- หน้าแรก
- เชอร์ล็อกโฮล์มส์ปิศาจร้ายผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 41: ผมเลี้ยงเอง
บทที่ 41: ผมเลี้ยงเอง
บทที่ 41: ผมเลี้ยงเอง
บทที่ 41: ผมเลี้ยงเอง
เขายืนนิ่งอยู่กับที่ และได้เฝ้ามองสุนัขซากศพที่ได้อยู่เบื้องหน้า ก่อนที่จะนิ่งเงียบไปนานแสนนาน
เจ้าสุนัขตัวนั้นก็ได้ยืนนิ่งอย่างว่าง่าย และไม่เห่าส่งเสียง อีกทั้งยังไม่วิ่งไปไหน และจากลูกตาที่ได้ถูกบีบจนแหลกละเอียดและเบ้าตาที่ได้โบ๋เปล่าของมัน ก็สามารถที่จะยืนยันได้ว่า เจ้าตัวนี้คือตัวเดียวกับที่ได้ถูกเชอร์ล็อกขยี้สมองจนเละในความฝันเมื่อครู่นี้เอง
ทว่า ตอนนี้มันกลับมายืนอยู่ตรงหน้าของเขาจริงๆ
แถมยังได้คลานออกมาจากรอยแยกของมิติที่เขาเป็นคนฉีกจนเปิดขึ้นมาเองอีกด้วย
“เจ้าตัวนี้คงจะไม่ได้กลายมาเป็นปิศาจซึ่งอยู่ในพันธสัญญาของฉันหรอกนะ”
แน่นอนว่าเชอร์ล็อกรู้ดีว่าความคิดนี้มันช่างห่างไกลไปจากความเป็นจริงเพียงใด ก็เพราะว่าไม่ว่าจะมาจากตำราเล่มไหน ความรับรู้ของผู้คนที่มีต่อผู้ที่ได้ทำพันธสัญญา หรือแม้กระทั่งความรู้ที่ได้เกี่ยวกับปิศาจซึ่งอยู่ในพันธสัญญาที่มหาสมณะชราเคยได้อธิบายให้แก่เขาได้ฟัง:
[ผู้ที่ได้ทำพันธสัญญา จะได้มีปิศาจซึ่งอยู่ในพันธสัญญาได้เพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น และไม่สามารถที่จะทำการเปลี่ยนแปลงหรือว่าทดแทนได้ และจะอยู่เคียงข้างไปตลอดชีวิต และต่อให้ปิศาจซึ่งอยู่ในพันธสัญญาได้ตายไป ก็ไม่สามารถที่จะสร้างความสัมพันธ์กับปิศาจตนอื่นได้อีก]
นี่ก็ได้ถือเป็นกฎเหล็กเลยก็ว่าได้
แต่แล้วเจ้าสุนัขตัวนี้มันหมายความว่ายังไงกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกที่ได้รับมาจากเจ้าตัวนี้ก็ได้แตกต่างไปจากสุนัขซากศพโดยทั่วไป และตามปกติแล้ว สุนัขซากศพไม่ใช่ว่าจะต้องห้อยลิ้นที่ยาว และพอได้เห็นอะไรที่เคลื่อนไหวก็จะเห่าอย่างไม่หยุดหย่อน และตัวก็จะสั่นเหมือนกับเป็นโรคสมาธิสั้น พร้อมกับได้วิ่งพล่านไปทั่วหรอกหรือ?
แต่เจ้าตัวที่ได้อยู่ตรงหน้านี้กลับได้นิ่งสงบอย่างที่สุด และร่างกายก็ได้ยืนตรงแน่ว อีกทั้งศีรษะก็ได้เชิดสูง และในลูกตาข้างที่ยังคงเหลืออยู่ก็ไม่ได้มีความบ้าคลั่งและกระสับกระส่ายอย่างที่ปิศาจควรที่จะได้มี แต่ในทางกลับกัน มันกลับได้เต็มไปด้วยความเงียบขรึมและเคร่งขรึม และราวกับเป็นทหารผู้ซึ่งรอรับคำสั่งอยู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้ เชอร์ล็อกจึงได้ลองทำการสั่งการอยู่ในใจ
“นั่งลง”
“ยืนตรง”
“กลิ้ง”
“กัดหางของตนเอง”
คำสั่งหลายอย่างได้ผุดขึ้นมาในสมองของเขา และเจ้าสุนัขตัวนั้นก็ได้ปฏิบัติตามความคิดของเขาอย่างเคร่งครัด และได้ทำท่าทางต่างๆ นานาออกมา เชอร์ล็อกถึงกับได้ลองทำการจำลองคำสั่งที่ซับซ้อนอย่างยิ่งยวดขึ้นมาในหัวดู เช่น: ‘จงเลียลูกตาทางด้านซ้ายของตนเองไปพร้อมๆ กับการยกขาหลังให้เฉียงไปยังด้านข้างสามสิบองศา และจงแกว่งหางไปมาระหว่างขาด้วยความถี่หนึ่งครั้งต่อสองวินาที’
คำสั่งเช่นนี้ มีเพียงแค่ผู้ที่ได้ทำพันธสัญญา ‘สายควบคุม’ เท่านั้นที่จะสามารถทำได้ และยังจะต้องเป็นประเภทที่ได้ผ่านการฝึกฝนอย่างซับซ้อนมาแล้วจึงจะสามารถทำได้สำเร็จ และได้นับเป็นท่าทางที่ยากอย่างยิ่งยวด!
