- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 76 ทำไมวัวพวกนี้มันดูแปลกตายังไงชอบกล?
บทที่ 76 ทำไมวัวพวกนี้มันดูแปลกตายังไงชอบกล?
บทที่ 76 ทำไมวัวพวกนี้มันดูแปลกตายังไงชอบกล?
“สิ่งของจะถูกใช้งานอย่างคุ้มค่าได้ก็ต้องมี ‘สิ่งของ’ อยู่ในมือเสียก่อน”
แม้ลุงหลิวจะเป็นช่างไม้ฝีมือดีที่สุดในหมู่บ้าน แต่เพราะยังถูกจำกัดด้วยยุคสมัย ความรู้จึงมีขอบเขตไม่แน่ว่าจะสามารถสร้างคันไถโค้งได้สำเร็จหรือไม่
ฟางจวินเริ่มเป็นกังวล ผ่านไปเพียงวันเดียวก็ให้ฟางเฉวียนพาตนไปบ้านลุงหลิวเพื่อดูว่าเขาทำไปถึงขั้นไหนแล้ว และมีปัญหาที่แก้ไม่ได้หรือไม่
แต่พอสอบถามจึงได้รู้ว่า ลุงหลิวไม่ได้กลับบ้านแต่กลับให้คนไปพาลูกชายสามคนกับเครื่องมือช่างไม้ทั้งหมดมายังหมู่บ้าน ทำการสร้างคันไถโค้งในห้องว่างข้างคอกวัวนั่นเอง
ฟางจวินอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมด้วยความประทับใจ “คนโบราณนี่ช่างมีความเป็นมืออาชีพจริงๆ!”
ทว่าเขาไม่รู้เลยว่านี่คือผลจากคำเตือนของอู่เม่ยเหนียง ลุงหลิวถูกนางขู่จนขวัญหนีดีฝ่อ หากเผลอเผยความลับของสิ่งประดิษฐ์นี้ออกไปจนทำให้ผลประโยชน์ของคุณชายรองฟางเสียหายขึ้นมา จะไม่กลายเป็นคนผิดไปโดยใช่เหตุหรอกหรือ?
ขณะเดินผ่านคอกวัว วัวไถสิบกว่าตัวกำลังกินหญ้าอย่างเอร็ดอร่อยหางก็สะบัดไปมา พลางส่งเสียง “มูมู~” ด้วยความพอใจ
ฟางจวินหยุดยืนมอง
วัวไถแต่ละตัวล้วนมีเนื้อหนังอวบอิ่ม ขนเป็นเงางาม แสดงว่าได้รับการดูแลอย่างดี ก็แน่นอนเพราะวัวไถในยุคนี้เปรียบเสมือนปัจจัยการผลิตที่มีค่าที่สุด เป็นหลักประกันสำคัญของการไถหว่านฤดูใบไม้ผลิ หากเสียไปสักตัวก็ถือว่าเป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
แต่ว่า...ทำไมวัวพวกนี้มันดูแปลกตายังไงชอบกล?
ฟางจวินยืนกอดอก ขมวดคิ้ว เดินวนหน้าคอกวัวไปมา เปลี่ยนมุมมองหลายครั้งเพื่อสังเกตวัวไถพวกนี้ แต่ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ อยู่ ทว่าไม่อาจระบุได้ว่าแปลกตรงไหนกันแน่
ลุงหลิวเห็นฟางจวินมาแต่ไกล กำลังยืนมองวัวอยู่ มือไขว้หลัง ใส่เสื้อคลุมขนสัตว์หรูหราหมวกขนจามรี เดินทอดน่องมาอย่างช้าๆ จึงรีบเรียกลูกชายทั้งสามมาบอกให้เตรียมตัวทำความเคารพ พร้อมกระซิบสอนมารยาทที่ควรระวัง
หากไม่เกิดภัยพิบัติหรือล้มตายกะทันหัน ลูกหลานของข้ารับใช้ก็มักจะยังคงเป็นข้ารับใช้ของบ้านเจ้านายต่อไป การสร้างความประทับใจที่ดีในสายตาเจ้านายจึงสำคัญยิ่ง
ลุงหลิวดูเป็นคนซื่อๆ แต่ไม่ขาดไหวพริบเลย
ทั้งสี่ยืนตรงอยู่หน้าประตู รอคอยฟางจวินอย่างเงียบๆ ทว่าเจ้าตัวกลับมัวแต่มองวัวอยู่หน้าคอก ไม่รู้เป็นอะไรถึงสนใจวัวพวกนี้นัก เดินวนไปวนมามองซ้ายมองขวามองขึ้นมองลงอย่างไรก็ไม่เบื่อ…
ตอนนี้เข้าฤดูหนาวแล้ว อากาศยามเช้าหนาวเหน็บจนมือเท้าชาทั้งสี่คนน้ำมูกไหล แต่ฟางจวินก็ยังมองวัวไม่เลิก...
