เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 107 แผนที่ต้าถัง?

บทที่ 107 แผนที่ต้าถัง?

บทที่ 107 แผนที่ต้าถัง?


องค์หญิงเกาหยางขมวดคิ้วเรียวแน่นด้วยความโกรธ ตวาดเสียงหวานว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอยู่กับใคร?”

ฟางจวินทำหน้าดูแคลน “เป็นองค์หญิงแล้วอย่างไร บอกไว้เลยนะถ้ายังไม่ได้แต่งงานกันยังกล้าทำตัวแบบนี้ ถ้าแต่งงานกันแล้วเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นล่ะก็ ข้าจะจัดการเจ้าให้จดจำไปทั้งชาติ...”

องค์หญิงเกาหยางโกรธแทบคลั่ง นิ้วเรียวสั่นเทาชี้จ่อจมูกของฟางจวิน อยากจะพุ่งเข้าไปข่วนหน้าเขาให้ยับ แต่ก็กลัวว่าถ้าเขาสวนกลับจะเสียเปรียบ เจ้าบ้านนอกไร้มารยาทนี่มันไร้ยางอายสิ้นดีใครจะไปรู้ว่าเขาจะกล้าลงมือกับผู้หญิงหรือไม่...

อยากข่วนแต่ไม่กล้า ด่าก็เถียงไม่ทัน แม้จะอวดศักดิ์ศรีความเป็นองค์หญิง ฝ่ายนั้นก็ไม่สนใจ...

องค์หญิงเกาหยางจนปัญญา ทั้งโกรธ ทั้งสิ้นหวัง ทั้งน้อยใจ สุดท้ายยกเท้ากระทืบพื้นหยิบไม้เด็ดออกมา—ร้องไห้!

“ฮือ ฮือ ฮือ... เจ้าฟางจวินบ้า... เจ้าฟางจวินสารเลว... เจ้าแกล้งข้า... คอยดูเถอะ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่... ฮือ ฮือ ฮือ... ข้าจะให้เสด็จพ่อสั่งตัดหัวเจ้า ให้เสด็จพ่อเจ้าตีเจ้าให้ก้นแตก... ฮือ ฮือ...”

องค์หญิงเกาหยางพอจะร้องไห้ก็ร้องเลย ร้องอย่างกับดอกไม้เปียกฝนจิตใจแทบแหลกสลายร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด

ฟางจวินยืนอึ้ง โตป่านนี้แล้วยังมานั่งร้องไห้เป็นเด็กอีก เฮ้อ...

เขาไม่รู้จะปลอบยังไง ไม่มีประสบการณ์กับผู้หญิงร้องไห้เลย ทำได้ดีที่สุดก็คือ—หนี! รีบเผ่นสุดชีวิต!

แสงอาทิตย์ยามเย็นทาบทอทั่วตำหนักไท่จี๋อันกว้างใหญ่ ให้สีทองละมุน

ในตำหนักบรรทม ฮ่องเต้ถังไท่จง เสร็จภารกิจบ้านเมืองเร็วกว่าปกติกำลังนั่งเท้าเปล่าบนเตียง ดื่มชาอย่างสำราญใจ

ภายในห้องตกแต่งด้วยเก้าอี้ โต๊ะ ไม้หอมแกะสลักอย่างประณีต พื้นปูพรมทอผ้า ห้อยของประดับโบราณ เครื่องปั้น กระจกแกะสลัก ฉากกั้น เรียงรายอยู่ครบครัน แสงแดดลอดหน้าต่างฝั่งตะวันตกเข้ามาเคลือบห้องด้วยประกายทองอ่อน

กลิ่นชาจาง ๆ ลอยฟุ้งจากไอน้ำในถ้วยชาอบอวลทั่วห้อง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายลืมเลือนความกังวลทั้งปวง

