- หน้าแรก
- เชอร์ล็อกโฮล์มส์ปิศาจร้ายผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 25: พิธีแต่งตั้ง (ตอนจบ)
บทที่ 25: พิธีแต่งตั้ง (ตอนจบ)
บทที่ 25: พิธีแต่งตั้ง (ตอนจบ)
บทที่ 25: พิธีแต่งตั้ง (ตอนจบ)
อารามแห่งนี้น่าจะถูกสร้างมาไม่เกิน 100 ปี แต่เมื่อได้เดินผ่านซุ้มประตูทางเดินที่มีสีเขียวอมดำ ก็ยังคงที่จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ที่หนักแน่น
แตกต่างไปจากโบสถ์ อารามนั้นได้เปรียบเสมือนกับโรงเรียนที่มีความหมายทางศาสนามากกว่า และผู้ที่ศรัทธาเกือบทั้งหมดที่ต้องการที่จะเข้าร่วมกับศาสนจักรก็จะต้องเริ่มต้นมาจากอารามประเภทนี้ โดยจะต้องทำการสวดมนต์ภาวนาในทุกๆ วัน และรับฟังการชี้นำที่มาจากแสงศักดิ์สิทธิ์
จริงๆ แล้วถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะกฎระเบียบที่ยุ่งยากเช่นนี้ เชอร์ล็อกก็คงจะไม่ปล่อยให้ตนเองมีอายุที่ล่วงเลยมาถึงสามสิบกว่าปีโดยที่ยังไม่มีใจที่ศรัทธาต่อศาสนจักรเลยแม้แต่น้อย
ภายในลานได้ปลูกดอกไม้และต้นไม้เอาไว้จนเต็มไปหมด และนานๆ ครั้งก็จะเห็นนักบวชในชั้นผู้น้อยซึ่งอยู่ในชุดผ้ากระสอบได้เดินผ่านไป และเมื่อได้เดินผ่านประตูไม้ไปสองสามบาน ก็ยังพอที่จะได้ยินเสียงสวดมนต์ได้แว่วมา และในที่สุด หลังจากที่ได้เดินผ่านทางเดินที่ได้ปูเอาไว้ด้วยแผ่นหินอิฐสีเขียวอีกสองสามสาย เชอร์ล็อกก็ได้ถูกนำทางและเข้าไปในหอคอยที่ได้อยู่ลึกที่สุดของอาราม
เรื่องนี้ได้ทำให้เขาต้องประหลาดใจอยู่เล็กน้อย
พิธีแต่งตั้ง ถึงอย่างไรเสียก็เป็นหนทางเดียวที่มนุษย์ธรรมดาจะสามารถกลายเป็นผู้ที่ได้ทำพันธสัญญาได้ และต่อให้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับพิธีในการแต่งตั้งอัศวิน อย่างน้อยก็น่าที่จะจัดให้ดูขรึมขลังหรือว่าลึกลับสักหน่อยสิ หรือว่าจะมาทำกันลวกๆ ที่ในหอคอยเล็กๆ แห่งนี้กัน?
อันที่จริง... เมื่อครึ่งศตวรรษก่อน... พิธีในการแต่งตั้งผู้ทำพันธสัญญานั้นยังคงเป็นพิธีกรรมที่ขรึมขลังและลึกลับจริงๆ ถึงขนาดที่ต้องให้ศาสนบุคคลในระดับสมณะมาเป็นผู้ที่ประกอบพิธี
ทว่าในช่วงแห่งการรุกรานของปิศาจในครั้งที่สองนั้น ศาสนจักรและรัฐบาลต่างก็ต้องการกำลังรบเป็นจำนวนมาก ดังนั้นพิธีในการแต่งตั้งจึงได้ถูกกระจายไปยังอารามในทุกๆ แห่ง และบางครั้งในวันหนึ่งก็ต้องทำถึงเจ็ดถึงแปดครั้ง ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์หรือไม่ ถึงอย่างไรเมื่อได้มาแล้วก็ลองดูก่อน และในตอนนั้นคนอยากที่จะเข้ารับการทดลองก็มีมากอย่างยิ่งยวด ท้ายที่สุดแล้ว การที่ได้เป็นผู้ทำพันธสัญญานั้น ก็ย่อมที่จะมีโอกาสในการรอดชีวิตที่มากกว่ามนุษย์ธรรมดาอยู่บ้าง และนั่นจึงได้ทำให้พิธีกรรมนี้ได้กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ และนี่ก็คือสาเหตุที่จนถึงในปัจจุบันนี้ จำนวนของผู้ที่ได้ทำพันธสัญญาบนโลกใบนี้ได้มีมากกว่าหนึ่งล้านคน