ลุงหลิวสั่งน้ำมูกพลางครุ่นคิด แล้วก็เดินเข้าไปหาฟางจวิน
“คุณชาย มองอะไรอยู่หรือขอรับ?” ฟางเฉวียนที่ยืนข้างๆฟางจวิน อดไม่ได้ที่จะถาม
ฟางจวินไม่ตอบ เอาแต่มองวัวแล้วก็ลงนั่งยองๆ ใช้มือจับคางครุ่นคิด
อะไรกันแน่ที่ผิดปกติ?
ลุงหลิวเดินมาถึง เห็นฟางจวินกำลังเปลี่ยนมุมมองสังเกตวัวไถ พลางมองหน้าฟางเฉวียนด้วยความมึนงง
ฟางเฉวียนรู้สึกใจหายวาบ: “คุณชายรองเอ๋ย...ท่านอย่าได้มีความคิดแปลกๆ ขึ้นมาอีกเลย...”
ของแปลกประหลาดที่ฟางจวินเล่นอยู่ทุกวันทำให้ฟางเฉวียนปวดหัวจริงๆ
แต่แล้วฟางจวินก็สังเกตเห็นความผิดปกติจนได้!
วัวไถพวกนี้...ไม่มีตัวไหนเจาะจมูกใส่ห่วงเลย!
“วัวไถของเราทำไมไม่เจาะจมูกใส่ห่วงล่ะ?” ฟางจวินถามด้วยความงง
“ห่วงจมูก? นั่นมันอะไร? เจาะทำไมล่ะ?” ฟางเฉวียนยิ่งงงกว่า
เห็นสีหน้าฟางเฉวียน ฟางจวินก็พอจะเดาได้ว่ายุคราชวงศ์ถังยังไม่มีการใส่ห่วงจมูกวัว
แต่เขาเคยได้ยินว่าตั้งแต่ยุคชุนชิวจั้นกั๋วก็มีการใส่ห่วงวัวกันแล้วไม่ใช่หรือ? หรือว่า "ผู้เชี่ยวชาญ" พวกนั้นพูดมั่ว?
“แบบนี้แล้วเขาใช้วัวไถนาได้ยังไงกัน?”
“มันผิดตรงไหนหรือขอรับ?” ลุงหลิวทำหน้างุนงง
“จะไม่ผิดได้ยังไง!” ฟางจวินแทบโวยวาย
“วัวพวกนี้เชื่องหรือไม่? เดี๋ยวเดินซ้ายเดี๋ยวเดินขวา บางทีก็ถอยหลัง ดึงไม่ไปใช่หรือไม่? เจอพืชสีเขียวก็จะกิน บางทีก็กัดกินพืชผลในนา?”
“อ่า...ก็จริงตามที่ท่านว่า แต่...วัวใครก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?” ฟางเฉวียนยิ่งฟังยิ่งงง เพราะวัวก็เป็นแบบนี้มาตลอด วัวมันดื้อ เลยมีสำนวนว่า “ดื้อเหมือนวัว” ถ้ามันเชื่องเหมือนลูกแกะแล้วจะยังเรียกว่าวัวอยู่หรือ?
ลุงหลิวกลับเข้าใจอะไรบางอย่าง ดวงตาเปล่งประกายมองฟางจวินราวกับจะบอกว่าหรือว่าคุณชายรองมีวิธีทำให้วัวเชื่องได้?
ตั้งแต่เห็นแบบคันไถโค้งครั้งแรก เขาก็กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของฟางจวินไปแล้ว เชื่อโดยไม่ต้องคิดว่าฟางจวินต้องมีทางแก้แน่นอน
ไม่ผิดเลย ฟางจวินยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางกล่าวว่า “อีกเดี๋ยวเจ้าไปเตรียมของบางอย่างให้ข้า ข้ารับรองเลยว่าเจ้าจะต้องตะลึงแน่นอน จะให้มันเดินไปทางไหนมันก็จะเดินไปทางนั้น ไม่ดื้อ ไม่ต้องออกแรงมาก แม้แต่เด็กน้อยก็ยังควบคุมได้สบาย!”
