เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 : บันทึกของเอียน

บทที่ 29 : บันทึกของเอียน

บทที่ 29 : บันทึกของเอียน


บทที่ 29 : บันทึกของเอียน

 

นี่คือข้อมูลที่อยู่ในไฟล์ชื่อ “บันทึกประจำวัน” ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของผู้ถูกเลือกรายหนึ่ง

 

ชื่อของผมคือเอียน แมคเบรเยอร์ ถ้าคุณได้อ่านบันทึกนี้อยู่และได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนดิกนิตีนี้บ้าง คุณจะบอกได้เลยว่าผู้ถูกเลือกที่ซวยที่สุดบนยานลำนี้ไม่ใช่กิลเลนแต่มันคือตัวผมนี่แหละ

 

หมอนั่นค่อนข้างน่าเห็นใจก็จริงอยู่ ผมไม่รู้หรอกว่าเรื่องที่โอเวนเล่ามีความจริงอยู่มากน้อยแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่คนคนนั้นทำ มันน่าจะเป็นแค่การป้องกันตัวที่อาจจะเลยเถิดไป การที่เขาต้องโดนมองด้วยสายตาแบบนั้นจากหลาย ๆ คนเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเลย

 

แต่นั่นมันก็แค่ปัญหาเล็ก ๆ ถ้าเทียบกับเรื่องของผม อย่างน้อยกิลเลนคนนั้นก็ยังเก่งผิดมนุษย์มนา เขามีร่างกายที่แข็งแรงและว่องไวเหมือนกับสัตว์ป่า ขนาดโอเวนที่ทุกคนยอมรับว่าเป็นนักสู้ฝีมือดีเข้าขั้นอัจฉริยะยังกลายเป็นเด็กอมมือเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าสัตว์ประหลาดนั่น อย่างน้อยถ้าผมมีร่างกายที่เหนือมนุษย์แบบเขาเรื่องมันคงไม่แย่แบบนี้

 

แล้วผมล่ะ ผมมีดีอะไรเหรอ

 

ก่อนที่จะมาที่นี่ผมเคยเป็นนักสู้ในสังเวียนใต้ดิน แม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากมายแต่ก็มั่นใจในทักษะของตัวเองพอดู คู่ต่อสู้ที่ต้องเจอบนเวทีไม่เคยมีใครต้านทานผมได้ ผมชนะครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยทักษะที่ได้มาตั้งแต่สมัยเด็ก ผมเชื่อเสมอว่าถ้ามีเวลาอีกสักหน่อยผมจะต้องได้เป็นแชมเปี้ยนของสังเวียนโลกใต้ดินอย่างแน่นอน แต่แล้ววันหนึ่งก็ถูกดึงตัวมาที่นี่โดยไม่ตั้งตัว…

 

การมาอยู่ในดิกนิตีได้ทำลายผมหลายอย่าง เริ่มแรกสุดก็คงจะเป็นความมั่นใจนี่แหละ ผมเคยคิดว่าตัวเองแน่กว่าใครจนได้มาเจอทุกคนที่นี่ “เหล่าผู้ถูกเลือก” แต่ละคนต่างก็ถูกสุ่มดึงมาจากผู้ที่แข็งแกร่งในยุคต่าง ๆ ไม่ว่าหน้าไหนก็เก่งกาจชนิดที่ว่าในแต่จะยุคคงมีคนแบบนี้นับหัวได้

 

ใช่แล้วครับ ต่อให้เก่งแค่ไหนพอต้องมาอยู่ท่ามกลางสัตว์ประหลาดแบบนี้ ผมก็โดนเมินไปโดยสมบูรณ์แบบ

 

แต่ถ้าถามว่าความแข็งแกร่งของผมอยู่อันดับไหนล่ะก็ มันก็ไม่ได้ขี้เหร่นักหรอกครับ จากการประเมินด้วยตาน่าจะมีคนที่เก่งกว่าผมอยู่สักสิบคนได้… เอาน่า ยังมีอ่อนกว่าตั้งแปดเก้าคน

 

แต่นั่นก็เป็นเรื่องก่อนที่จะมีคาตาลิสต์ครับ

 

