- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 97 ใครทำให้พวกเขากินอิ่มได้ คนนั้นคือฮ่องเต้ที่ดี!
บทที่ 97 ใครทำให้พวกเขากินอิ่มได้ คนนั้นคือฮ่องเต้ที่ดี!
บทที่ 97 ใครทำให้พวกเขากินอิ่มได้ คนนั้นคือฮ่องเต้ที่ดี!
ฟางจวินเดินไปยังเพิงพักที่เด็กชายชื่อเว่ยอิงอาศัยอยู่
บริเวณเพิงพักเต็มไปด้วยผู้ประสบภัยจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ไม่รู้หนังสือ ขาดความรู้เรื่องวินัยตนเอง ทั้งยังหิวโหยและหนาวเหน็บไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันไหนจะอดตายหรือตายเพราะหนาว จะไปใส่ใจอะไรเรื่องสุขอนามัย?
บนพื้นหิมะ ตามมุมอับหน้าหลังเพิงพักเต็มไปด้วยของเสียจากมนุษย์ แม้ตอนนี้จะเป็นฤดูหนาว หิมะตกไม่หยุด กลิ่นของสิ่งสกปรกเหล่านั้นถูกลดทอนจนแทบไม่มีกลิ่น และยังไม่ถึงขั้นต้องกังวลเรื่องโรคระบาด แต่เมื่อเห็นสิ่งปฏิกูลเกลื่อนกลาดอยู่ทั่วก็ทำให้ท้องฟางจวินรู้สึกปั่นป่วนแทบอาเจียนออกมา
ผู้ประสบภัยกลุ่มหนึ่งที่ยืนดูอยู่ไม่รู้ว่าคุณชายผู้นี้จะทำอะไร จึงยังไม่ยอมไปไหน เดินตามดูพร้อมกระซิบกระซาบกัน
เพิงพักเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว ทางการอำเภอมีทรัพยากรจำกัดและขาดแคลนเจ้าหน้าที่ดูแล แน่นอนว่าย่อมแร้นแค้นสิ้นดี ไม่ต้องพูดถึงการกันลมแม้แต่หิมะยังกันไม่ได้เลย
เพิงหลายหลังก็แค่ใช้โครงไม้ไม่กี่ต้นคลุมด้วยเสื่อฟางผุพังหรือเศษผ้า สั่นไหวไปมาอยู่ในสายลมหนาว
ส่วนเพิงที่เว่ยอิงอาศัยอยู่นั้นยิ่งแสนอนาถ ใช้ไม้ยาวสั้นไม่เท่ากันปักไว้สี่มุมเพื่อค้ำเสื่อฟางผุผืนหนึ่ง ข้างในเพิงหากนอนลงก็สามารถเห็นท้องฟ้า ดวงจันทร์ และดวงดาว ที่ฝั่งเหนือมีเพียงแผ่นประตูไม้เก่าบังลม แต่แผ่นประตูก็สั่นไหวไปมาตามแรงลมเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
ในพื้นที่เพียงห้าหรือหกตารางเมตรนั้น กลับมีคนอยู่เจ็ดแปดคนแต่ละคนยึดมุมของตัวเองไว้ เหมือนเป็นครอบครัวต่างคนต่างบ้าน
กลับกลายเป็นว่าหลังแผ่นประตูไม้กันลมเพียงอันเดียว กลับมีหญิงคนหนึ่งนอนอยู่ เว่ยอิงคุกเข่าอยู่ข้างนาง เรียก “ท่านแม่” ด้วยเสียงแผ่วเบา…
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทุกคนเห็นว่าหญิงผู้นี้น่าสงสารเลยยกพื้นที่กันลมให้นาง หรือจ้าวสี่ที่แย่งเอาที่ตรงนี้มา หญิงผู้นั้นผอมแห้งนอนอยู่บนเสื่อฟางเก่าขาด ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจหากไม่สังเกตที่หน้าท้องที่ยังขยับเบา ๆ ก็คงคิดว่านางหมดลมหายใจไปแล้ว
