้ยๆ ตรงหน้า แต่กลับดึงดูดสายตาของเชอร์ล็อกได้อย่างน่าประหลาด เมื่อเทียบกับหนังสือเล่มอื่นๆ ข้างๆ ที่ผุพังจนแทบสลาย หนังสือเล่มนี้ใช้เส้นด้ายหยาบๆ เย็บเล่มอย่างลวกๆ หน้ากระดาษมีผิวสัมผัสหนาและหยาบกร้านคล้ายหนังฟอก และชื่อหนังสือที่บิดเบี้ยวไปมานั้นก็ดูน่าขนลุก
มันดูไม่เหมือนกับใช้ปากกาเขียน แต่เหมือนกับผู้เขียนได้หยิบกระดูกแหลมๆ ขึ้นมาท่อนหนึ่ง จุ่มลงในเลือดของสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก แล้วสลักถ้อยคำเหล่านี้ลงบนแผ่นหนังอย่างส่งๆ
[神] (เทพ)...
คำนี้ช่างคลุมเครือ ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นเทพองค์ไหน เป็นแสงศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่งที่ศาสนจักรยึดถือ หรือเป็นแสงสว่างแห่งศีลธรรมที่รัฐบาลพยายามเน้นย้ำ หรือว่า... จะเป็นพวกเทพปีศาจกันแน่?
ส่วน [曲] (บทเพลง)...
คำนี้สามารถหมายถึงบทละคร ดนตรี ผลงานประพันธ์ หรือแม้กระทั่งความทรงจำอันเลือนราง
คำสองสามคำที่ความหมายไม่ชัดเจนเหล่านี้มารวมกัน ทำให้พอจะจินตนาการได้ว่า ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ในตอนนั้นคงไม่เคยคิดที่จะหาผู้อ่านให้หนังสือเล่มนี้เลย เพียงแค่ใช้สำหรับบันทึกเรื่องราวส่วนตัวเท่านั้น...
แน่นอนว่า สิ่งที่ดึงดูดเชอร์ล็อก ไม่ใช่แค่รูปเล่มที่หยาบกระด้างและชื่อที่ไม่ใส่ใจนี้เท่านั้น แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่าหนังสือเล่มนี้สามารถคงสภาพอยู่ได้ภายใต้การแผดเผาอันร้อนระอุของขุมนรก แม้จะดูเก่าแก่ผุพัง แต่กลับไม่สลายกลายเป็นเถ้าถ่านเมื่อสัมผัสเหมือนหนังสือเล่มอื่นๆ...
ดังนั้น เชอร์ล็อกจึงยื่นมือออกไป สัมผัสได้ถึงความเย็นประหลาดที่สวนทางกับอากาศร้อนระอุรอบกาย ก่อนจะหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา
มันไม่หนามาก แต่กลับหนักอย่างน่าประหลาดราวกับทำจากหินตะกั่ว เขาค่อยๆ เปิดหน้าปกขึ้น การกระทำที่ดูเรียบง่ายนี้กลับต้องใช้พละกำลังอย่างมหาศาล...
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็หยุดลงบนตัวอักษรอันน่าสะพรึงกลัวในหน้านั้น...
คำว่าน่าสะพรึงกลัวในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเรื่องราวที่ตัวอักษรบรรยาย แต่หมายถึงตัวอักษรเองล้วนๆ!
ตัวอักษรที่บิดเบี้ยวเหล่านั้นซ้อนทับกันไปมาจนเป็นเนื้อเดียว ราวกับคนบ้าที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ได้ละทิ้งเหตุผลทั้งหมดแล้วพยายามจะยัดลายมือนับหมื่นนับพันเข้าไปในหน้ากระดาษเดียวกันอย่างแข็งกร้าว พวกมันเบียดชิดกัน แทรกแซงกัน กองสุมกัน กลายเป็นชิ้นส่วนร่างกายที่ถูกสับละเอียด ยัดเข้าไปในระหว่างอวัยวะภายในที่ถูกแหวกท้องของกันและกัน...
เชอร์ล็อกขมวดคิ้ว จ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกเวียนศีรษะขึ้นมาอย่างรุนแรง ราวกับว่าลายเส้นสีดำสนิทที่หนาแน่นเหล่านั้นกำลังเคลื่อนไหวดูดกลืนสติของเขาเข้าไปในห้วงลึกที่ไร้สิ้นสุด
เวลาผ่านไปประมาณห้านาที...