ในวันจับคู่กับคาตาลิสต์ เป็นวันหนึ่งที่ผมจะต้องจำไม่มีวันลืม ผมเพิ่งรู้ตัวว่าผู้ถูกเลือกและคาตาลิสต์หลาย ๆ คนได้จับจองกันเองแล้วตั้งแต่งานเลี้ยงก่อนหน้านั้น ส่วนตัวผมเนี่ยช่วงนั้นเอาแต่เครียดจนท้องไส้ปั่นป่วน กว่าจะรู้ตัวงานก็ใกล้เลิกแล้ว คนที่ผมได้คุยจึงมีแค่คนเดียว

 

เธอคือสาวผมสั้น ร่างเล็ก ท่าทางขี้อาย เธอยิ้มให้ผมอย่างเขิน ๆ ตอนที่ผมเกือบจะชนเธอขณะที่เดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากห้องน้ำ ตอนนั้นผมไม่ได้ฉุกใจคิดเลย ไม่คิดเลยสักนิด

 

“อ๊ะ ขอโทษครับ เกือบจะชนแล้วสิ”

 

“มะ… ไม่เป็นไร” เสียงหวานลอยกลับมา “คุณไม่สบายเหรอ”

 

เธอคงจะเห็นผมหน้าซีดและเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโตเต็มใบหน้า มีคนห่วงใยมันก็ดีอยู่หรอก แต่ผมไม่ชอบให้ใครเห็นตอนที่ตัวเองอ่อนแอก็เลยรีบปฏิเสธไป

 

“โอ้ย ไม่หรอกฉันน่ะแข็งแรงอย่างกับม้า” ผมทำท่าเบ่งกล้ามโชว์ให้ดูว่าตัวเองสบายดี แต่จริง ๆ แล้วตอนนั้นชักจะรู้สึกหน้ามืดนิด ๆ แล้ว

 

“แต่คุณดูหน้าซีดนะ” เธอดูเป็นห่วงขึ้นมา “ยังไงก็อย่าฝืนมากนะ”

 

ตอนนั้นผมรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุอกออกมาแล้ว เด็กคนนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน ทั้งสีหน้าแววตา วิธีการพูด ร่างเล็ก ๆ ที่ดูบอบบาง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ราวกับนางในฝันที่หลุดออกมาจากจินตนาการ

 

ตอนนั้นไม่กล้าที่จะฝันว่าเธอจะเลือกผม เด็กสาวน่ารักแบบนี้ต้องมีใครสักคนจองตัวเธอไว้ก่อนแล้วแน่นอน แล้วผมจะเอาอะไรไปสู้กับคนอื่นเพื่อให้เธอหันมาสนใจล่ะ

 

แล้วเมื่อเวลาเลือกคู่มาถึง เด็กสาวที่ผมไม่รู้แม้แต่ชื่อก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ตอนนั้นผมตกใจมากจนไม่ทันนึกอะไรทั้งนั้น ก็นะ สาวน่ารักขนาดนี้เป็นฝ่ายประทับใจแล้วเดินเข้ามาเลือกผมเอง แล้วเธอก็พูดออกมาอย่างอาย ๆ

 

“ระ...รบกวนด้วยนะ”

 

ตอนนั้นผมดีใจราวกับถูกรางวัลที่หนึ่ง คิดในใจว่าเราที่ช่างเป็นคนที่โชคดีที่สุดบนยานลำนี้แน่นอน ดีใจเสียจนลืมคิดถึงความจริงว่าครั้งแรกที่เราสองคนได้พบกัน…

 

มันคือการเดินสวนกันหน้าห้องน้ำชาย!

 

บอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเพศที่สาม รวมทั้งเปิดกว้างสำหรับความหลากหลายของผู้อื่น แต่คือผมชอบผู้หญิงโว้ย… และนี่คือเรื่องวุ่นวายเรื่องแรกที่เกิดขึ้นกับผมบนดิกนิตี

 

เรื่องที่สองที่ตามมาติด ๆ กันก็ตั้งแต่ที่ผมได้พบเธอ… ไม่สิเขา “โคลเวอร์” เด็กหนุ่มที่แทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชาย ก็คือเรื่องของพลังของเขานี่แหละ

 

โคลเวอร์มีพลังในการรักษา ซึ่งนั่นก็หมายความว่าตัวผมที่เป็นผู้ถูกเลือกของเขาก็จะได้พลังนี้มาด้วย

 

