- หน้าแรก
- เชอร์ล็อกโฮล์มส์ปิศาจร้ายผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 43: รักศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 43: รักศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 43: รักศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 43: รักศักดิ์สิทธิ์
วันแห่งรักศักดิ์สิทธิ์
นี่อาจจะเป็นเทศกาลที่นอกรีตที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติเลยก็ว่าได้
มันถึงกับไม่มีช่วงเวลาที่จัดขึ้นอย่างแน่นอน
อาจที่จะเว้นช่วงไปสามสิบปี ห้าสิบปี หรือในครั้งที่ยาวนานที่สุดก็ห่างกันถึง 74 ปีเต็ม และได้ทำให้ผู้คนในยุคสมัยนั้นจะต้องผ่านร้อนผ่านหนาว และผ่านการเกิดแก่เจ็บตายมาทั้งชีวิต จึงจะได้เป็นสักขีพยานในวันอันน่าประทับใจและน่าสรรเสริญที่ทุกคนต่างรอคอย
ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนป่วยชราที่ได้นอนรอความตายอยู่บนเตียง ไปจนถึงเด็กน้อยที่เพิ่งที่จะได้เริ่มเรียนรู้โลก หรือแม้กระทั่งเหล่านักรบแห่งกองทัพศักดิ์สิทธิ์ในสนามรบแห่งขุมนรกที่ได้เต็มไปด้วยการฆ่าฟันและเลือด ณ ดินแดนใต้สุดขั้ว ทุกคนล้วนที่จะต้องจมดิ่งอยู่ภายใต้หัวข้อเดียวกัน ความรัก
ถึงแม้ว่าต้นกำเนิดของเทศกาลนี้จะเต็มไปด้วยอำนาจ เงินตรา ความเชื่อ และองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมาย แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะถูกสรุปและจบลงที่คำว่าความรัก
ความรักที่ได้รับการประทานพรและได้ถูกเลือกสรรแล้วโดยแสงศักดิ์สิทธิ์
อันที่จริง ที่มาของเทศกาลนี้ก็เรียบง่ายและชัดเจนอย่างยิ่ง
นั่นก็คือวันที่โอรสศักดิ์สิทธิ์ หรือก็คือผู้ที่ได้สืบทอดตำแหน่งองค์พระสันตะปาปาองค์ต่อไป ชายผู้ซึ่งได้กุมอำนาจสูงสุดของทั้งจักรวรรดิ จะได้พบพานเข้ากับท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์
ในวันคล้ายวันเกิดที่ครบรอบ 20 ปีของสตรีศักดิ์สิทธิ์ เขาจะได้จับมือเข้ากับสตรีอันเป็นที่รัก และต่อหน้ามหาสมณะแห่ง [วิหารแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์] ในฐานะที่เป็นพยาน พวกเขาทั้งสองจะร่วมทุกข์ร่วมสุข และได้ผ่านพ้นอุปสรรคไปด้วยกัน และจะอยู่เคียงข้างกันไปจนชั่วชีวิต
ก็เพียงเท่านั้น
เมื่อได้ฟังดูอาจที่จะไม่ได้น่าตกตะลึงอะไรนัก ก็เพราะว่าองค์พระสันตะปาปาก็คือมนุษย์ และมนุษย์ก็ย่อมที่จะต้องผ่านประสบการณ์ของความรัก และจุดนี้ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากชาวบ้านตาสีตาสาทั่วไปตามท้องถนน
ทว่า เนื่องจากการดำรงอยู่ของแสงศักดิ์สิทธิ์ กลับได้ทำการผลักดันให้ความรักในครั้งนี้ได้ก้าวเข้าสู่ความโรแมนติกอย่างสุดขั้วในแบบที่มนุษย์มิอาจที่จะจินตนาการได้ ก็เพราะว่า แสงศักดิ์สิทธิ์สามารถที่จะพยากรณ์ถึงการจุติของท่าน [สตรีศักดิ์สิทธิ์] ผู้นี้ได้ล่วงหน้าถึงยี่สิบปี!
