เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 : จุดอ่อน

บทที่ 28 : จุดอ่อน

บทที่ 28 : จุดอ่อน


บทที่ 28 : จุดอ่อน

 

“ชิบห...ยแล้วไง!” กิลเลนสบถออกมาดังลั่น จนอคาลาต้องเหลียวหลังมอง ร่างของบลูเบนตัวที่สองซึ่งวิ่งตามมาติด ๆ ทำให้กิลเลนต้องเร่งเครื่องสุดชีวิต นี่มันผิดแผนกับที่กิลเลนเคยคาดเอาไว้ โดรนของอินุจิโยะลอยผ่านออกไปเพื่อล่อบลูเบนตัวแรก

 

“มันแยกได้กี่ร่างกันเนี่ย” กิลเลนบ่นพึมพำกับตนเอง แต่คนที่ซ้อนอยู่ด้านหลังได้ยินชัดเจน เธอชะโงกหน้ามาหาเขา คางเกยเข้าที่ไหล่ของกิลเลน

 

“มันช้าลงนะ” อคาลากระซิบ ตอนนั้นเองที่กิลเลนเพิ่งสังเกต เขาก้มลองมองที่จอพบว่าระยะห่างระหว่างเขาและบูลเบนกำลังมากขึ้นเรื่อย ๆ

“หรือว่ามันจะบาดเจ็บเลยช้าลง” กิลเลนมองใบหน้าที่ยังมีเลือดที่เริ่มแห้งของมันแล้วก็เปลี่ยนความคิด “ไม่ใช่หรอก แผลนั่นไม่น่าจะทำให้ความเร็วมันตกลงไปขนาดนั้น”

 

“บางทีอาจจะเป็นเพราะมันแบ่งร่างก็ได้นะ” อคาลาออกความเห็นบ้าง กิลเลนไม่ได้ตอบอะไรและไม่ได้ลดความเร็วของโฮเวอร์ไบค์ลง เขายังคงเป็นห่วงโดรนที่แยกไปอีกทาง แต่ตอนนี้ที่ต้องทำคือหนีให้พ้นจากบลูเบนตัวนี้เสียก่อน อคาลาเองก็เหมือนจะรู้ดีเธอสั่งให้เขาหักเปลี่ยนเส้นทางหลังจากพ้นเนินดินขนาดใหญ่

 

กิลเลนใช้เวลาอยู่พักใหญ่จนทิ้งห่างและมั่นใจว่ามันจะไม่ไล่ตามมาอีกง่าย ๆ เขาส่งสัญญาณหาโดรนของอินุจิโยะในขณะที่สายตาก็สอดส่ายหาสถานที่ที่ใช้ในการหยุดพักได้ จนได้พบกับที่พักแรมเก่าที่เขาเคยใช้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน

 

“มันคงไม่ตามมาถึงนี่นะ” กิลเลนเหลียวมองโดยรอบด้วยความระแวงในขณะที่จอดโฮเวอร์ไบค์ที่ขับมานาน ส่วนหนึ่งคือกลัวว่าบูลเบนจะโผล่มาเล่นงานแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย อีกส่วนหนึ่งก็มองหาโดรนของอินุจิโยะที่น่าจะใกล้มาถึงแล้ว

 

เพื่อไม่ให้เสียเวลา เขา อคาลาและบากะอินุจึงช่วยกันสร้างที่พักแรมขึ้น มันมีเพิงไม้เก่าที่เขาเคยทำทิ้งเอาไว้กิลเลนจึงใช้เวลาไม่มากในการทำความสะอาดให้พอเป็นที่หลับนอนได้ในคืนนี้ ไม่นานนักหลังจากทำเสร็จโดรนของอินุจิโยะก็ปรากฏขึ้นในสภาพที่ใช้พลังงานจนเกือบหมดเกลี้ยง

 

“เกือบไปแล้วเจ้าค่ะ มันไล่ตามไม่เลิกเลย กว่าจะสลัดหลุดแล้วตามมาถึงนี่ได้เล่นเขาพลังเกือบหมด” ภาพโฮโลแกรมอินุจิโยะกระพริบเป็นช่วง ๆ แม้ว่าอคาลาจะรีบนำเธอไปชาร์ตกับชุดของบากะอินุแล้วก็ตาม