ปัญหาคืออะไร พลังรักษามันเป็นพลังที่ไม่ได้เลวร้ายหรอก หลายครั้งที่ผมและโคลเวอร์ช่วยชีวิตทั้งผู้ถูกเลือกและคาตาลิสต์เอาไว้ก็ด้วยพลังนี้ แต่มันเป็นพลังเพื่อการสนับสนุนนี่สิ...แล้วผมจะเอาพลังนี้ไปใช้ทำคะแนนอะไรได้

 

แม้ว่าคุณแมดเดอลีนจะเข้าใจจุดนี้และเพิ่มคะแนนพิเศษให้ทุกครั้งที่ผมและโคลเวอร์ช่วยคนอื่นเอาไว้ แต่หลังจากที่ผู้ถูกเลือกเริ่มปลดล็อคพลังขั้นที่สองได้ ปัญหาก็ตามมาอีกเพราะแทบจะไม่มีใครบาดเจ็บหนักเพื่อให้รักษาอีก

 

มันก็ฟังดูเป็นเรื่องที่ดีนะ ที่ไม่มีใครต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัว แต่แบบนี้พวกเราจะหาเครดิตจากไหนล่ะ เพราะจะให้ไปสู้กับแวนเดียร์เพื่อล่าคะแนน เราสองคนก็ไม่มีทางทำได้เท่ากับพวกที่มีพลังพิเศษสายโจมตีอย่างแน่นอน

 

นั่นทำให้อันดับของเราทั้งสองครร่วงกราวรูดจนมาอยู่ท้าย ๆ ตาราง

 

ถ้าที่ว่ามาทั้งหมด ดูยังไงก็เทียบไม่ได้กับความซวยของกิลเลน ผมบอกได้เลยว่าคุณยังอ่านบันทึกนี้ไม่จบ

 

วันที่ปีเตอร์ ตันและไอรีสสมาชิกจากทีมแกมมาเสียชีวิต วันนั้นผมก็เริ่มระแคะระคายปัญหานี้ แทนที่จะมีมาตรการใด ๆ มาเพื่อสนับสนุนทีมที่เสียลูกทีมไป สิ่งที่ดิกนิตีทำคือการส่งทีมที่คนไม่ครบไปอยู่กองหลัง และนั่นเป็นเหตุผลทำให้คะแนนรวมของทั้งทีมยิ่งตกลง

 

ต่อมาเมื่อทีมเดลตาต้องถูกยุบเพราะเจ้าคนชื่อจัสตินทำเรื่องบ้า ๆ ลงไป มันก็ยิ่งเห็นปัญหาชัดขึ้น กิลเลน จัสติน เจ้าหมา ซีโรเซีย และ พีโอเนีย ทั้งหมดเกือบจะเข้าไปสมทบกับแอลฟาทีมทั้งที่แกมมาทีมกำลังขาดสมาชิก เมื่อเขาถามแมดเดอลีน ก็ได้ความว่าทีมแอลฟาทำหน้าที่เป็นกองหน้าในตอนนี้พวกเขาจึงต้องการคนมากกว่าทีมของแกมมาที่ตอนนี้ทำหน้าที่แค่สนับสนุน

 

ผมได้แต่บอกตัวเองว่าต้องป้องกันเรื่องแบบนี้ไม่ให้เกิดกับทีมเอปไซลอนของเรา ถ้าเราเสียสมาชิกไปแม้แต่คนเดียวบางทีจุดจบคงไม่แคล้วต้องไปอยู่แนวหลังแบบแกมมา หรือไม่ก็โดนยุบไปเลยแบบเดลตา

 

ทั้งที่ตั้งใจไว้แบบนั้น เรื่องก็เกิดขึ้นจนได้

 

การต่อสู้ในป่าทีมเอปไซลอนของเราเกิดคลาดกันหลังจากถูกการโจมตีไม่คาดคิด ทอดด์ ไทเกอร์หัวหน้าทีมกับรีเบคกาพร้อมกับคาตาลิสต์ของทั้งคู่หายไปในระหว่างความชุลมุน

 

ในตอนนั้นผมเองก็อยากจะออกตามหาทั้งสองแต่ว่าเพราะมีแวนเดียร์ที่มีพลังก่อกวนสัญญาณ แถมที่แย่กว่านั้นก็คือเซบาสเตียนสมาชิกอีกคนในกลุ่มได้รับบาดเจ็บสาหัส ผมและโคลเวอร์จึงต้องหาที่ปลอดภัยเพื่อรักษาเขา