ฮ่องเต้ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ปล่อยให้ชาร้อนลื่นลงลำคอละเมียดรสชาอันละมุนที่ปลุกเร้าประสาทรับรสได้อย่างน่าพิศวง

แม้ชานี้จะดูเรียบง่ายธรรมดา ไม่เหมือน “ชาน้ำต้ม” ที่ต้องใช้กรรมวิธีและส่วนผสมหลากหลาย แต่กลับพิถีพิถันยิ่งกว่า ทั้งน้ำ อุณหภูมิ ไฟ อุปกรณ์ตั้งแต่กาน้ำจนถึงถ้วย ทุกขั้นตอนล้วนสำคัญถ้าผิดพลาดแม้แต่น้อย รสชาก็จะผิดเพี้ยนไป

และรสชาติที่สะอาดสดชื่นนี้ กลับเหนือกว่า “ชาน้ำต้ม” ที่รสจัดหลากหลายเสียอีก

เจ้าบ้านั่นเขาคิดได้อย่างไรถึงดื่มชาแบบนี้?

ฮ่องเต้ขณะดื่มชา ก็ครุ่นคิดถึงผลของวิธีชงชาใหม่นี้ต่อยอดขายชาใหม่ชนิดนี้ สรุปได้ว่า: ตระกูลฟางคงมีรายได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนก้วนต่อปี...

แม้ฮ่องเต้จะทรงเฉลียวฉลาดปานใด ก็คงคาดไม่ถึงว่าชาชนิดนี้จะกลายเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของจักรวรรดิจีนกว่า 1,000 ปี และสร้างดุลการค้ากับต่างชาติได้มหาศาล จนทำให้จักรวรรดิ "ที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน" ต้องเปิดสงครามฝิ่นเพื่อแลกกับเงินตรา...

คิดถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ก็อดถอนใจไม่ได้ ฟางจวินเจ้านี่โง่ทั้งบุ๋นทั้งบู๊ แต่ดันมีสมองหาเงินช่างไม่เสียแรงที่ให้ลูกสาวแต่งกับเขา มิฉะนั้นนิสัยดื้อรั้นขนาดนั้น องค์หญิงเกาหยางจะอยู่สงบสุขได้อย่างไร?

ถึงราชวงศ์จะไม่ขัดสนเงินทอง แต่ก็นับว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่งของเจ้าหนุ่มนี่ แก้เก้อไปได้…

ขณะกำลังเสียใจเรื่องการพระราชทานสมรส ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นนอกรั้วตำหนัก

ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเบา ๆ ถอนใจ ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีเวลาพักผ่อนสงสัยจะหมดเวลาเสียแล้ว

ทรงนึกว่าเป็นขุนนางมาขอเฝ้า แต่กลับเห็นร่างอรชรพุ่งเข้ามาพร้อมเสียง “เสด็จพ่อ!” ก่อนที่ร่างบอบบางจะโผเข้ามากอดพลางร้องไห้โฮ

ฮ่องเต้สะดุ้ง รีบถามว่า “ซูเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?”

องค์หญิงเกาหยางรูปร่างโปร่งบาง แต่ใจแข็งและมุ่งมั่น ใคร่ครวญแน่วแน่ไม่ยอมแพ้ใครจนได้รับความโปรดปรานเหนือองค์หญิงองค์อื่น

ฮ่องเต้ถึงกับจำไม่ได้ว่าองค์หญิงเกาหยางเคยร้องไห้ครั้งล่าสุดเมื่อไร แม้แต่ตอนร้องก็แค่หลั่งน้ำตานิดหน่อยแต่ยังเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง

แล้วอะไรเล่าที่ทำให้นางเสียใจถึงเพียงนี้?

“ฮือออ... เสด็จพ่อ... เจ้าฟางจวินเขา... เขาจะตีหม่อมฉัน...” องค์หญิงเกาหยางไหล่สั่นสะท้าน น้ำตานองหน้าจนเลอะเทอะน่าสงสารเหลือเกิน

ฮ่องเต้ถึงกับพิโรธ

ยังไม่ทันแต่ง ก็กล้าจะตีภรรยาเสียแล้ว แบบนี้จะไว้หน้าได้อย่างไร?