ใช่แล้ว แสงศักดิ์สิทธิ์ผู้ซึ่งได้หยั่งรู้อดีตและอนาคต และผู้ที่รอบรู้ในสรรพสิ่ง ได้ทำการมอบสิทธิ์พิเศษอย่างหนึ่งให้แก่โอรสศักดิ์สิทธิ์ในทุกๆ รุ่น ซึ่งก็ไม่รู้เลยว่าเป็นเรื่องที่ดีหรือเรื่องที่ร้าย มันจะช่วยเขาในการตามหาคนที่เหมาะสมที่สุดจากผู้คนนับร้อยล้าน
สิ่งนี้ได้ส่งผลให้วันแห่งรักศักดิ์สิทธิ์ในทุกๆ ครั้ง เป็นดั่งการบอกเล่าให้แก่พลเมืองทั้งจักรวรรดิได้ฟังว่า แท้จริงแล้วความรักนั้นเป็นสิ่งที่จริงแท้ บ้าบิ่น มืดบอด และปราศจากความยับยั้งชั่งใจเพียงใด
และยังเป็นการตีความให้ได้เห็นว่า ความโรแมนติกไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคำชมเสมอไป
ก็เพราะว่าสตรีอันเป็นที่รักของโอรสศักดิ์สิทธิ์อาจที่จะเป็นเด็กสาวที่พิการผู้ซึ่งรอดชีวิตมาจากสงคราม!
อาจที่จะเป็นเด็กกำพร้าที่ได้หาเลี้ยงชีพด้วยการขอทานซึ่งได้อยู่ในสลัม
อาจที่จะเป็นขโมย เป็นสตรีม่ายที่ได้สูญเสียสามีไป เป็นนักต้มตุ๋น หรือแม้กระทั่ง เป็นโสเภณี
โดยสรุปก็คือ ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาหลังจากที่แสงศักดิ์สิทธิ์ได้จุติลงมายังโลกมนุษย์นั้น มันได้ทลายความเข้าใจของผู้คนที่มีต่อความรักมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า และก็ได้ทำให้ผู้คนได้เชื่อมั่นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ในความรักนั้นไม่เคยที่จะมีองค์ประกอบของทั้งฐานะ ตำแหน่ง เงินทองและอำนาจ หรือค่านิยมทางโลกได้เจือปนอยู่เลย และบางครั้งถึงกับไม่ให้ความสนใจในศีลธรรมด้วยซ้ำ
คงจะเป็นเพราะความเข้าใจในความรักของมนุษย์ที่บริสุทธิ์ถึงขีดสุดของแสงศักดิ์สิทธิ์นี่เอง และเพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าอับอายอย่าง ‘สตรีผู้ที่มีสามีแล้วได้ถูกเลือกให้เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์’ กฎหมายในการสมรสของจักรวรรดิจึงได้ทำการกำหนดว่า พลเมืองจะสามารถที่จะทำการแต่งงานได้ก็ต่อเมื่อมีอายุที่เกิน 20 ปีไปแล้วเท่านั้น และแสงศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ไว้หน้าอยู่เหมือนกัน และตลอดวันแห่งรักศักดิ์สิทธิ์หลายสิบครั้งที่ได้ผ่านมานั้น ก็ยังไม่เคยได้เกิดสถานการณ์ที่น่าอับอายอย่าง ‘สตรีศักดิ์สิทธิ์ได้ตายไปก่อนอายุ 20 ปี หรือว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ชาย’ ขึ้นมาเลย
ส่วนในเรื่องที่ว่า ‘สตรีศักดิ์สิทธิ์ได้ไปตกหลุมรักคนอื่นก่อน’ เคยได้เกิดขึ้นหรือไม่นั้น
ก็อาจที่จะเคย หรืออาจที่จะไม่เคย
มันไม่สำคัญ
ก็เพราะว่าเมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าอำนาจอันยิ่งใหญ่แล้ว ความรักก็จะยิ่งเด่นชัดและบริสุทธิ์ขึ้นไปอีก
และเรื่องนี้ก็อาจที่จะได้อยู่ในการคำนวณของแสงศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่แรกแล้ว ก็เพราะว่าเมื่อได้นำไปเทียบกับการที่ได้รับเลือกให้เป็น ‘สตรีขององค์พระสันตะปาปาองค์ต่อไป’ แล้วนั้น ความรักมันช่างเป็นสิ่งที่สั่นคลอนได้ง่ายดายเหลือเกิน
ใช่แล้ว!