 

“ถ้าพลังหมดระหว่างทางนี่แย่เลย ต่อไปนี้ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงวิธีนี้แหละ” อคาลาชี้ประเด็นซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกับที่กิลเลนกำลังคิดอยู่เช่นกัน เขาเกือบจะต้องเสียโดรนและเอไอของอินุจิโยะไปกับการล่อบูลเบนไปอีกทางซะแล้ว

 

เมื่อมั่นใจแน่แล้วว่าบูลเบนไม่ได้อยู่แถวนั้น เขาเฝ้าคอยดูสถานการณ์อยู่หลายชั่วโมงและจากข้อมูลที่ได้รับจากโดรน กิลเลนก็ตกลงใจพักค้างแรมในจุดเดิม ประจวบเหมาะกับที่ดวงอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยลงต่ำพอดี ความเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวันทำให้กิลเลนตัดสินใจจะฝากท้องในมือเย็นไว้กับอาหารแห้งที่มีเหลืออยู่ไม่มาก และแล้วเขาเผลองีบหลับไปหลังจากที่ตั้งใจจะพักสักตาสักครู่

 

สวบ สวบ

 

เสียงฝีเท้าของบากะอินุเข้ามาใกล้พร้อมกับเสียงของอคาลาที่พูดอะไรบางอย่างแต่เขาจับใจความไม่ได้ กิลเลนลุกขึ้นนั่งหลังจากเผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า เจ้าหมาเดินมาหาเขา มันคาบบางอย่างมาด้วย พอลองขยี้ตาดูให้ชัดก็พบว่ามันคือนกหรือไก่สักชนิด

 

...ไม่สิ ต้องบอกว่าตัวอะไรสักอย่างที่คล้ายนกไม่ก็ไก่ต่างหาก…

 

สัตว์ประหลาดขนสีดำเป็นเงาถูกคายลงเบื้องหน้ากิลเลน ปีกสองข้างเหมือนกับนกแต่มีข้อต่อมากกว่าหนึ่งหรือสองช่วง หน้าตามีจงอยปากเหมือนนกแต่ดันมีสามตา มันคือนกกลายพันธุ์หรือสัตว์ประหลาดกิลเลนก็ไม่สามารถฟันธงลงไปได้

 

“เธอปล่อยให้บากะอินุออกไปล่าสัตว์กันเองเหรอ” กิลเลนเอ่ยถามอคาลาที่นั่งอยู่ไม่ไกล เขาชะเง้อมองหญิงสาวที่ใจจดใจจ่ออยู่กับคอมพิวเตอร์ของตนเอง เมื่อเขาลองไล่โค้ดหลายร้อยบรรทัดนั่นก็รู้ได้ทันทีว่าเธอง่วนอยู่กับมันได้สักพักแล้ว

 

“ไม่ใช่นะเจ้าคะ อินุจิโยะขอไปเองต่างหาก” อินุจิโยะรีบแก้ตัวแทน ภาพโฮโลแกรมเหนือบากะอินุร้อง เธอกลัวว่ากิลเลนจะโทษอคาลาว่าปล่อยให้เธอและบากะอินุไปเสี่ยงกันตามลำพังโดยไม่ได้ช่วยเหลือ

 

“แถวนี้ไม่มีแวนเดียร์ที่อันตรายหรอก” อคาลาไม่ได้สนใจคำตำหนิ เธอกลับไปก้มหน้าก้มตาทำสิ่งที่ทำค้างเอาไว้คือการพิมพ์รัวใส่แป้นพิมพ์โฮโลแกรม กิลเลนไม่ได้ถามอะไรต่อ เขารับไก่พิลึกจากบากะอินุมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง

 

“เอาเถอะ อาจจะอร่อยก็ได้ มาทำอาหารกันเถอะ” กิลเลนชวนอคาลาแต่ครั้งนี้เธอไม่ยอมละสายตาจากงานด้วยซ้ำ เธอยังคงจ้องไปที่จอและพิมพ์อยู่แบบนั้น

 

“ฝากด้วยนะ วันนี้เรามีเรื่องสำคัญที่ต้องรีบทำ” อคาลาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น น้ำเสียงจริงจังของเธอทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าอคาลากำลังตั้งใจจะทำอะไรบางอย่างจริง ๆ