เจ้าจะตีหลี่โหย่ว หรือไฉ่หลิงอู่ ข้าก็ยังพอมองผ่านได้บ้าง แต่กล้าจะลงมือลูกสาวข้าต่อให้พ่อเจ้าเป็นฟางเสวียนหลิง ข้าก็ไม่ยกโทษให้!

“ทหาร!” ฮ่องเต้ทรงตวาด

หลี่จวินเซี่ยนที่เฝ้าอยู่นอกตำหนักรีบเข้ามา “ข้าน้อยรอรับบัญชา!”

“รีบไปจับฟางจวินมา หักขาทั้งสองข้างก่อนแล้วค่อยคุมขังไว้ รอรับโทษ!” ฮ่องเต้เดือดดาล ทั้งแค้นเก่าและความแค้นใหม่ทะลักล้น อยากจะเชือดฟางจวินให้รู้แล้วรู้รอด!

หลี่จวินเซี่ยนตัวสั่น รีบรับคำแล้วหันหลังจะออกไป

องค์หญิงเกาหยางชะงักทันที นี่จะหักขาเลยเหรอ? ถึงนางจะโกรธจะเกลียดฟางจวินจริงแต่จะให้ถึงขั้นหักขา มันก็เกินไปหน่อย...

รีบดึงแขนเสื้อฮ่องเต้ไว้ “เอ่อ... เสด็จพ่อเพคะ รอเดี๋ยวก่อน... ฟางจวิน... เขายังไม่ได้ตีหม่อมฉันจริง ๆ ...”

“หา?” ฮ่องเต้ชะงัก “ยังไม่ได้ตี?”

หลี่จวินเซี่ยนก็หยุดฝีเท้า หันมารอรับคำสั่งใหม่ ใจนึกชมฟางจวินช่างหาเรื่องเก่งจริง ๆ แทบทุกครั้งที่พระองค์ได้ยินชื่อเขาก็ต้องโมโหทุกที เขายังอยู่ดีได้อีกนับว่าแปลกยิ่ง...

องค์หญิงเกาหยางหน้าบูด “ก็... ยังไม่ได้ตีจริง ๆ แต่เขาทำท่าจะตีนี่เพคะ หม่อมฉันเสียใจมากเลย...”

ฮ่องเต้ถึงกับหัวเราะไม่ออก “เช่นนั้นเจ้าร้องไห้จะเป็นจะตายไปทำไม?”

องค์หญิงเกาหยางเขิน ก้มหน้าซุกอยู่ในอกฮ่องเต้ บิดชายเสื้อไปมา

ถ้าไม่ร้องขนาดนั้น เสด็จพ่อจะโมโหเหรอ? ถ้าไม่โมโหจะลงโทษฟางจวินให้หายแค้นได้อย่างไร แต่ไม่คิดเลยว่าเสด็จพ่อจะถึงขั้นจะหักขาเขา...

สุดท้ายองค์หญิงก็ยังเป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่ง มีจิตใจอ่อนโยน อยากให้เสด็จพ่อลงโทษฟางจวินให้สะใจ แต่ไม่เคยคิดจะถึงขั้นรุนแรงขนาดนั้น

“ว่าไป เรื่องมันเป็นมายังไง?” ฮ่องเต้พอเห็นองค์หญิงอารมณ์เย็นลง ก็ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

องค์หญิงเกาหยางบิดชายเสื้อ ลังเล ไม่พูด

ตอนแรกนึกแต่จะร้องไห้ฟ้องเสด็จพ่อ ไม่ทันได้คิดว่าจะเล่ายังไง ที่จริงต้นเรื่องเริ่มจากการที่นางแอบหนีออกไปเที่ยวเล่นถ้าพูดออกไป เสด็จพ่อที่เข้มงวดกับพวกพี่น้องจะต้องไม่ยกโทษให้แน่

จะทำอย่างไรดี?

