- หน้าแรก
- เชอร์ล็อกโฮล์มส์ปิศาจร้ายผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 11: การวิเคราะห์ต้องทำหลังหลับใหล
บทที่ 11: การวิเคราะห์ต้องทำหลังหลับใหล
บทที่ 11: การวิเคราะห์ต้องทำหลังหลับใหล
บทที่ 11: การวิเคราะห์ต้องทำหลังหลับใหล
ที่นี่คือโลกสีขาวโพลนจนน่าพรั่นพรึง
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เป็นห้องนั่งเล่นที่ดูแปลกตาซึ่งตกแต่งไปด้วยสีขาว
ขนาดของมันดูใหญ่ไปกว่าที่พักในปัจจุบันของเชอร์ล็อกเล็กน้อย และที่สองฟากก็ได้มีประตูที่ได้ปิดสนิทอยู่ฟากละหนึ่งบาน ภายในห้องไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรที่มากนัก และมีเพียงแค่โต๊ะสำหรับจิบน้ำชาหนึ่งตัว ตู้แขวนผนังหนึ่งใบ และเก้าอี้อีกสองสามตัว
ก็มีเพียงเท่านั้น
และในตอนนี้ เชอร์ล็อกก็กำลังยืนอยู่ท่ามกลางพื้นที่สีขาวแห่งนี้ และราวกับเป็นสิ่งแปลกปลอมที่มาจากต่างโลกซึ่งได้พลัดหลงเข้ามา
ก็เพราะว่ามีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่มีสีสัน
และก็มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้
ส่วนสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดนั้น ราวกับได้ถูกหลอมและเชื่อมติดเอาไว้กับพื้นที่สีขาวอันแปลกประหลาดนี้ แม้แต่ใยแมงมุมที่เล็กละเอียดซึ่งได้อยู่ที่มุมกำแพงก็ยังไม่ไหวติงเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงการที่จะทำลาย
เชอร์ล็อกไม่รู้เลยว่าที่นี่คือที่ไหน และยิ่งไม่รู้เลยว่าเหตุใดตนเองถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้ เขารู้แค่เพียงว่าตั้งแต่ในวัยเด็ก ในทุกๆ ครั้งที่เขาได้หลับ เขาก็จะมาตื่นขึ้นที่ในห้องสีขาวห้องนี้ และก็ได้เป็นเช่นนี้มานานเกือบ 30 ปีแล้ว
และสิ่งที่ได้ทำให้เขาต้องหงุดหงิดยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เขาได้ถูกขังอยู่ในห้องเล็กๆ ห้องนี้ ประตูไม่สามารถที่จะเปิดออกได้ และเขาก็ไม่สามารถที่จะออกไปได้ อีกทั้งเสียงก็ยังไม่สามารถที่จะทะลุผ่านกำแพงและหน้าต่างออกไปได้ ถึงขนาดที่ว่าแสงก็อาจที่จะไม่สามารถเดินทางออกจากห้องนี้ไปได้เช่นกัน ก็เพราะว่าเมื่อเขาได้มองออกไปนอกหน้าต่าง เขาก็ไม่เห็นอะไรเลย และได้มีเพียงแค่สายตาที่ได้ไปกระทบเข้ากับกระจกที่อยู่บนหน้าต่าง แล้วจึงได้สะท้อนกลับเข้ามาในดวงตาของเขาอย่างไร้ซึ่งความปรานี
เป็นพื้นที่ปิดตาย เงียบสงัด และไร้ซึ่งหนทางหลบหนี
และก็โชคดีที่ว่า ในห้องสีขาวห้องนี้ เขาไม่รู้สึกหิว และก็ไม่รู้สึกง่วงงุน แถมหลังจากที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ก็ยังได้รู้สึกว่าคุณภาพในการนอนนั้นก็ไม่เลวอีกด้วย
หลังจากที่ได้ทำการค้นคว้าข้อมูลมาอย่างมากมายแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้ว่านี่มันได้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่จำใจและยอมรับมันไป และได้อยู่ไปอย่างนั้น พร้อมกับได้สรุปเอาเองอย่างไม่เต็มใจว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความฝันที่ได้ต่อเนื่องและประหลาดชนิดหนึ่ง
แต่นักสืบนี่นะ อย่างน้อยๆ ก็คงที่จะต้องมีสัญชาตญาณอยู่บ้าง และเชอร์ล็อกก็ได้รู้สึกได้ว่าความฝันอันแปลกประหลาดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ได้แสดงออกมาอย่างแน่นอน
ในสักวันหนึ่ง มันจะต้องได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
แต่เขาก็ไม่รู้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมันจะเป็นอย่างไร และยิ่งไม่รู้เลยว่าวันนั้นจะเดินทางมาถึงเมื่อไหร่
หลังจากที่ได้หาวจนเสร็จแล้วนั้น เชอร์ล็อกก็ได้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วจึงได้เริ่มที่จะครุ่นคิดเหมือนเช่นเคย
เขาได้เริ่มจากคำถามแรก ตัวอักษรสีเลือด ‘YES’ นั่น
แล้วทำไมถึงจะต้องเขียนคำนี้กัน?