“ท่านแม่…ท่านลืมตาดูหน่อยสิ ลูกไปขอข้าวปั้นมาให้แล้ว…เสียดายที่โดนเจ้าหมอนั่นแย่งไปกินครึ่งก้อน แต่ลูกแย่งคืนมาแล้ว นี่ข้าวปั้นที่ลูกไปหามาให้ท่านแม่…ท่านแม่…ฮือ ฮือ ฮือ…ท่านรีบลืมตาเถอะรีบกินเถอะ…ฮือ ฮือ…” เว่ยอิงร้องไห้ไปพร้อมกับพยายามยัดข้าวปั้นที่เปรอะเปื้อนสกปรกครึ่งก้อนเข้าปากแม่ของเขา
แต่หญิงผู้นั้นกลับไม่มีแม้แต่ปฏิกิริยาใด ๆ ดูเหมือนจะหมดสติไปแล้ว
ฟางจวินถอนหายใจเบา ๆ ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวเมื่อได้เห็นภาพโศกนาฏกรรมของมนุษย์ตรงหน้า
ตั้งแต่โบราณมา ไม่ว่าจะเปลี่ยนแผ่นดินหรือเผชิญภัยพิบัติผู้ที่ทุกข์ที่สุดก็คือราษฎรธรรมดาผู้ต่ำต้อยเช่นนี้
แม้แต่จักรพรรดิ “ผู้ทรงพระปรีชาสามารถ” อย่างองค์ฮ่องเต้ถังไท่จง ก็ไม่เคยใส่ใจราษฎรเหล่านี้จริง ๆ คำพูดที่พระองค์เอ่ยออกมา ท่าทีที่แสดงออกล้วนเป็นไปเพื่อรักษาอำนาจของตนเองเท่านั้น
นี่คือยุคที่ไม่มีสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง
ขุนนาง ขุนศึก ตระกูลใหญ่ไม่เห็นราษฎรเป็นคน ราษฎรเองก็ไม่เห็นค่าของตนว่าเป็นมนุษย์…
นี่แหละคือความเศร้าที่สุด
เสียงเอะอะดังมาจากนอกเพิง
“ใครเป็นคนลงมือ หนีไปแล้วหรือไม่?”
“ยังไม่หนี อยู่ในเพิงพักทางโน้น”
“เร็ว รีบพาไปจับตัวให้ได้กล้าทำร้ายคนถึงเพียงนี้ ไร้กฎหมายสิ้นดี!”
ไม่นานฟางจวินก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง
คนรับใช้คนหนึ่งเดินออกไปขวางไว้ ถามว่า “ท่านมีธุระอันใดหรือ?”
อีกฝ่าย ตอบเสียงดังว่า “ข้าเป็นเจ้าหน้าที่จากอำเภอซินเฟิง เจ้าเป็นขี้ข้าบ้านไหนกล้าขัดขวางการจับผู้ร้าย เจ้าคิดจะเป็นพวกเดียวกับมันงั้นหรือ?”
คนรับใช้ของบ้านฟางกล่าวอย่างสงบว่า “ข้าคือคนของตระกูลฟาง คุณชายรองของข้าอยู่ในเพิงนี้เอง เรื่องเจ้าคนสารเลวจ้าวสี่นั้นตายก็สมควรแล้ว คุณชายของข้าจะไปรายงานกับท่านนายอำเภอเอง ไม่ต้องให้พวกท่านลำบากหรอก”
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นตกใจเล็กน้อย ถามกลับว่า “หรือว่าเป็นตระกูลของท่านฟางที่รับราชการในปัจจุบัน?”
คนรับใช้ยืดอกตอบอย่างภาคภูมิว่า “ใช่!”
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยังไม่ทันพูดอะไร เสียงเซ็งแซ่ของผู้ประสบภัยก็ดังขึ้นจากรอบข้าง
“เมื่อครู่คุณชายคนนั้นคือคุณชายรองของบ้านฟางจริง ๆ หรือ?”