ใจองค์หญิงร้อนรนสุด ๆ ชะล่าใจเกินไปแล้วอย่าให้ตัวเองซวยไปด้วยเลย...

พอดี ตอนนั้นเอง เสียงขันทีหน้าประตูตำหนักก็ดังขึ้นเบา ๆ “ฝ่าบาท ท่านเสนาบดีฟาง ขอเข้าเฝ้าพระองค์พะยะค่ะ”

ตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ แม้จะมีธรรมเนียมไม่เป็นทางการให้เหล่าโอรสธิดาเข้าออกได้เสรี แต่ขุนนางคนใดก็ต้องขออนุญาตก่อนทุกครั้ง

แน่นอนว่าโอรสที่โตแล้วอย่างหลี่เค่อ หลี่ไท่ หลี่โหย่ว ก็เคารพกฎไม่เคยอาศัยโอกาสพิเศษมาทำตัวไร้มารยาท

พอได้ยินว่าฟางเสวียนหลิงมาขอเข้าเฝ้า องค์หญิงเกาหยางก็โล่งอกเหมือนได้รับอภัย รีบลุกจากอกเสด็จพ่อ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย

ฮ่องเต้ตรัสด้วยความเมตตา “ตาเจ้าแดงเป็นลูกท้อแล้ว ถอยไปพักเถอะไม่ต้องออกมาคารวะท่านฟาง วันนี้พอแค่นี้ วันหลังค่อยว่ากันใหม่”

แงค์หญิงรีบคำนับแล้วออกไปทางประตูหลังอย่างรวดเร็ว

ฟางเสวียนหลิงเข้ามาในตำหนัก เห็นฮ่องเต้ประทับบนเตียง ลิ้มรสชาช้า ๆ

“กระหม่อม ฟางเสวียนหลิง ขอคารวะฝ่าบาท” ฟางเสวียนหลิงคารวะ

ฮ่องเต้แย้มพระโอษฐ์ “ไม่ต้องมากพิธี มาลองชาหลงจิ่งที่ลูกเจ้าคิดค้นดูหน่อยสิ รสชาตดีมากจริง ๆ”

ได้ยินว่าฮ่องเต้ชมลูกชายตัวเอง ฟางเสวียนหลิงกลับไม่ดีใจเลยสีหน้าหนักแน่น พูดว่า “กระหม่อมทำตามรับสั่งเรื่องศึกษาวิจัย ‘แก้ว’ อย่างรอบด้านได้ข้อสรุปว่า...”

ฮ่องเต้เปลี่ยนสีหน้า รีบถาม “ว่าอย่างไร?”

ฟางเสวียนหลิงว่า “ถ้าจัดการให้ดี รายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่าห้าแสนก้วนพะยะค่ะ!”

ฮ่องเต้ตะลึง “มากขนาดนั้นเลย?”

ฟางเสวียนหลิงยืนยัน “เป็นการประเมินแบบระมัดระวังที่สุดแล้วพะยะค่ะ”

ฮ่องเต้ทรงนิ่งไม่กล่าวอะไร…นานพักหนึ่งจึงทรงลุกจากเตียง เดินเท้าเปล่าไปยังผนังด้านหนึ่งของห้องโถง ที่นั่นแขวนแผนที่ผืนใหญ่ทั้งผืน

“แผนที่ต้าถัง”

สายพระเนตรของฮ่องเต้ไล่ผ่านดินแดนถู่กู่ฮุน ทิเบต และหยุดลงตรงพื้นที่กว้างใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ

“โคกูรยอ...”

จบบทที่ บทที่ 107 แผนที่ต้าถัง?

คัดลอกลิงก์แล้ว