 

กิลเลนไม่ได้ตอแยอะไรต่อ เวลาที่อคาลาทำอะไรแบบนี้เธอจะมีเหตุผลรองรับตลอด บางทีเธออาจจะมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องสะสางให้เสร็จก็ได้ เขาหันไปมองวัตถุดิบอีกรอบจากนั้นก็ลงมือโดยไร้ความช่วยเหลือจากแม่ครัวฝีมือดี

 

ราวกับทำมาแล้วจนชำนาญ กิลเลนจัดการถอนขนอย่างรวดเร็ว ทำความสะอาดเครื่องในจากนั้นก็นำไปต้มในน้ำร้อนที่เตรียมไว้เพื่อฆ่าเชื้อ แล้วการปรุงที่แท้จริงก็เริ่มขึ้นหลังจากนั้น กิลเลนเทน้ำก่อนหน้านี้ทิ้งไป เขาใช้หม้อสะอาดใบเดิมใส่น้ำลงไปแค่พอท่วมและตั้งไฟกับกองฟืนที่จุดไว้ก่อนหน้านี้ กิลเลนเทผงแกงกะหรี่ที่มีไม่มากลงไป

 

บากะอินุและอินุจิโยะนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาตลอดการปรุงอาหาร มันจ้องกิลเลนที่หั่นพืชมากมายเป็นขนาดพอดีคำและใส่ลงไปในหม้อที่มีเนื้อไก่สีขาวนวล ชายหนุ่มคุ้ยกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเครื่องปรุงที่เขานำลงมาจากดิกนิตีก่อนจะใส่เครื่องเทศบางอย่างลงไป เขาเคี่ยวแกงกะหรี่ไก่อย่างช้า ๆ และปล่อยให้มันสุกและข้นจนได้ที่

 

กิลเลนแบ่งอกไก่ต้มสุกให้กับบากะอินุที่เฝ้ารอมานาน ส่วนตัวเองก็กินแกงกะหรี่ฝีมือตนอย่างเอร็ดอร่อยหลังจากอคาลาปฏิเสธจะร่วมมื้อเย็นกับเขา กิลเลนจัดการแกงในจานภายในเวลาไม่นานด้วยความหิวโหยโดยที่อคาลาไม่แม้แต่จะละสายตามาจากจอนั้นแม้เสี้ยววินาทีเดียว

 

อคาลายังคงง่วนอยู่กับงานของเธอจนดึกดื่น รอบเพิงที่สร้างขึ้นอย่างง่ายแต่เพียงพอสำหรับการพักพิงมืดสนิทไปหมดแล้ว มีเพียงแสงไฟจากกองเพลิงที่ใช้ประกอบอาหารและแสงจากหน้าจอที่สว่างจ้า กิลเลนออกมาจากที่พักซึ่งตั้งอยู่ห่างจากที่ที่อคาลานั่งทำงานอยู่ไม่ไกลนัก

 

หญิงสาวพิมพ์โค้ดอยู่ใกล้กับโฮเวอร์ไบค์ สายไฟเชื่อมไปที่แบตซึ่งกิลเลนโยนมันไว้ในรถระโยงระยางเต็มพื้นไปหมด หน้าจอสีดำอันหนึ่งถูกติดตั้งอยู่ข้างเธอ ตรงหน้าอคาลาก็เป็นจอโฮโลแกรมพร้อมกับคีย์บอร์ด กิลเลนเห็นว่าสายบางอย่างเชื่อมไปที่โฮเวอร์ไบค์ ทำให้หน้าจอมอนิเตอร์สว่างขึ้น มีตัวอักษรวิ่งขึ้นลงไปมาตามการพิมพ์ที่รวดเร็วของเธอ

 

กิลเลนเดินข้ามสายไฟเหล่านั้น สายตาของเขาหยุดลงที่จานซึ่งเขานำมาให้เธอก่อนหน้านี้ เธอไม่ได้แตะต้องมื้อเย็นที่กิลเลนแบ่งไว้ให้เลยแม้แต่น้อย เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ จนใกล้เที่ยงคืนกิลเลนจึงต้องเป็นฝ่ายเข้ามาบังคับให้เธอหยุดมือ ชายหนุ่มย่อตัวลงข้างเธอ เขาคว้าข้อมือที่เล็กกว่านั้นเอาไว้