 

กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งภารกิจก็จบลงแล้ว แพทริคจากบีตาทีมคือผู้จบการต่อสู้โดยการระเบิดสมองของบูลเบนเป้าหมายหลักของภารกิจครั้งนั้น แต่ก่อนหน้านั้นเรื่องเลวร้ายก็ได้เกิดขึ้นแล้ว

 

...รีเบคกาและนาร์ซีสเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว…

 

ทั้งคู่เป็นคนดีและก็เป็นผู้ถูกเลือกกับคาตาลิสต์ที่ผมสนิทด้วยที่สุด การจากไปอย่างกะทันหันของทั้งสองทำให้ผมถึงกับเสียศูนย์ไปเหมือนกัน กลุ่มเราอาจจะไม่ใช่ทีมที่ทำผลงานได้ดีนัก แต่เพราะมีรีเบคกาเป็นศูนย์กลาง ทุกอย่างจึงยังไปได้ดี อย่างน้อยทุกคนก็เชื่อแบบนั้น

 

ใช่แล้ว ทุกคนในกลุ่มต่างก็รักเธอ เมื่อเก้าอี้ที่เธอและนาร์ซีสมักจะนั่งอยู่ประจำว่างเปล่า แต่ละคนก็ทำใจไม่ได้โดยเฉพาะทอดด์ที่ยังโทษว่าตัวเขาคือต้นเหตุ

 

เพื่อพยุงกลุ่มที่กำลังจะพังทลาย ผมพยายามหลายวิธีเพื่อให้ทุกคนกลับมาเข้มแข็งได้เหมือนเดิม รวมทั้งหาวิธีทำให้ทีมที่กำลังแย่ฟื้นตัวกลับมา แผนหนึ่งที่นึกออกในตอนนั้นคือการหาสมาชิกเพิ่ม

 

...จัสติน หมอนั่นไม่ไหว ที่กลุ่มเดลตาแตกก็เพราะหมอนี่แหละ งั้นก็ต้องกิลเลน หมอนี่น่าจะคุยด้วยง่าย…

 

คิดได้ดังนั้นผมก็ไม่รอช้าแล้วเอาไปคุยกับคุณแมดเดอลีนทันที ผลน่ะเหรอ…

 

“กิลเลนกำลังจะลงจากยาน” เธอตอบห้วน ๆ คำสั้น ๆ ของแมดเดอลีนดับความฝันของผมจนหมด

 

“ลงจากยานเนี่ยนะครับ” ผมร้องเสียหลง เคยแต่ได้ยินว่าผู้ถูกเลือกถูกส่งตัวกลับแต่ไม่เคยรู้เลยว่าพวกเขาสามารถไปตะลอนอยู่ข้างนอกได้ด้วย

 

“ใช่ ฉันพยายามเกลี้ยกล่อมแล้วแต่หมอนั่นคิดว่าอยู่บนยานต่อไปก็คงถูกปลดประจำการอยู่ดี”

 

“ผมไม่เข้าใจ ถ้าซิงโครแล้ว อย่างเขาต้องกลายเป็นอันดับต้น ๆ แน่ แล้วทำไม…”

 

“หมอนั่นจะไม่ซิงโครกับใครทั้งนั้นแหละ” ประโยคนี้ของเธอทำให้ผมนิ่งอึ้งไปนานกว่าจะพูดต่อได้

 

“...แล้วซีโรเซียล่ะครับ เธอจะลงจากดิกนิตีด้วยรึเปล่า” ผมย้อนนึกถึงสาวผมทวินเทลที่ภายหลังเป็นคู่หูแบบจำเป็นกับกิลเลน

 

แมดเดอลีนส่ายหน้า “ไม่ เธอจะอยู่ที่นี่ต่อ แต่ว่าอาจจะต้องย้ายทีมตามผู้ถูกเลือกคนใหม่”

 

“เลือกคนใหม่ได้แล้วเหรอครับ”

 

“ยังหรอก เราเลยจะจัดการแข่งขันกัน ใครที่ชนะก็ได้จะเธอไป”

 

ผมไม่ชอบวิธีการแบบนี้หรอก ผู้หญิงไม่ใช่สิ่งของที่จะมายกให้กันหรือแข่งขันเพื่อจะแย่งชิง แม้จะรู้ภายหลังว่าซีโรเซียไม่ได้ต่อต้านวิธีนี้และปล่อยให้แมดเดอลีนจัดการให้ ผมก็ยังไม่อยากยอมรับมัน