เมื่อได้ผลักประตูไม้เข้าไป กลิ่นหอมที่เป็นเฉพาะตัวของเครื่องหอมก็ได้โชยมาปะทะเข้ากับใบหน้า และแสงแดดก็ไม่สามารถที่จะส่องเข้ามาในหอคอยได้ และทำได้เพียงแค่อาศัยแสงที่มาจากเทียนไขที่ได้ล้อมรอบผนังเป็นวงๆ เท่านั้น
และที่ตรงกลางซึ่งอยู่ระหว่างวงเทียนนั้น ก็คือแท่นประกาศขนาดใหญ่ และบนนั้นก็ได้มีหนังสือเล่มมหึมาซึ่งได้หนากว่า 30 เซนติเมตรวางอยู่ พร้อมกับเครื่องมือบางอย่างที่เชอร์ล็อกดูแล้วไม่เข้าใจ
แม่ชีได้เดินอ้อมไปยังด้านหลังของแท่นประกาศ แล้วจึงได้ทำสัญญาณให้เชอร์ล็อกได้เข้ามาเช่นกัน
“นี่จะเริ่มพิธีแล้วหรอครับ?” เชอร์ล็อกได้เอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย “เพียงแค่เราสองคนอย่างนั้นหรอ?”
แม่ชีได้ยิ้มและพลางพยักหน้า “ใช่แล้วค่ะคุณโฮล์มส์ ในตอนนี้ขั้นตอนในการทำพิธีแต่งตั้งพื้นฐานของศาสนจักรนั้นค่อนข้างที่จะสมบูรณ์แล้ว และไม่จำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอนที่ยุ่งยากอีกต่อไป และถ้าหากคุณได้ให้ความร่วมมือ จริงๆ แล้วก็แค่เพียงสิบกว่านาทีก็เสร็จสิ้นแล้วค่ะ”
ขณะที่ได้พูดอยู่นั้น นางก็ได้พลิกเปิดหนังสือเล่มที่หนา แล้วจึงได้ประคองถาดกลมใบหนึ่งเอาไว้ในมือ
ถาดกลมนั้นที่ตรงกลางได้เว้าลงไป และตัวของถาดทั้งหมดก็ได้ทำขึ้นมาจากทองเหลือง และราวกับเป็นฝาหม้อขนาดใหญ่ แต่เพียงว่าบนนั้นได้มีตัวอักษรและสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนได้ถูกสลักอยู่... และจากนั้นแม่ชีท่านนั้นก็ได้นำเอาเข็มเล่มหนึ่งออกมา
“ขอนิ้วของคุณหนึ่งนิ้วค่ะ” นางได้กล่าวขึ้น
คาดว่าเชอร์ล็อกคงที่จะเคยได้เล่นเกมเช่นนี้กับพวกอาชญากรอยู่บ่อยครั้ง ถึงได้เผลอคิดไปว่าตนเองจะต้องทำการตัดนิ้วหนึ่งนิ้วเพื่อให้อีกฝ่าย แต่เขาก็ได้รู้ตัวได้อย่างรวดเร็วว่าน่าที่จะแค่เพียงยื่นนิ้วออกไปก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้น เขาจึงได้ยื่นนิ้วชี้ที่อยู่ข้างขวาออกไป และได้วางมันเอาไว้เหนือถาดที่ทำมาจากทองเหลือง ส่วนแม่ชีท่านนั้นก็ได้ใช้เข็มเพื่อแทงไปที่ปลายนิ้วของเขาเบาๆ
และหยดเลือดหยดหนึ่งก็ได้ค่อยๆ หยดลงไปในพระคัมภีร์ที่ซับซ้อนนั้น
ดูเหมือนว่าเท่านี้ก็คงที่จะเป็นอันเสร็จสิ้น
ก็เพราะว่าแม่ชีไม่ได้มีการกระทำอื่นใดอีก และได้เพียงแค่จ้องมองไปยังหยดเลือดที่อยู่ในถาดอย่างตั้งใจ
และเชอร์ล็อกก็ย่อมที่จะจ้องมองตามไปด้วย
เวลาได้ผ่านไปประมาณหนึ่งนาที และในทันใดนั้น หยดเลือดนั้นก็ได้ซึมหายเข้าไปในภาชนะในชั่วพริบตา และได้กลายเป็นร่องรอยที่มีสีแดงสดสายหนึ่ง และรอยนี้ก็ได้เริ่มที่จะเคลื่อนที่ไปตามลวดลายที่ซับซ้อนอย่างช้าๆ และในที่สุด ก็ได้ไปหยุดอยู่ที่สัญลักษณ์ที่ได้ดูคล้ายกับตัว ‘亅’
แม่ชีได้รีบวางถาดที่ทำมาจากทองเหลืองลง และได้พลิกหนังสือไปยังที่หน้าหนึ่งอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนว่ากำลังทำการค้นหาสัญลักษณ์ที่ตรงกันอยู่บนนั้น
และในที่สุด
“เจอแล้วค่ะ” แม่ชีท่านนั้นได้เรียกออกมาเสียงเบา
แต่เชอร์ล็อกก็ได้สังเกตเห็นว่าสีหน้าของนางได้ปรากฏความซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?”