“โอ้สวรรค์! ไม่แปลกใจเลยที่องอาจนักที่แท้คือคุณชายรองฟาง!”
“ท่านพูดว่าอะไรนะ? ถึงกับเป็นท่านผู้มีพระคุณที่มาเอง?”
“ทุกคนมาทางนี้เร็ว! เป็นคุณชายรองฟางจริง ๆ …”
“คุณชายรองฟางไหน?”
“เจ้ารู้หรือไม่ ยังจะมีคุณชายรองฟางที่ไหนอีกเล่า ก็คนที่ช่วยเสนอแผนให้อู๋อ๋องจนบีบให้บรรดาเศรษฐีทั้งหลายบริจาคข้าวของเงินทอง ทำให้พวกเรายังมีข้าวต้มกินวันละหนึ่งมื้อทุกวันไงล่ะ!”
“อะไรนะ! ถึงกับเป็นท่านผู้มีพระคุณจริง ๆ ด้วย ข้าจะไปกราบขอบพระคุณท่าน…”
เมื่อผู้ประสบภัยได้ยินว่าฟางจวินอยู่ที่นี่ ต่างก็ซาบซึ้งในบุญคุณที่เขาเคยเสนอแผนจารึกหินเพื่อช่วยเหลือผู้คน พากันออกมาจากเพิงพักของตนมารวมตัวกัน
ฟางจวินเห็นผู้ประสบภัยยิ่งมากขึ้น ใจพลันรู้สึกหลากหลายปนเป
ไม่รู้ว่าใครเริ่มก่อน อยู่ ๆ ผู้คนก็ตะโกนเสียงดังดุจลมพัดไร่ข้าวสาลี ทั้งหมดต่างคุกเข่าลงให้ฟางจวิน
“ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้า…”
“ขอท่านผู้มีพระคุณอายุยืนหมื่นปี เป็นขุนนางตลอดไป…”
ได้ยินถ้อยคำชื่นชมเหล่านี้ มองดูผู้คนหลายร้อยที่คุกเข่าขอบคุณฟางจวินรู้สึกเหมือนเลือดร้อนพลุ่งพล่านขึ้นสู่ศีรษะ
ผู้ประสบภัยที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง หน้าตาซูบซีดเหล่านี้คือลูกหลานที่ดีที่สุดของแผ่นดินนี้!
พวกเขาไม่สนว่าใครเป็นฮ่องเต้ ไม่สนชื่อของประเทศ พวกเขามีความปรารถนาเดียวเท่านั้น คือ “กินอิ่ม!”
ใครทำให้พวกเขากินอิ่มได้ คนนั้นคือฮ่องเต้ที่ดี!
ใครทำให้พวกเขากินอิ่มได้ คนนั้นคือประเทศที่ดี!
จงรักภักดีต่อฮ่องเต้อะไร? รักชาติอะไร?
พวกข้าไม่เข้าใจ พวกข้ารู้แค่ว่า ใครให้ข้ากินข้าก็สนับสนุนผู้นั้น!
บางที ฮ่องเต้ถังไท่จงเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ได้ เพราะทำให้ประชาชนส่วนมากได้กินอิ่ม
ฆ่าพี่แย่งราชบัลลังก์ บีบบังคับบิดาสละราชสมบัติ?
ไม่เป็นไร!
ฆ่าน้องแย่งภรรยา แย่งเมียน้อง?
ไม่เป็นไร!
ตราบใดที่ท่านทำให้ข้ากินอิ่ม ท่านก็คือจักรพรรดิผู้รุ่งเรืองของยุคทอง!
อะไรคือคุณธรรม คุณธรรม ศีลธรรม ความละอายใจ ล้วนสู้ข้าวสุกถ้วยเดียวที่ช่วยชีวิตไม่ได้!
ตรงไปตรงมา และบริสุทธิ์เช่นนี้เอง!
หากฮ่องเต้ถังไท่จงทำให้แผ่นดินยุ่งเหยิง ประชาชนอดอยากเหมือนจักรพรรดิสุยหยาง จะจินตนาการได้เลยว่าประวัติศาสตร์จะกล่าวถึงเขาเลวร้ายเพียงใด!