 

และความรู้สึกนั้นก็ทวีคูณขึ้นอีกเมื่อบังเอิญได้ยินพวกทีมแอลฟายืนคุยกัน

 

“ยัยซีโรเซีย ก็น่ารักดีนะ พวกนายจะลงแข่งรึเปล่า” บาร์เรตถามจัสตินและโอเวนหลังจากที่เขาได้อ่านประกาศที่ขึ้นบนจอมอนิเตอร์

 

“ผมไม่สนใจมีคาตาลิสต์เพิ่ม” จัสตินตอบพร้อมกับเหลียวไปมองพีโอเนียที่ยืนอยู่ห่างออกไป เธอได้ยินเขาพูดแต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ

 

“แล้วนายล่ะบาร์เรต สนใจรึเปล่า” โอเวนยังไม่ตอบแต่ถามย้อน

 

“น่าสนใจนะ แต่ยัยดาห์เลียคนบ่นไม่หยุดแน่” บาร์เรตยักไหล่ “แต่ถ้านายอยากจะลง ฉันลงเป็นเพื่อนก็ได้”

 

“ว่าแต่ทำไมยัยนี่ถึงไม่ซิงโครกับไอ้ฆาตกรนั่นล่ะ”

 

“เขาสัญญากับเธอว่าจะไม่ซิงโครด้วย สุดท้ายถึงได้ต้องลงจากยานยังไงล่ะ” จัสตินเฉลย

 

“น่าสนุกแฮะ แสดงว่าเจ้านั่นเห็นยัยนี่สำคัญน่าดูเลยสิ” พูดจบเขาก็หัวเราะด้วยเสียงน่ารังเกียจ

 

ในตอนนั้นเองที่ผมได้ตัดสินใจ ถึงจะไม่อยากเข้าร่วมกับการแข่งแบบนี้ แต่จะปล่อยผู้หญิงให้ตกอยู่ในมือของคนแบบนี้ผมก็คงเรียกตัวเองว่าผู้ชายไม่ได้อีกต่อไป หลังจากทำใจพักใหญ่ผมก็ตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้โคลเวอร์ฟัง

 

“คุณก็เลยจะรับเธอมาเป็นคาตาลิสต์อีกคนสินะฮะ”

 

“อื้ออ ต้องมีใครสักคนดูแลเธอ และกลุ่มของเราก็กำลังขาดคนด้วย”

 

“คนหลายใจ” โคลเวอร์ทำเสียงฮึดฮัด ผมมองอย่างไม่เข้าใจ

 

“อย่ามาพูดอะไรชวนให้คนอื่นเข้าใจผิดสิวะ เอ็งเป็นผู้ชายนะเว้ย”

 

“เรื่องนั้นกับเรื่องนี้มันคนละเรื่องกันนี่ฮะ” โคลเวอร์สะบัดหน้าหนี

 

วันนั้นโคลเวอร์ไม่คุยกับผมอีกเลยตลอดทั้งวัน แต่มันสามารถทำให้ผมเปลี่ยนใจได้ ผมอยากช่วยซีโรเซียแม้จะไม่รู้ว่าเธอต้องการมันรึเปล่า

 

โคลเวอร์เมื่อเห็นว่าผมตั้งใจจริงสุดท้ายก็เป็นฝ่ายยอมใจอ่อนลงและกลับมาคุยด้วยอีกครั้ง ตอนแรกผมเข้าใจว่าเขาโกรธที่ผมจะหันไปจับคู่กับคนอื่น แต่แท้จริงแล้วเขาก็แค่ห่วงไม่อยากให้ผมต้องไปเจ็บเนื้อเจ็บตัวกับการต่อสู้ที่ไม่จำเป็น

 

“สัญญากับผมนะฮะ ว่าจะปลอดภัย”

 

ผมไม่กล้ารับปาก เพราะว่าหนึ่งในผู้ลงแข่งขันคือโอเวนที่ผมไม่คิดว่าจะเอาชนะได้เลย

 

และนั่นคือทั้งหมดที่เขียนอยู่ใน “บันทึกของเอียน”

 

จบบทที่ บทที่ 29 : บันทึกของเอียน

คัดลอกลิงก์แล้ว