แต่เชอร์ล็อกไม่ต้องการการฝึกฝนใดๆ และการที่จะสร้างชุดคำสั่งเช่นนี้ขึ้นมาในความคิดของเขานั้นมันช่างง่ายดายเหลือเกิน
และเจ้าสุนัขตัวนั้นก็ได้ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ และนี่จึงได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความเชื่อมโยงที่อยู่ระหว่างมันกับเขานั้นมันได้ใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง และคาดว่าต่อให้เขาได้สั่งให้มันได้ทำร้ายตนเอง หรือให้ไปตาย มันก็คงที่จะไม่มีจิตสำนึกที่จะทำการต่อต้านเลยแม้แต่น้อย
แต่ พักเรื่อง ‘ทำไมปิศาจตัวนี้ถึงได้ถูกควบคุมโดยฉันได้’ เอาไว้ก่อน
มาว่ากันที่หัวของมัน!
หัวกะโหลกนี่มันได้ถูกฉันขยี้จนแหลกไปแล้วไม่ใช่หรือ แล้วมันยังจะทำท่าทางพวกนี้ได้อย่างไรกัน?
ความอยากรู้อยากเห็นได้กระตุ้นให้เชอร์ล็อกได้เดินไปยังที่ผนัง และได้บิดสวิตช์ของตะเกียงแก๊สให้สว่างที่สุด แล้วจึงได้เดินกลับมาอยู่ที่หน้าของสุนัขซากศพ ก่อนที่จะได้ประคองหัวของมันขึ้นมา แล้วจึงได้บิดไปยังตำแหน่งที่แสงได้ส่องถึงพอดี
เขาได้หรี่ตาลง และได้จ้องมองเข้าไปในเบ้าตาที่ได้ถูกเขาควักออกไป
และแสงที่มาจากตะเกียงก็ได้ส่องผ่านโพรงที่ว่างเปล่า ก่อนที่จะได้ทะลุเข้าไปในกะโหลกศีรษะของสุนัขซากศพ!
ในที่สุด เชอร์ล็อกก็ได้เห็นภาพที่ได้อยู่ข้างในนั้น
แล้วจึงได้กลืนน้ำลายลงคอไปอย่างเงียบงัน
ในโพรงของกะโหลกที่ควรที่จะได้หลงเหลือเศษของสมองอยู่บ้างนั้น บัดนี้กลับไม่ได้มีเนื้อเยื่อของสมองใดๆ เหลืออยู่เลย แต่กลับได้ถูกแทนที่ไปด้วยระยางค์ที่ได้บิดเบี้ยวนับไม่ถ้วน!
หนวดระยางค์เหล่านี้ได้ขดและพันกันไปมา และได้เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า และภายใต้แสงที่สลัวซึ่งมาจากตะเกียงแก๊สนั้น พวกมันก็ได้เบียดเสียดกันจนได้กลายเป็นก้อนเนื้อที่ซับซ้อนและบ้าคลั่ง แต่กลับได้แฝงเอาไว้ด้วยความงามอันน่าพิศวง และก็ยังมีแขนงเล็กๆ บางส่วนที่ได้แทรกซึมเข้าไปในช่องว่างซึ่งได้อยู่ระหว่างกะโหลกและเส้นประสาท และคาดว่าคงที่จะได้ลุกลามไปตามแนวของกระดูกสันหลัง จนได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งร่างของสุนัขซากศพไปแล้ว!
เชอร์ล็อกได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยอยากที่จะเชื่อ แตเขาก็รู้ดีว่า หนวดระยางค์ที่ได้ขดตัวอยู่ในหัวของเจ้าสุนัขตัวนี้ ได้มีทั้งสีและผิวสัมผัสในแบบเดียวกันกับ ‘หนอน’ น้อยที่อยู่ในพันธสัญญาของเขาทุกประการ
หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ ที่เจ้าหนอนได้คลานเข้าไปในสมองของมันก่อนหน้านี้นั้น ก็เพื่อที่จะได้ทำการฟักตัวอย่างนั้นหรอ?
ไม่สิ ในตอนนี้คงที่จะเรียกมันว่าหนอนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว และนั่นมันก็คือปลายของหนวดที่ได้ถูกตัดขาดไปแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์!!!
“แล้วปิศาจที่อยู่ในพันธสัญญาของฉัน มันคือตัวอะไรกันแน่?!”