โชคดีที่เขาทำให้ราษฎรส่วนมากกินอิ่มได้ ดังนั้นจุดด่างพร้อยและความผิดพลาดทั้งหมดของเขาก็กลายเป็นเพียง “จุดที่พอให้อภัยได้”
ไม่ต้องรอให้ประวัติศาสตร์เขียนเรื่องราวดี ๆ ให้ราษฎรก็พูดแทนเขาแล้ว…
ใครไม่เคยผิดบ้าง?
และนี่แหละคือเหตุผลที่ฮ่องเต้ถังไท่จงผู้อื้อฉาวด้านศีลธรรม กลับกลายเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล!
********
ในขณะฟางจวินกำลังครุ่นคริดสับสนปนเป พลันมีเสียงร้องตกใจดังมาจากด้านหลัง
“ท่านแม่…ท่านฟื้นแล้วเหรอ?”
ฟางจวินหันไปมอง ก็เห็นว่าหญิงคนนั้นไม่รู้ว่าตื่นขึ้นมาเพราะเสียงของผู้ประสบภัยที่ดังกระหึ่มหรือไม่ เขากำลังลืมตาช้า ๆ
ดวงตาคู่นั้นขุ่นมัวและว่างเปล่า ดูเหมือนไม่มีแม้แต่ชีวิตหลงเหลืออยู่
แต่จู่ ๆ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความตายคู่นั้นกลับเปล่งประกายออกมา หญิงคนนั้นไม่รู้เอาแรงมาจากไหน จู่ ๆ ก็ลุกจากเสื่อฟางขึ้นมาได้พยายามจะยืนแต่ก็ไม่ไหว ได้แต่กัดฟันคลานมาถึงเท้าของฟางจวิน ผมเผ้ายุ่งเหยิง หญิงคนนั้นหมอบลงกับพื้น เสียงแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
“คุณชาย…ท่านคือผู้วิเศษที่เปี่ยมด้วยเมตตา ข้าใกล้ตายเต็มทีขอร้องท่านรับลูกของข้าไว้เถิด…แค่ให้เขามีข้าวกิน จะให้เขาเป็นวัวเป็นม้าเป็นขี้ข้าก็ยอม…โปรดเมตตารับเขาไปเถิด ไม่อย่างนั้นเขาก็จะอดตายที่นี่…”
หญิงผู้นี้ร่างกายอ่อนแอมานาน แถมยังป่วยหนัก คำพูดเพียงไม่กี่คำทำให้ใบหน้าซีดขาวเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นหอบหายใจอย่างหนัก
ในตอนนั้นเอง เว่ยอิงก็วิ่งมากราบฟางจวิน กอดขาของเขาไว้ใบหน้าสกปรกเลอะเทอะเปรอะน้ำตา ร้องขอว่า “ข้าขอร้องท่าน ช่วยท่านแม่ข้าด้วยเถอะ นางป่วยหนักจริง ๆ ขอเพียงท่านหาหมอให้ ไม่เปลืองเงินมากหรอก…ขอแค่ท่านช่วยนาง ข้าจะเป็นขี้ข้าให้ท่านเป็นวัวเป็นม้าก็ยอม…ข้าโตแล้ว งานอะไรข้าก็ทำได้ ข้ามีกำลังเยอะกินก็น้อยกว่าคนอื่น…ขอร้องท่านเถอะ…”
ฟางจวินถอนหายใจเบา ๆ ยังจะพูดอะไรได้อีก?
หันไปสั่งคนรับใช้ว่า “พาแม่ลูกคู่นี้กลับไปที่เรือนของเรา หาหมอมารักษาให้นางด้วย”
หญิงคนนั้นได้ยินดังนั้นก็โล่งใจทันที แล้วก็หมดสติล้มไป!
เว่ยอิงตกใจ รีบประคองแม่ของเขาไว้แน่น!