ในที่สุดเขาก็ปิดหนังสือลงเสียงดัง ปึ่ก
ไม่ใช่เพราะทนความเวียนศีรษะไม่ไหว และยิ่งไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะถูกดูดกลืนสติปัญญาไป แต่เป็นเพียงเพราะ... เขาอ่านไม่ออก
ไม่สิ ควรจะเรียกว่ามัน ‘ไม่สามารถถูกอ่านได้’ ต่างหาก ลายมือเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถรับมือได้ด้วยการมองเห็น การอนุมาน หรือความรู้ด้านการเข้ารหัสลับอีกต่อไปแล้ว บางทีแม้แต่ผู้เขียนเองก็คงจะอ่านมันไม่ออกเช่นกัน
เชอร์ล็อกถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ วางหนังสือกลับไปที่เดิม แล้วยืนนิ่งเงียบไปอีกสองสามนาทีเพื่อบรรเทาความรู้สึกไม่สบายในส่วนลึกของสมอง แต่เขากลับไม่ได้เดินจากไป
เพราะเขาเข้าใจเหล่าหนวดที่ขดตัวอยู่รอบๆ นี้ดี พวกมันย่อมไม่ทำเรื่องไร้สาระแน่ นั่นหมายความว่าหนังสือเล่มนี้ย่อมต้องมีความพิเศษบางอย่างที่เขายังค้นไม่พบ...
“มันคืออะไรกันนะ” เขาพึมพำอย่างสนใจ
จักรวรรดิมีสุภาษิตโบราณอยู่บทหนึ่งที่ว่า "แกล้งโง่เสียบ้างก็ดี" เชอร์ล็อกเข้าใจประโยคนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะเขารู้ดีว่าการที่สมองหมุนเร็วเกินไปเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดเพียงใด ปริศนาส่วนใหญ่มักจะถูกไขได้อย่างรวดเร็วเกินไปจนน่าเบื่อ
แต่ในครั้งนี้ เขากลับรู้สึกสนุก... และในชั่วพริบตา ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว
ถ้าหากว่า... อาณาเขตนี้คือภพคู่ขนานที่เป็นดั่งภาพสะท้อนของลอนดอน ขุมนรกคือภาพสะท้อนของทั้งโลก และในภพนี้เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความผุพัง... เช่นนั้นแล้วตัวอักษร ก็อาจจะมีรูปแบบที่เป็นภาพสะท้อนเช่นกัน
หนังสือเล่มนั้นอาจจะมีอยู่จริงในโลกแห่งความจริง และในโลกแห่งความจริง ลายมือบนหนังสือเล่มนี้ก็อาจจะกลายเป็นรูปแบบที่สามารถอ่านได้?
ในวินาทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา เชอร์ล็อกก็แทบจะฟันธงความเป็นไปได้ถึง 90% แล้ว
เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแค่ยื่นมือไปลูบ ‘ปลายสุด’ ของหนวดที่อยู่ใกล้ตนเองที่สุดเบาๆ
“ถึงจะยังไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้คืออะไรกันแน่ แต่ว่า... ทำได้ดีมาก”
สิ้นเสียงพูด...
ในโลกแห่งความจริง ณ อพาร์ตเมนต์เลขที่ 221B ถนนเบเกอร์ เชอร์ล็อกก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
หลังจากที่เดินทางในขุมนรกมาหลายชั่วโมง เขากลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าราวกับได้นอนหลับเต็มอิ่มมาทั้งคืน นอกหน้าต่างส่องแสงอรุณสีเทาจางๆ เข้ามา พอดูนาฬิกา ก็พบว่าเป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้ว
เขายืดเส้นยืดสาย ลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมทับชุดนอน แล้วผลักประตูห้องเปิดออก
ลมหนาวตลอดทั้งคืนทำให้หิมะที่ตกค้างแข็งตัวจนแน่น พื้นถนนดูชื้นแฉะและลื่นขึ้นเล็กน้อย ทำให้รถม้าบนถนนถูกบังคับให้ลดความเร็วลง ภายใต้แสงที่ไม่สว่างนัก บนพืชพรรณที่หาได้ยากยิ่งก็มีน้ำค้างแข็งสีขาวเกาะอยู่ไม่จางหายไป ราวกับว่าความหนาวเย็นได้ทำให้ทั้งโลกเชื่องช้าลง
เชอร์ล็อกพันผ้าพันคอให้ตนเองอย่างเอาใจใส่ เดินลงบันไดไป
เพิ่งจะลงมาถึงชั้นล่าง ก็เห็นคุณนายฮัดสัน เจ้าของบ้านเช่ากำลังจะออกจากบ้านเช่นกัน เธอก็สวมเสื้อผ้าหนาเตอะ เสื้อชั้นนอกสุดถูกยัดจนกระดุมแทบจะรับน้ำหนักไม่ไหว ดูแล้วตลกขบขันอย่างยิ่ง
สายตาของทั้งสองคนสบกันอย่างเป็นธรรมชาติ
“อ๊ะ!!!”