การที่ได้เปลี่ยนใจไปเพื่อรักคนอื่น ก็ได้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความรักเช่นกัน
และก็เป็นเช่นนี้เอง... และเมื่อหลายศตวรรษได้ผ่านพ้นไป วันแห่งรักศักดิ์สิทธิ์ก็ได้กลายเป็นเทศกาลที่ผู้คนต่างก็ได้กล่าวขานถึงกันอย่างสนุกสนาน และในวันนี้ บรรยากาศแห่งความรักจะถูกโหมกระพือไปจนถึงขีดสุดตามท้องถนนหนทาง และหนุ่มสาวก็จะทำการแต่งกายอย่างงดงามและได้ออกจากบ้าน และไม่ว่าจะที่ไหนก็สามารถที่จะพบเห็นคู่รักที่กำลังโอบกอดและจูบกันได้ และหน่วยงานสำหรับจดทะเบียนสมรสของรัฐบาลก็จะกลายเป็นสถานที่ที่วุ่นวายที่สุดในโลกในบัดดล และเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ในช่วงไม่กี่วันนี้ก็จะพุ่งสูงขึ้นไปถึงสามถึงสี่เท่าเป็นอย่างน้อย
และแน่นอนว่า นอกจากเหล่าผู้รับใช้แห่งวิหารแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็ไม่มีใครที่รู้เลยว่าวันแห่งรักศักดิ์สิทธิ์จะเดินทางมาถึงเมื่อใด และจะมีเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงวันเกิดที่ครบรอบ 20 ปีของสตรีศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่รัฐบาลจะทำการตีพิมพ์ข่าวนี้ลงบนหน้าของหนังสือพิมพ์ในทุกๆ ฉบับ
และตัวของสตรีศักดิ์สิทธิ์เอง ก็จะเพิ่งที่จะได้รู้ถึงสถานะของตนเองในตอนนั้นเช่นกัน และบุคลากรทางศาสนาของศาสนจักรก็จะปรากฏกายขึ้นมาต่อหน้านางในวันนี้ และจะทำการเชิญนางให้ขึ้นไปยังรถม้าอันหรูหราด้วยกิริยาที่เคร่งศาสนาที่สุด
ส่วนสาเหตุที่ไม่ทำการแจ้งสถานะของสตรีศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ทราบตั้งแต่แรกเกิดนั้น ก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ง่าย ก็เพราะว่าอำนาจสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและนิสัยของคนได้อย่างง่ายดาย และเหล่าผู้รับใช้แห่งวิหารแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ก็ได้เชื่อมั่นเสมอว่า มีเพียงแค่การที่ได้ผ่านพ้นทุกสิ่งที่ควรที่จะได้เกิดขึ้นไปแล้วเท่านั้น สตรีศักดิ์สิทธิ์จึงจะสามารถที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างแท้จริง
ทั้งความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดทั้งปวง ล้วนแต่เป็นการจัดสรรของแสงศักดิ์สิทธิ์
และประเพณีเช่นนี้ถึงกับได้ทำให้เกิดโรคทางจิตประเภทหนึ่งที่ได้ถูกเรียกว่า ‘โรคเพ้อฝันอยากเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์’ ขึ้นมา และแน่นอนว่า โดยทั่วไปแล้วพอได้อายุครบ 20 ปี โรคนี้ก็จะหายไปเองตามธรรมชาติ
จะต้องยอมรับว่า แอลกอฮอล์เป็นของดีจริงๆ และหลังจากที่ได้ดื่มไปได้สามรอบแล้วนั้น คนที่เพิ่งจะได้เจอกันก็สามารถที่จะโอบคอและเรียกพี่เรียกน้องกันได้แล้ว และช่วงเวลาที่ได้ผ่านมานี้ เชอร์ล็อกก็ได้เห็นผู้หญิงที่ไม่ต่ำไปกว่าห้าถึงหกคนได้เดินเข้ามาหาวัตสัน และได้แกล้งทำเป็นเวียนหัวแล้วก็ได้ล้มลงบนตัวของเขา
ฝ่ายวัตสันก็ยังคงที่จะรักษากิริยาของสุภาพบุรุษเอาไว้ตลอด และถึงแม้ว่าจะมีสตรีบางคนแทบที่จะเอาหน้าอกของตนเองมาทาบอยู่บนหน้าของเขาแล้ว เขาก็ยังคงที่จะยิ้มและได้ประคองนางให้ลุกขึ้นยืน และดูเหมือนว่านายแพทย์ผู้ซึ่งได้ดูมีคุณสมบัติที่เพียงพอที่จะได้เพลิดเพลินไปกับสตรีได้นับไม่ถ้วนคนนี้ กลับไม่ได้จมปลักอยู่กับความฟุ้งเฟ้อและความสุขเลย
แต่เชอร์ล็อกจำได้ว่า วัตสันเคยได้พูดเอาไว้ว่าเขาชอบของที่สวยๆ งามๆ และหรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ เขาอาจที่จะไม่ได้ยึดติดอยู่กับความเป็นสุภาพบุรุษอะไรนักหนา แต่เป็นเพียงเพราะว่าได้รู้สึกว่า สาวๆ พวกนี้หน้าตาห่วยมากจนเกินไปต่างหาก
“ว่าแต่... ผมก็สงสัยอยู่อย่างหนึ่งนะ... แล้วทำไมคุณถึงได้คิดว่าวันแห่งรักศักดิ์สิทธิ์ใกล้ที่จะมาถึงแล้วล่ะ? และตามหลักแล้ว... เทศกาลที่หายากที่ในหลายสิบปีจะมาครั้งหนึ่งเช่นนี้ ก็น่าที่จะเป็นสิ่งที่คนได้นึกถึงได้ยากที่สุดไม่ใช่หรอ” เชอร์ล็อกได้ฝังตนเองอยู่ในม่านควัน และพลางได้เอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
“เดิมทีผมก็นึกไม่ถึงหรอกครับ แต่” วัตสันได้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “การที่จะพูดไปคุณอาจที่จะไม่เชื่อนะ... แต่ผมได้รู้จักกับเพื่อนอยู่คนหนึ่ง
เอาเถอะ... จริงๆ ก็ไม่นับว่าเป็นเพื่อนหรอกครับ ก็แค่ชายชราจรจัดคนหนึ่งที่ได้อาศัยอยู่ที่ตรงข้ามบ้านของผม และเขาได้ทำบ้านอยู่ในหม้อไอน้ำที่ได้ปลดระวางไปแล้ว และผมก็ได้แวะไปนั่งเล่นที่นั่นอยู่บ้างเป็นครั้งคราวในเวลาที่ได้เดินผ่านแล้วเจ้าหมอนั่นก็ได้อ้างว่าตนเองนั้นดูดวงเป็น”
“ดูดวงอย่างนั้นหรอ?”