“มะ ไม่มีค่ะ” แม่ชีได้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ได้ให้คำตอบเช่นนั้นออกมา จากนั้นก็ได้เอ่ย “ถ้าอย่างนั้นแล้วคุณโฮล์มส์ พวกเราก็ได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในพันธสัญญาที่ได้สอดคล้องกับคุณแล้ว และก็ขอเชิญให้คุณได้ท่องตามเสียงอ่านต่อไปนี้พร้อมกันกับฉัน และในระหว่างที่ได้ออกเสียงนั้น ให้ทำการจ้องมองไปยังตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งที่อยู่ในสายตา และได้โปรดพยายามให้อยู่ใกล้กับตัวของคุณมากที่สุด และการที่จะเปิดรอยแยกของมิติเป็นครั้งแรกนั้น ถ้าหากระยะทางได้ไกลมากจนเกินไปก็อาจที่จะสร้างความเสียหายต่อจิตสำนึกของคุณได้ค่ะ”
เมื่อได้พูดจบ นางก็ได้อ่านเสียงอ่านที่ไม่ค่อยที่จะยากนักออกมาสองสามคำ
เชอร์ล็อกได้รู้สึกว่าอาจที่จะมีปัญหาอะไรบางอย่างได้เกิดขึ้น แต่ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เวลาที่จะมามัวแต่สงสัย เขาจึงได้รีบท่องตามอย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกันก็ได้จ้องมองไปยังตำแหน่งหนึ่งที่ได้อยู่ใกล้มือของตนเอง
และในระหว่างที่เขาได้ท่องตามนั้นเอง ความรู้สึกที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งยวดก็ได้ผุดขึ้นมาจากในสมอง และราวกับว่าความคิดของเขาได้ถูกดึงออกไปส่วนหนึ่ง และได้ย้ายไปยังตำแหน่งที่ได้จ้องมองอยู่ และขอเพียงแค่ได้ทำการควบคุมเล็กน้อย ก็จะมีพลังชนิดหนึ่งได้ทำการดึงเอาพื้นที่ที่ว่างเปล่านั้นให้ฉีกออกไปทั้งสองด้าน
ความรู้สึกนี้ได้ทำให้เชอร์ล็อกต้องรู้สึกแปลกใหม่เป็นอย่างยิ่งยวด ดังนั้นเขาจึงได้ค่อยๆ ออกแรงไปตามความคิดนั้น
ทันใดนั้น!
รอยแยกของมิติสายหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้น!
“จะง่ายขนาดนี้เลยหรอ?!”