เธอพลันร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง เอามือปิดปากแล้วถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างตื่นตระหนก
“เป็นอะไรไปครับ” เชอร์ล็อกชะงักไป เขามองไปข้างหลังตัวเองโดยสัญชาตญาณ คิดว่ามีหนวดอะไรคลานออกมาโดยไม่ระวังแล้วถูกเห็นเข้า ทว่า... ข้างหลังของเขากลับไม่มีอะไรเลย
“ไม่... ไม่มีอะไรค่ะ” คุณนายฮัดสันมองเชอร์ล็อกด้วยแววตาหวาดหวั่น ก่อนจะตบหน้าอกตัวเองเบาๆ “เมื่อกี้ก็ไม่รู้เป็นอะไรไป พอเห็นคุณเดินออกมาจากเงา ฉันก็... จู่ๆ ก็รู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างจับใจ”
“กลัว?”
“ใช่ค่ะ อาจจะเป็นเพราะยังไม่ตื่นเต็มที่ล่ะมั้งคะ คุณก็รู้ว่าตอนที่อากาศหนาวๆ การจะคลานออกมาจากผ้าห่มเป็นเรื่องที่ยากมาก” เธออธิบายอย่างเขินๆ
“ขอให้วันนี้ของคุณราบรื่นนะครับ” เชอร์ล็อกกล่าว เขารู้ว่าวันนี้เธอจะต้องไปโรงพยาบาลเพื่อดูแลพ่อที่ไม่รู้สึกตัวของเธอ
มองส่งคุณนายฮัดสันขึ้นรถม้าสาธารณะไป รอยยิ้มสุภาพบนใบหน้าของเชอร์ล็อกก็พลันหายไปในทันที
เขารีบเดินมาที่ริมถนน มองหาร้านค้าที่หน้าต่างสะอาดพอสมควรแห่งหนึ่ง ย่อตัวลงเล็กน้อย และอาศัยเงาสะท้อนจากกระจก ทอดสายตาไปยังส่วนลึกของรูม่านตาของตนเอง
เป็นไปตามคาด... ในความมืดมิดนั้น ประกายแสงสีแดงจางๆ ได้วาบขึ้นมาแวบหนึ่ง!
“เหอะ... ดูเหมือนว่าความสามารถที่ดูดกลืนมา ไม่ใช่แค่ส่งผลกับเจ้าตัวเล็กพวกนั้นสินะ”
เขายิ้มออกมา แล้วลองควบคุมประกายแสงสีเลือดในดวงตาให้หายไปอย่างใจนึก ไม่คิดเลยว่าการควบคุมที่ไม่เคยทำมาก่อนเช่นนี้ กลับสำเร็จได้อย่างง่ายดาย
เชอร์ล็อกยืดตัวตรงขึ้น ลมเย็นยามเช้าพัดผ่าน เขากระชับปกเสื้อให้แน่นขึ้นอีกครั้งแล้วหันหน้าออกสู่ถนน
หิมะขาว ผู้คน หมอกหนา และเสียงระฆังจากแดนไกล... ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะบ่งบอกว่า วันนี้จะเป็นวันที่ไม่ธรรมดาอีกวันหนึ่ง
เขาจึงยื่นมือออกไป เรียกหารถม้าคันหนึ่ง
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณผู้ชาย เราจะไปที่ไหนกันดีครับ”
“หอสมุดแห่งชาติอังกฤษครับ”
เขากล่าวอย่างสุภาพ