“ก็พวกที่ทำการทำนายทายทัก ทั้งไพ่ยิปซี ทั้งลูกแก้วพยากรณ์อะไรทำนองนั้นแหละครับ และแน่นอนว่า ถ้าหากเจ้าหมอนั่นได้ดูดวงเป็นจริงๆ ก็คงที่จะไม่กลายเป็นคนจรจัดหรอก
เอาเป็นว่า... ก็ไม่รู้เลยว่าในช่วงนี้เขาเป็นอะไรไป และชอบที่จะพูดถึงเรื่องของวันแห่งรักศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ผมได้ฟังอยู่เรื่อย ทั้งในเรื่องของโอรสศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสตรีศักดิ์สิทธิ์ และอะไรพวกนั้น และเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาได้เมาหนักมาก และได้พล่ามในเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง
จนในตอนนี้ผมก็เลยได้รู้สึกไปด้วยว่า หรือว่าวันแห่งรักศักดิ์สิทธิ์จะเดินทางมาถึงจริงๆ”
“อย่างนี้นี่เอง” เชอร์ล็อกได้ยักไหล่ และอาจที่จะเป็นเพราะความเป็นนักสืบ เขาจึงไม่ค่อยที่จะให้ความสนใจในเรื่องที่ไม่มีหลักการทางทฤษฎีมารองรับเช่นนี้โดยธรรมชาติ และก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อไป
และก็เป็นเช่นนี้เอง... ชายสองคนที่เพิ่งที่จะได้รู้จักกันได้ไม่นานก็ได้นั่งเคียงข้างกัน และได้คุยกันบ้างและไม่คุยกันบ้าง หรือไม่ก็ได้เงียบๆ และได้คิดถึงเรื่องของตนเองไป และไม่ได้พยายามที่จะขุดคุ้ยความลับของอีกฝ่าย และได้เพียงแค่ปล่อยให้แอลกอฮอล์และความอึกทึกครึกโครมได้ทำการกัดกร่อนสติสัมปชัญญะของตนไปอย่างอิสระ... จนกระทั่งบรรยากาศที่อยู่รอบข้างยิ่งวุ่นวายขึ้น และผู้คนก็ยิ่งเมามายขึ้น
ในวินาทีที่ความบ้าคลั่งตลอดทั้งคืนนี้ได้พุ่งขึ้นสู่ยังจุดสูงสุด จนคนที่ได้นั่งหันหน้าเข้าหากันจะต้องโน้มตัวเข้าไปเพื่อกระซิบที่ข้างหูจึงจะสามารถคุยกันรู้เรื่อง
รอยแยกของมิติสายหนึ่ง
ได้ปรากฏขึ้น
อย่างไร้ซึ่งเหตุผล
ณ ที่หลังต้นคอของเชอร์ล็อก!
มันได้ปรากฏขึ้นมาอย่างเงียบงันและกะทันหัน โดยที่ไม่มีลางบอกเหตุใดๆ และมิอาจที่จะป้องกันได้ และราวกับว่ามันได้ทำการบุกรุกเข้ามาในฉากที่ไม่ใช่ของมันอย่างอุกอาจ และได้ซ่อนตัวอยู่ในแสงไฟที่สลัว และไม่ส่งเสียงใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย
วินาทีต่อมา!
หนามที่แหลมคมอันหนึ่งก็ได้พลันแทงออกมาจากรอยแยกของมิติ และได้พุ่งตรงเข้าใส่ศีรษะของเชอร์ล็อก!