ตามความคิดแบบตื้นๆ ที่สุดนั้น ก็คือฆาตกรคงที่จะรู้สึกได้ว่าคำคำนี้ได้มีความหมายบางอย่างต่อเขา
แต่ ‘YES’ จะมีความหมายที่พิเศษและแตกต่างไปจากปกติในสถานการณ์ไหนได้บ้าง? ถึงขนาดที่ฆาตกรจะต้องทำการสลักมันเอาไว้บนศพ และฆาตกรต้องการที่จะสื่ออะไรกันแน่?
ศาสนจักรได้สั่งห้ามไม่ให้ทำการเปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่ได้เกี่ยวกับครอบครัวของศาสนบุคคล ดังนั้นเชอร์ล็อกจึงได้รู้เรื่องที่เกี่ยวกับสุภาพสตรีผู้ซึ่งได้ล่วงลับไปแล้วคนนี้น้อยมาก และการที่จะไขคดีให้ได้โดยที่ได้อาศัยอยู่เพียงแค่ศพเพียงแค่ร่างเดียวนั้น ย่อมที่จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะยากลำบากอยู่บ้าง
แต่เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนก และได้เพียงแค่นั่งเงียบๆ และครุ่นคิดอย่างเกียจคร้าน
หลังจากที่เวลาได้ผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้
ทันใดนั้น ก็ได้มีเสียงเบาๆ ได้เข้ามาทำลายความเงียบสงัดของถนนเบเกอร์ลง
ในโลกแห่งความเป็นจริง เชอร์ล็อกได้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขาได้เอี้ยวศีรษะของตนเองเล็กน้อยและได้มองดูนาฬิกาที่อยู่บนผนัง ซึ่งในตอนนี้ก็คือเวลาตีสาม
เพิ่งที่จะได้หลับไปได้แค่เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น
จากนั้น เขาก็ได้ย้ายสายตาของตนเองไปยังประตูใหญ่ของห้อง
“ก๊อก~ ก๊อก~ ก๊อก~”
เสียงเคาะประตูได้ดังขึ้นมาอีกครั้ง
ราตรีนั้นเงียบสงัดราวกับว่าได้ตายจากไปนานแล้ว
“ก๊อกๆๆ~ ก๊อกๆๆ~”
แล้วใครกันที่ได้อยู่ข้างนอก?
คนอย่างเชอร์ล็อก ย่อมที่จะไม่มีเพื่อนฝูงอะไรอยู่แล้ว และต่อให้จะมี ก็คงที่จะไม่มาเยี่ยมเยียนในตอนตีสามอย่างแน่นอน และต่อให้จะมาเยี่ยมในตอนตีสาม ก็คงที่จะไม่เคาะประตูอย่างสุภาพเป็นแน่ แต่คงที่จะถีบประตูเข้ามาเลยมากกว่า
ก็อย่างว่านะ คนในประเภทเดียวกันก็มักที่จะดึงดูดกันเอง และคนที่จะมาเป็นเพื่อนกับเขาได้นั้น ส่วนใหญ่ก็คงที่จะไม่ใช่พวกที่มีมารยาทดีอะไรนักหรอก
ในขณะเดียวกัน คุณก็คงที่จะไม่คาดหวังว่าสุนัขล่าซากศพจะมาทำการเคาะประตูก่อนที่จะได้ทำการกัดกะโหลกศีรษะของคุณหรอกนะ
ดังนั้น จะเป็นผู้ที่ได้ว่าจ้างที่กำลังเดือดร้อนอย่างนั้นหรอ?