 

“พักเถอะ ไม่รู้หรอกว่ากำลังทำอะไรแต่อย่าฝืนนักเลย” กิลเลนกล่าวและรั้งมือที่ดื้อดึงจะพิมพ์โค้ดต่อ

 

“อย่าฝืนเนี่ย... น่าจะใช้กับคนที่สู้กับเทียแมทในฝันจนเกือบตายมากกว่า” อคาลาตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม เธอยอมละสายตาจากจอโฮโลแกรมมามองเขา

 

“อย่ามาแซวน่า!” กิลเลนดุ เขายังคงรั้งมือของเธอเอาไว้แบบนั้น “เธอเองก็ไม่อยากให้ฉันทำอะไรเกินตัวไม่ใช่เหรอ ฉันเองก็เหมือนกัน”

 

“เป็นห่วงเราเหรอ” เธอถามออกไปตรง ๆ อคาลายิ้มให้เมื่อเห็นกิลเลนนิ่งไปเพียงครู่ เธอหันกลับไปที่จออีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจะพิมพ์อะไรต่อคำตอบของเขาก็ทำให้มือของเธอชะงักไป

 

“ห่วงสิ” กิลเลนตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจังทำให้อคาลาตกใจเล็กน้อย “เธอเป็นเพื่อนคนสำคัญนี่นา”

 

เพราะไม่ได้คาดหวังจะให้กิลเลนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา อคาลาจึงเป็นฝ่ายเขินแทน หญิงสาวไม่ได้สลัดมือออกแต่เป็นกิลเลนที่ปล่อยมือเธอไปเสียเองเมื่อเห็นอคาลาหน้าแดง เธอปิดโฮโลแกรมที่ทำค้างไว้จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินไปที่เพิงที่กิลเลนสร้างไว้

 

“เราง่วงแล้ว คืนนี้เราจะพักในเพิงนี่นะ” อคาลาบิดร่างกายที่เมื่อยล้าหลังจากนั่งมานาน หญิงสาวยืนขึ้นเต็มสองเท้าก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเพิกพักพิง

 

“อ้าว แล้วฉันล่ะ ปกติเธอนอนข้างนอกตลอดนี่” กิลเลนที่เดินตามหลังมาโวยวาย

 

“วันนี้เราอยากนอนในนั้น นายก็นอนข้างนอกแทนก็แล้วกัน” อคาลาชี้ไปยังที่พัก มันถูกปูด้วยเบาะที่พับเก็บได้ทำให้ผู้นอนไม่ต้องทนนอนเจ็บหลังเพราะพื้นแข็ง ๆ

 

“ไม่เอาด้วยหรอก” พูดจบกิลเลนก็มุดเข้าในเพิง จากนั้นก็ซุกตัวลงนอนข้างโดยไม่สนว่าอคาลาจะร้องโวยวายที่ถูกเบียดจนแทบไม่เหลือที่

 

“ออกไปเลยนะ” อคาลาพยายามดันกิลเลนออกไปแต่เขาแกล้งฝืนทำตัวหนักเพื่อไม่ให้โดนผลักออกไปได้โดยง่าย

 

“อะไรของเธอเนี่ย” กิลเลนแกล้งโมโหและลุกขึ้นมาคุยด้วย หลังจากเถียงกันไปมาอีกหลายคำเขาก็กุมมือเธอไว้แล้วกลับไปนอนอีกครั้งทั้งแบบนั้น อคาลาดึงมือไม่ออกสุดท้ายก็จำใจต้องนอนลงข้าง ๆ เขา

 

“ตอนอยู่ที่ดิกนิตีเธอก็ชอบมานอนข้าง ๆ แบบนี้ไม่ใช่เหรอ” กิลเลนพูดทั้งรอยยิ้ม

 

“ถ้ายังไม่หยุดพูดจะโกรธจริงแล้วนะ” ปากพูดแบบนั้นแต่สีหน้าของอคาลาไม่มีเศษเสี้ยวของความโกรธเลย

 