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั่นเอง พลันก็ได้มีเสียงของฝีเท้าที่ไม่ช้าและไม่เร็วดังขึ้นมาจากนอกประตู
เชอร์ล็อกได้โบกมือ และได้ฉีกจนเปิดรอยแยกของมิติ และได้ให้เจ้าสุนัขของเขามุดกลับเข้าไป
จากนั้นไม่นาน
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เขาได้ขยี้ผมที่ยุ่งเหยิงของตนเอง และได้ทำให้ดูเหมือนกับเป็นคนที่เพิ่งที่จะตื่นนอน แล้วจึงได้เดินไปยังที่ประตูด้วยดวงตาที่หรี่ปรือ “ใครน่ะ?”
“ขอรบกวนหน่อยนะครับ ผมเอง” ได้มีเสียงที่นุ่มนวลดังตอบกลับมา
เชอร์ล็อกรู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อย ก็เพราะว่าเขาจำเจ้าของเสียงนี้ได้
แพทย์ประจำของบริษัทรักษาความปลอดภัยหนามขาวคนนั้น จอห์น วัตสัน
เมื่อได้เปิดประตูออกไปแล้วนั้น เวลานี้ที่ข้างนอกก็ได้ถือว่าได้เข้าสู่ยามค่ำคืนไปแล้ว และลมในตอนกลางคืนอันชื้นแฉะซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของลอนดอนก็ได้พัดเข้ามา และเชอร์ล็อกก็ได้มองไปยังชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยความสงสัย
ก็ยังคงเป็นผมที่มีสีน้ำตาลเข้มที่ได้ปรกอยู่ที่หน้าผากเช่นเคย และก็ยังคงเป็นเสื้อเชิ้ตที่ได้ดูดีและชุดสูทที่หนาเช่นเดิม และแค่เพียงคนที่เป็นก็พอที่จะดูของเป็นสักหน่อยก็จะสามารถมองออกได้ว่า เสื้อผ้าชุดนี้อย่างน้อยๆ ก็คงที่จะต้องมีราคาอยู่หลายสิบปอนด์ และเสื้อผ้าอันแสนแพงนี้ก็ได้ยิ่งขับเน้นเอากลิ่นอายของคุณชายผู้สูงศักดิ์แห่งย่านการค้าในชั้นสูงของอีกฝ่ายให้ได้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก และที่ปกเสื้อ ก็ได้มีผ้าพันคอที่ทำมาจากขนที่นุ่มและมีสีฟ้าอ่อนได้พันอยู่รอบหนึ่ง และได้ทำให้ใบหน้าที่งดงามนั้นได้เผยให้เห็นถึงความอ่อนโยนที่ดูนุ่มนวลออกมา
ในตอนนี้ เขากำลังหรี่ดวงตาที่อาจจะเรียกได้ว่างดงามคู่นั้น และได้มองข้ามไหล่ของเชอร์ล็อกเข้าไปในห้อง
“ผมนึกว่าพวกนักสืบจะใช้ชีวิตกันอย่างเป็นระเบียบเสียอีก” วัตสันได้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และสีหน้าของเขาดูเหมือนจะทนไม่ไหว และได้ลังเลว่าควรที่จะพุ่งเข้าไปเพื่อจัดห้องให้หรือไม่
“ผมค่อนข้างที่จะขี้เกียจน่ะ และก็ไม่ค่อยที่จะชอบเก็บกวาดเท่าไหร่” เชอร์ล็อกกล่าวขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม และเขาก็ยังพอที่จะมีความรู้สึกที่ดีๆ ให้แก่นายแพทย์ที่ได้แสร้งทำตัวเป็นคนปกติคนนี้อยู่บ้าง “แล้ว คุณมาหาผม มีเรื่องอะไรที่จัดการได้ยากอย่างนั้นหรอ?”
“เรื่องที่จัดการได้ยากนั้นมันก็มีอยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่ผมไม่ได้เดินทางมาหาคุณเพราะเรื่องนั้นอย่างแน่นอน”
“แล้วจะมาเพื่ออะไรล่ะ?”
“ก็เพื่อที่จะได้มาผูกมิตรน่ะครับ และการที่ได้อยู่ที่บ้านแล้วมันก็ค่อนข้างที่จะน่าเบื่อ ก็เลยอยากที่จะออกมาเดินเล่นหน่อย และก็ไม่รู้ตัวเลยว่าได้เดินมาจนถึงแถวนี้ และพอได้คิดได้ว่าบ้านของคุณน่าที่จะอยู่แถวนี้ ก็เลยได้แวะมา”
เขาได้กล่าวออกมาอย่างจริงใจ
และเมื่อได้เห็นเชอร์ล็อกได้ทำหน้าประมาณว่า ‘ก็จงแต่งเรื่องต่อไปสิ’ และได้มองมาที่ตนเองนั้น เขาก็ได้แต่ยิ้มออกมาอย่างไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย
“ก็ได้ครับ อันที่จริงแล้ว... การที่จะพูดไปคุณอาจที่จะไม่เชื่อนะ แต่คุณน่ะ... ก็ได้ถือเป็นคนเดียวที่ผมได้รู้สึกว่าน่าสนใจอยู่บ้าง ตลอดหลายปีที่ผมได้ทำงานมา
แล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ สนใจที่จะไปดื่มด้วยกันสักแก้วไหม?
ผมเลี้ยงเอง”