เชอร์ล็อกถึงกับตกใจ... นี่มันง่ายไปกว่าการที่จะฉีกคอหอยของคนเสียอีก... และท้ายที่สุดแล้วคนเราก็ยังได้ดิ้นรนและขัดขืนอยู่บ้าง... ดังนั้นเมื่อได้ตามแรงนั้นไป เชอร์ล็อกก็ได้พยายามที่จะฉีกรอยแยกให้กว้างขึ้นไปอีกหน่อย
แต่เมื่อรอยแยกได้ฉีกออกไปจนมีความยาวถึง 30 เซนติเมตรแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะขยายให้กว้างขึ้นไปได้อีก
คาดว่าน่าที่จะเป็นเพราะว่าความสามารถของเขาทำได้เพียงแค่เท่านี้ หรือไม่ก็ได้รับอิทธิพลมาจากแสงศักดิ์สิทธิ์
และในขณะที่เขากำลังคาดเดาถึงสาเหตุอยู่นั้น ทันใดนั้น ก็ได้มีบางสิ่งได้คลานออกมาจากรอยแยกของมิตินั้น
มันคือหนอน... ตัวหนึ่ง
เอ่อ ถึงแม้จะแปลกไปหน่อย แต่ว่า มันคือหนอนจริงๆ และตัวของมันก็ได้เป็นสีเขียวอมเทา อีกทั้งยังมีความยาวประมาณเจ็ดถึงแปดเซนติเมตร และราวกับเป็นกล้วยที่ได้ถูกปลอกเปลือกเอาไว้แล้วก็ได้ทิ้งเอาไว้ในอากาศจนช้ำมาแล้วถึงสามวัน
เจ้าหนอนน้อยตัวนี้ได้ค่อยๆ คลานออกมาจากรอยแยกอย่างเชื่องช้า และในตอนแรกมันก็ได้โผล่หัวออกมา จากนั้นก็ราวกับว่ากำลังหวาดกลัวในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย และตัวก็ได้สั่นงันงกและอยากที่จะถอยกลับเข้าไป แต่ก็โง่มากจนเกินไป และในตอนที่ได้หันตัวนั้น ร่างกายที่อ้วนกลมของมันก็ได้เผลอไถลออกมาจากรอยแยกพอดี และก็บังเอิญว่ารอยแยกของมิตินี้ได้เปิดออกในตำแหน่งที่ได้สูงจากพื้นประมาณครึ่งเมตร ดังนั้นมันจึงได้ตกลงไปบนพื้นดัง ‘แปะ’ พร้อมกับได้ส่งเสียงร้อง ‘จี๊ดๆ’ ออกมาอย่างน่าสงสาร
ความเงียบได้เข้าปกคลุม
เชอร์ล็อกได้อ้าปากเล็กน้อย และได้มองดูหนอนผีเสื้อตัวนี้อย่างตกตะลึง แล้วก็ได้หันกลับไปเพื่อมองยังแม่ชีที่ได้ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้พบว่าอีกฝ่ายกำลังมองมายังตนเองด้วยสีหน้าที่ได้ผสมปนเปกันไประหว่างความสงสารกับความกระอักกระอ่วน
“นี่ นี่มันอะไรกันครับ?”
“อะแฮ่ม ตามบันทึกของสิ่งมีชีวิตที่มาจากห้วงอเวจีของศาสนจักรแล้วนั้น... ก็น่าที่จะเป็นหนอนชนิดหนึ่งที่ได้อาศัยอยู่ในขุมนรกน่ะค่ะ”
“หะ หนอนอย่างนั้นหรอ?” เชอร์ล็อกได้ทวนคำโดยไม่รู้ตัว “แล้ว เจ้านี่ก็คือปิศาจที่อยู่ในพันธสัญญาของผมอย่างนั้นหรอ?”
“ใช่แล้วค่ะ” แม่ชีไม่ได้สบตากับเชอร์ล็อกอีกต่อไป ถึงขนาดที่ได้ก้มศีรษะลงไปเพื่อมองยังชายกระโปรงที่ยาวของตนเอง
ในที่สุดเขาก็ดูเหมือนจะเข้าใจแล้วว่า สีหน้าที่แปลกประหลาดซึ่งได้อยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายเมื่อครู่นั้นมันหมายความว่าอะไร
แล้วปิศาจที่อยู่ในพันธสัญญาของเขาคือเจ้าตัวนี้เนี่ยนะ?
เมื่อได้มองดูหนอนผีเสื้อตัวนั้นอีกครั้ง ในตอนนี้ในที่สุดมันก็ได้พลิกตัวกลับมาได้อย่างยากลำบาก แต่ก็ไม่กล้าที่จะขยับเขยื้อนอีก และทำได้เพียงแค่นอนแผ่และแกล้งตายอยู่บนพื้น
“แล้วเจ้านี่มันมีความสามารถอะไรอยู่บ้างไหมครับ?” เชอร์ล็อกดูเหมือนจะยังอยากที่จะดิ้นรนไปอีกสักหน่อย
แม่ชีท่านนั้นได้หันกลับไปยังที่หนังสือก่อนหน้า และได้พลิกดูมันอีกครั้ง และในที่สุดก็ได้กล่าวออกมาอย่างเขินอายเล็กน้อย “ช่าง น่าเสียใจจริงๆ ค่ะ จากบันทึกตลอดหลายศตวรรษของศาสนจักรแล้วนั้น ปิศาจที่อยู่ในพันธสัญญาชนิดนี้ของคุณเป็นชนิดที่ต่ำที่สุด นั่นก็คือ
มันไม่มีความสามารถอะไรเลยค่ะ”