ตอนเช้าตรู่วันถัดมา กิลเลนพบว่าเขานอนอยู่คนเดียวในเพิง ส่วนบากะอินุก็นอนอยู่เพิงเล็ก ๆ อีกแห่งที่เขาเตรียมไว้ให้ เขาพยายามหาอคาลาที่ควรจะอยู่ข้าง ๆ และพบว่าตอนนี้เธอกลับไปนั่งทำงานต่อแล้ว

 

“สรุปว่าทำอะไรน่ะ” กิลเลนที่ออกมาจากที่พักเอ่ยถาม

 

“เราคิดว่าบูลเบนอ่อนแอลงทุกครั้งที่มันแบ่งร่าง”

 

กิลเลนพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาเห็นกับตามาแล้วว่าความเร็วมันลดลง แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับงานที่อคาลากำลังทำอยู่ยังไง ชายหนุ่มตัดสินใจนั่งลงข้างเธอ เขาจ้องอคาลาจนในที่สุดเธอก็ยอมอธิบาย

 

“เรากำลังเขียนโปรแกรมเพื่อเก็บข้อมูลของแวนเดียร์ให้ละเอียดขึ้น มันยังไม่เรียบร้อยดีหรอกแต่อย่างน้อยก็เสร็จแล้วในส่วนของบูลเบน”

 

กิลเลนรินกาแฟที่อคาลาเตรียมไว้ใส่ถ้วย จากนั้นก็จิบทีละนิดอย่างใจเย็นรอให้อคาลาอธิบายต่อจนจบ

 

“โปรแกรมนี้จะช่วยทำให้ทุกครั้งที่นายต่อสู้กับศัตรู เราจะได้ข้อมูลของมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยสิ่งนี้นายจะประเมินได้ว่าบูลเบนแยกร่างออกมาแล้วกี่ครั้ง และมันอ่อนแอลงพอที่นายจะกำจัดมันได้รึเปล่า”

 

“เดี๋ยวสิเฮ้ย ฉันไปพูดตอนไหนว่าอยากจะสู้กับเจ้านั่น” กิลเลนเงยหน้าจากถ้วยกาแฟ

 

“นายจะอยากรึไม่ ไม่สำคัญหรอก ตอนนี้มันกำลังล่านาย”

 

“เออนั่นแหละ! ที่กำลังสงสัยเลย แพทริคฆ่าร่างแยกมันแท้ ๆ ทำไมมันถึงมาอาฆาตฉันได้ล่ะเนี่ย” กิลเลนยังคงโวยวาย อคาลาได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ

 

“เพราะมันอาจจะไม่ได้โง่เหมือนที่นายคิดยังไงล่ะ” อคาลาลุกขึ้นยืนกอดอก กิลเลนมองตามเธอก่อนจะดื่มกาแฟเข้าไปอีกอึก “มันดูออกว่านายจะเป็นตัวอันตราย”

 

กิลเลนเกือบจะเผลอพ่นสิ่งที่อมอยู่ในปากออกมา อคาลาเอาอะไรมาพูดกัน เทียบกับแพทริคที่ขยี้สมองมันได้ในพริบตา แถมยังเคลื่อนย้ายเทเลพอร์ตได้อย่างอิสระ ตัวเขามีอะไรน่ากลัวว่าตรงไหนกัน

 

“นายลืมเรื่องแวนดิริตีไปแล้วเหรอ” อคาลากล่าวเมื่อเห็นเขาทำท่าทางไม่เชื่อ

 

“ไม่มั้ง เธอจะบอกว่ามันคิดว่าฉันจะไปล่าพลังของมันรึยังไง” ชายหนุ่มมองอคาลา เขาไม่คิดว่ามันจะรู้ขนาดนั้น เจ้าแวนเดียร์ที่แยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นคนจริงเป็นภาพโฮโลแกรมเนี่ยนะ...คิดจะล่าเขาเพราะเรื่องแวนดิริตี

 

“มันคงสัมผัสเซลล์แวนเดียร์ในตัวนายได้ แถมนายกับมันก็มีจิตเชื่อมถึงกันได้อีก ถ้ามันจะคิดว่านายเป็นตัวอันตรายก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอ”

 