ก็มีความเป็นไปได้ที่สูงมาก ในสมัยนี้นักสืบเอกชนได้ทำทุกอย่าง ตั้งแต่การได้ช่วยคนในการตามล่าฆาตกรเพื่อล้างแค้น ไปจนถึงการได้ตามหาหมาและหาแมวตามตรอกซอกซอย และขอเพียงแค่มีเงินให้ก็เพียงพอแล้ว
“ได้โปรดรอสักครู่หนึ่งครับ”
เชอร์ล็อกได้ลุกขึ้น และได้จัดเสื้อผ้าที่ยับย่นของตนเองให้เข้าที่ และได้ทำการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีกลิ่นคาวเลือดติดอยู่มากนัก จากนั้นจึงได้เดินไปเพื่อเปิดประตู
“เอี๊ยด————”
ลมในยามราตรีได้พัดผ่านบันไดที่ได้ทอดยาว แล้วจึงได้ลอดเข้ามาในห้องเล็กๆ ผ่านทางช่องของประตูที่เพิ่งจะได้เปิดออก และได้นำพาเอาความเย็นยะเยือกเข้ามาด้วย เชอร์ล็อกได้มองดูเงาร่างที่สูงใหญ่ซึ่งได้อยู่ด้านนอกของประตูด้วยความประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง
“ท่านบาร์เดล... แล้วท่านมาที่นี่ได้อย่างไรหรือครับ?”
ก็ยังคงเป็นใบหน้าที่เย็นชาและไร้อารมณ์เช่นเคย และก็ยังคงเป็นความเงียบที่ได้แผ่แรงกดดันอันมหาศาลออกมาเช่นเคย เพชฌฆาตที่มาจากกองพิพากษาคนหนึ่งได้มายืนอยู่หน้าสำนักงานของนักสืบในย่านดาวน์ทาวน์ และมันก็ได้ดูเป็นภาพที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งยวด
ก็ไม่รู้เลยว่าทำไม... ในตอนนี้เขาดูเหมือนจะตัวใหญ่ไปกว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนขึ้นมาอีกนิด และร่างกายที่กำยำเมื่อได้บวกเข้ากับเสื้อคลุมที่หนาเตอะแล้วนั้น ก็ได้ทำให้ช่วงลำตัวของเขาดูกว้างใหญ่จนน่าตกใจ และแทบที่จะเต็มทางเดินทั้งหมด
“แก” บาร์เดลได้จ้องตรงมาที่ดวงตาทั้งสองข้างของเชอร์ล็อก แล้วจึงได้เอ่ยปากขึ้น “ต้องการความช่วยเหลือ”
“ความช่วยเหลืออย่างนั้นหรอ?” เชอร์ล็อกถึงกับชะงักไป
จากนั้นก็ดูเหมือนจะนึกขึ้นมาได้ว่า การที่ได้ปล่อยให้ศาสนบุคคลของศาสนจักรได้มายืนอยู่หน้าประตูในตอนดึกดื่นเช่นนี้มันช่างเสียมารยาทมากจนเกินไป และก็ยังดูแปลกประหลาดมากจนเกินไปอีกด้วย เขาจึงได้เบี่ยงตัวเพื่อหลบ และพร้อมกับได้ทำท่าทาง ‘เชิญเข้ามาข้างใน’
บาร์เดลได้ก้มศีรษะของตนเองลงเล็กน้อย ก็เพราะว่ากลัวว่าจะไปชนเข้ากับขอบของประตู แล้วจึงได้เดินเข้ามาในอพาร์ตเมนต์ของเชอร์ล็อก
ในฐานะที่เป็นเพชฌฆาต เขาย่อมไม่มีความกังวลในเรื่องของการเงินใดๆ เลยแม้แต่น้อย และที่พักที่ศาสนจักรได้ทำการจัดหาให้แก่ศาสนบุคคลนั้นก็ย่อมที่จะไม่ด้อยไปกว่าของพวกขุนนางอย่างแน่นอน ทั้งความสะดวกสบาย ความกว้างขวาง และความโอ่อ่านั้นก็ได้ถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐาน
ดังนั้นอพาร์ตเมนต์ราคาถูกห้องนี้สำหรับเขาแล้ว ย่อมที่จะต้องคับแคบและอึดอัดอย่างแน่นอน
และก็โชคดีที่เพชฌฆาตบาร์เดลไม่ได้แสดงท่าทีที่อึดอัดใดๆ ออกมาเลย เขาเหมือนกับเป็นเครื่องจักรที่ไม่รู้จักการเสพสุข และได้นั่งลงบนโซฟาเก่าๆ อีกตัวหนึ่งซึ่งได้อยู่ใกล้กับชั้นหนังสือ ซึ่งก็ได้อยู่ตรงข้ามกับโซฟาที่เชอร์ล็อกได้นั่งเป็นประจำ และราวกับเป็นผู้ที่ได้ว่าจ้างที่ได้ถูกชีวิตอันยากลำบากเล่นงานมาจนยับเยิน
“ฉันรักคาริน” เขาได้ค่อยๆ เอ่ยปากขึ้น “และฉันก็หวังว่าแกจะหาตัวของฆาตกรให้เจอโดยเร็วที่สุด”
เชอร์ล็อกได้เหลือบมองไปยังแถบผ้าที่มีสีแดงเลือดหมูซึ่งได้อยู่บนหน้าอกของอีกฝ่าย และไม่ได้แสดงท่าทีที่ตื่นตระหนกเหมือนกับสามัญชนคนอื่นๆ ที่ได้พบเข้ากับศาสนบุคคลของศาสนจักร และยิ่งไม่ได้ทำการก้มศีรษะลงอย่างศรัทธาและนอบน้อม เขาเพียงแค่ได้นั่งลงบนเก้าอี้หนังสีแดงตัวโปรดของเขา แล้วจึงได้ประสานปลายนิ้วทั้งสิบของตนเองเข้าด้วยกันตามความเคยชิน
บางทีนักสืบอาจที่จะมีกรอบความคิดที่เป็นดั่งสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง ก็คือขอเพียงแค่ได้ก้าวเข้ามาในสำนักงานของตนเองแล้ว ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นถึงเพชฌฆาตที่มาจากกองพิพากษา ก็ยังคงเป็นได้แค่เพียงลูกค้าคนหนึ่ง และเป็นคนที่น่าสงสารที่กำลังประสบเข้ากับปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ
“ท่านน่าที่จะทราบดีว่า การที่จะจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นได้ภายในเวลาที่ได้กำหนดนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ยากมากอยู่แล้ว” เขาได้พูด
“และนั่นก็คือจุดประสงค์ที่ฉันได้เดินทางมา... แกต้องการความช่วยเหลือ” เพชฌฆาตบาร์เดลได้กล่าวขึ้น “ข้อมูลของครอบครัวของศาสนบุคคลของศาสนจักรนั้นเป็นความลับ และเดิมทีนั่นก็เพื่อที่จะได้ปกป้องความปลอดภัยของพวกเขา แต่ในตอนนี้... การที่จะเปิดเผยข้อมูลของคารินก็น่าที่จะทำให้คดีได้คืบหน้าไปได้เร็วขึ้น”
น้ำเสียงของเขายังคงไม่มีความรู้สึกขึ้นลงใดๆ แต่เชอร์ล็อกดูเหมือนจะสามารถมองเห็นถึงความโศกเศร้า ความเจ็บใจ และอารมณ์ความรู้สึกที่ได้ซ่อนอยู่อย่างลึกล้ำซึ่งกำลังไหลย้อนและเดือดพล่านอยู่ภายใต้เปลือกนอกนั้น
นี่สิ... ถึงจะเป็นท่าทีที่คนผู้ซึ่งได้สูญเสียภรรยาไปควรที่จะมี