ฟางเฉวียนตกใจตาค้าง “จริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอน!”
“ข้าจะไปเตรียมเดี๋ยวนี้เลย...”
“เดี๋ยวก่อน ๆ!” ฟางจวินรีบห้ามไว้
“ลุงเฉวียน เรื่องนี้ไม่รีบหรอก ก่อนอื่นเราควรไปดูคันไถโค้งของลุงหลิวก่อนนั่นคือเรื่องสำคัญ”
ฟางเฉวียนตบหน้าผาก “คุณชายพูดถูก ข้าเกือบลืม ไปกันเถอะ…”
ลุงหลิวรีบเอ่ย “เชิญทางนี้ขอรับ” พาทั้งสองไปยังบ้านหลังหนึ่งซึ่งดัดแปลงเป็นโรงงานชั่วคราว
ลูกชายทั้งสามของลุงหลิวยืนตัวตรง พอเห็นฟางจวินก็รีบทำความเคารพพร้อมกัน “ขอคารวะคุณชายรอง…”
ฟางจวินยิ้มพยักหน้า “ไม่ต้องมากพิธี”
ในยุคนี้ลูกสืบทอดอาชีพจากพ่อ รุ่นต่อรุ่น เช่นบ้านลุงหลิวที่เป็นช่างไม้ทั้งพ่อและลูก วันหน้าหลานชายก็คงเป็นช่างไม้ต่ออีกเช่นกัน
“คันไถทำไปถึงไหนแล้ว มีอะไรยากหรือไม่?” ฟางจวินถาม
พูดถึงคันไถโค้ง ลุงหลิวก็หน้าแดงด้วยความตื่นเต้น
“คุณชายราวกับเซียนจุติ หรือเป็นลู่ป้านกลับชาติมาเกิด! คันไถโค้งนี่ช่างยอดเยี่ยมเกินคำบรรยาย ดูเผินๆ เหมือนซับซ้อน แต่หลักการนั้นแสนง่ายการผลิตจึงไม่ได้ยากเย็น คาดว่าไม่เกินพรุ่งนี้ก็เสร็จเรียบร้อย”
“ไวขนาดนั้นเลย?” ฟางจวินตกใจ เพราะแค่โครงสร้างของคันไถโค้งนั้นซับซ้อนมาก ยิ่งในยุคที่ทุกอย่างทำมือแบบนี้ น่าจะใช้เวลามากกว่านั้น
ลูกชายคนเล็กของลุงหลิว “หลิวเทียนซือ” อายุแค่สิบสามสิบสี่ปีแต่พูดอย่างมั่นใจว่า “ท่านพ่อข้าบอกว่าสำเร็จแน่นอน ก็ต้องสำเร็จแน่นอน!”
ฟางจวินมองเจ้าหนูที่อายุน้อยกว่าตน แล้วยิ้มพลางกล่าว “เช่นนั้นพาข้าเข้าไปดูหน่อยสิ?”
หลิวเทียนซือพยักหน้า “ถ้าคุณชายไม่เชื่อท่านพ่อข้าก็เข้าไปดูได้เลย... โอ๊ย! ท่านพ่อ ตีข้าทำไม?”
ลุงหลิวตีหัวลูกชายอย่างแรง “พูดกับคุณชายแบบนั้นได้อย่างไร? หากเขาไม่ไว้ใจข้าแล้วจะเอาของวิเศษจากสวรรค์ให้ข้าทำหรือ? เจ้าหนูพูดไม่เข้าท่าเลยจริงๆ!”
หลิวเทียนซือย่นปากไม่กล้าเถียง
ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังใกล้เข้ามา
ฟางจวินหันไปมองด้วยความสงสัย ก็เห็นชายคนหนึ่งวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วคารวะเสียงดังว่า “คารวะคุณชายรอง!”
ชายคนนี้อายุยังน้อย ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม เปื้อนฝุ่นจากการเดินทางเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ “ฟางซื่อไห่” ที่ฟางจวินส่งไปจัดการซื้อที่ดินปลูกชา!