กิลเลนได้ฟังแล้วก็ขนลุกเกรียว เขาไม่เคยมีความคิดอยากจะล่าแวนดิริตีเลยเพราะอยู่แก่ใจว่ามันอันตรายถึงตาย เจ้าบูลเบนคิดได้ยังไงว่าเขาอยากจะล่าหัวมัน ชายหนุ่มดื่มกาแฟจนหมดและส่ายหัวปฏิเสธ

 

“ต้องสู้กับสัตว์ประหลาดพรรค์นี้จนกว่าจะเลียนแบบพลังของมันได้ ขืนทำจริงมีหวังตายก่อนสำเร็จแน่”

 

“ถ้าโดยปกติก็ใช่…” อคาลาทำท่าครุ่นคิด “แต่กรณีนี้นายอาจจะควรสู้นะ ไม่สิ… ต้องสู้ต่างหากและต้องชนะด้วย”

 

“เธอมีแผนอะไรแล้วรึไง” กิลเลนถามอย่างมีความหวัง อคาลายิ้มให้และพยักหน้า เธอเริ่มอธิบายต่อ

 

“ก็เกี่ยวกับโปรแกรมที่เราเขียนนี่แหละ ถ้าเรารู้แน่ว่ามันแยกร่างจนอ่อนแอลงแค่ไหน เราจะหาจังหวะที่เหมาะสมในการตอบโต้ได้”

 

“อืมมม…” กิลเลนลากเสียงยาวพร้อมทำท่าทางครุ่นคิด “ก็ฟังดูเข้าท่าอยู่หรอก แต่กำจัดร่างแยกก็ไม่ได้หมายความร่างจริงจะตายไปด้วยนี่ แถมไม่มีอะไรยืนยันได้ด้วยว่า ร่างที่อ่อนแอลงเพราะการแยกร่างมันจะไม่กลับมาแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้งหลังเวลาผ่านไป”

 

อคาลาชะงัก เธอทำตาโตและปรบมืออย่างดีใจ “ว้าววว นี่นายคิดได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย น่าประทับใจจัง”

 

“ขอบคุณที่ชม เฮ้ย นี่เธอกำลังหาว่าฉันโง่ใช่ไหมเนี่ย” กิลเลนทำทีเคลิ้มในตอนแรก แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าอคาลากำลังเหน็บเขา เจ้าตัวโวยวายเหมือนทุกครั้งและการกระทำนั่นก็ทำให้หญิงสาวอดขำไม่ได้

 

“เราเองก็คิดว่าการกำจัดร่างแยกอาจจะเป็นการบั่นทอนกำลังของมันแค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรยืนยันเลยว่ามันจะไม่กลับมาสมบูรณ์ในอนาคต แต่ถึงจะเป็นแบบที่ว่า นายก็ยังควรจะกำจัดร่างแยกของมันให้หมดอยู่ดี” อคาลาร่ายยาวจนแทบไม่มีช่องไฟให้กิลเลนแทรก

 

“เธอจะให้ลดกำลังของมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วก็ไปเก็บตัวจริงเลยสินะ” กิลเลนเงยหน้าขึ้นมองเธอที่ยืนอยู่ เขาถามให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขากำลังเข้าใจเป็นสิ่งเดียวกันกับที่เธอหมายถึง

 

“นั่นเป็นเป็นเหตุผลนึง” อคาลาเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่คิดเหรอว่านี่คือโอกาสดีที่นายจะได้สู้กับมันในสภาพที่อ่อนแอกว่าปกติ บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ”

 

คำพูดของอคาลาช่วยจุดประกายความหวังให้กับกิลเลน ที่เธอพูดมาฟังดูเป็นไปได้ บางทีสิ่งที่เรียกว่าแวนดิริตีอาจจะไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างที่เขาเชื่อตั้งแต่แรกก็ได้ ชายหนุ่มดีดตัวลุกขึ้นยืน อคาลาพยักหน้าให้เมื่อเห็นรอยยิ้มของกิลเลน แววตาของเขาเปลี่ยนไปแล้ว ท่าทีกังวลและลังเลหายไปจนหมดสิ้น ชายหนุ่มพูดเสียงหนักแน่น

 

“ไปคว้ามากันเถอะ แวนดิริตีแยกร่าง

จบบทที่ บทที่ 28 : จุดอ่อน

คัดลอกลิงก์แล้ว