เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 พระชายาหาน!?

บทที่ 36 พระชายาหาน!?

บทที่ 36 พระชายาหาน!?


ฤดูใบไม้ผลิใกล้เข้ามา แม้ความหนาวจะยังไม่คลาย กลีบบ๊วยเริ่มแย้มบาน ขณะที่หิมะยังคงโปรยปราย

พัดมากับสายลมร่วงหล่นเคล้าไปด้วยกัน แม้ต้องแสงตะวันกลับไม่อาจละลาย

เวลานี้เข้าใกล้ช่วงสิ้นปี อากาศยิ่งหนาวเหน็บ หิมะที่หยุดตกไปหลายวันกลับโปรยปรายอีกครั้ง ภายในลานบ้าน ต้นบ๊วยกลับเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิ กลุ่มดอกตูมเริ่มผลิบาน อีกไม่กี่วันคงผลิบานท้าความหนาว

ทว่าในใจของ อู่เม่ยเหนียง ยังเป็นเหมือนฤดูหนาวที่โหดร้าย

เข้ามาอยู่ในจวนนี้สิบกว่าวันแล้ว แผลที่หน้าผากก็ดีขึ้นเกือบหมด เหลือเพียงสะเก็ดเล็กน้อย อีกไม่กี่วันก็คงจะลอกออก ไม่รู้ว่าจะทิ้งรอยแผลเป็นหรือไม่ ผู้หญิงนั้นล้วนรักสวยรักงาม ยิ่งเป็นสาวแรกรุ่นผู้มีรูปโฉมงดงามยิ่งแล้วใหญ่

แต่สิ่งที่ทำให้อู่เม่ยเหนียงกลัดกลุ้มยิ่งกว่าก็คือ ท่าทีของฟางจวินที่มีต่อนาง

ก่อนหน้านี้ นางมั่นใจในความงามของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม เชื่อว่าผู้ชายทุกคนจะต้องพ่ายแพ้ต่อเสน่ห์ของนางในท้ายที่สุด ยอมสยบแทบเท้า

แม้แต่ฝ่าบาทผู้ทรงปรีชาสามารถในวังหลวง…

นับแต่สายตาครั้งแรกที่ จักรพรรดิถังไท่จง มองนาง นางก็รู้ทันทีว่า ชายผู้ครอบครองใต้หล้านี้มีความปรารถนาอย่างลึกซึ้งในตัวนาง หากมีเวลาและโอกาส นางก็มั่นใจว่าจะสามารถพิชิตพระองค์ได้

น่าเสียดาย… นางไม่เคยมีโอกาสนั้น

แต่สิ่งที่ฟางจวินแสดงออกกลับทำให้นางรู้สึกพ่ายแพ้อย่างแท้จริง เพราะว่า เขาไม่มีท่าทีใด ๆเลย

ต่อให้เขาเอ่ยวาจาเย็นชา ดุด่าบ้าง อู่เม่ยเหนียงก็ยังไม่ถือสา อย่างน้อยนั่นก็แสดงว่าในสายตาเขายังมีนาง แต่สิบกว่าวันที่อยู่ในจวน กลับไม่เคยสนใจใยดีแม้แต่น้อย แบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร?

อู่เม่ยเหนียงไม่เข้าใจ

อย่าว่าแต่รูปร่างหน้าตาอันงดงามของนางเลย เด็กหนุ่มครึ่งคนอย่างเขาจะอดใจไม่แตะต้องของล้ำค่าที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างไร? ยังไม่นับว่าฮ่องเต้ประทานนางมาให้กับเขาด้วยพระโอษฐ์เอง เขาไม่กลัวว่าจะถูกลงโทษหรือ?

อู่เม่ยเหนียงค่อย ๆ ผลักหน้าต่างออก ตอนนี้ฟ้ายังสลัว ๆ หิมะโปรยลงมาเบา ๆ เหมือนผงแป้ง โลกทั้งใบปกคลุมด้วยสีเทา

ดวงตาแจ่มใสของอู่เม่ยเหนียงเหลือบมองกำแพงด้านตะวันออก ด้านหลังกำแพงนั้นคือเรือนของฟางจวิน แค่กำแพงกั้นหนึ่งชั้น แต่กลับทำให้นางเหมือนถูกทอดทิ้งเหมือนเศษผ้า เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?

อู่เม่ยเหนียงกัดริมฝีปากเบา ๆ ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความเศร้าและความสงสัย แล้วนึกถึงคำพูดขององค์หญิงเกาหยางที่มาเยี่ยมนางก่อนออกจากวัง ทำให้ในใจเย็นยะเยือกขึ้นมา

หรือว่า… ฟางจวินจะเป็น… "กระต่าย" (หมายถึงชายที่ชอบชาย) จริง ๆ ?

ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวเพียงเสี้ยววินาที อู่เม่ยเหนียงก็รู้สึกได้ว่าผิวพรรณที่ละเอียดอ่อนของนางมีอาการขนลุกซู่ไปทั้งร่าง หนาวเย็นจับขั้วหัวใจ ราวกับตกอยู่ในนรกน้ำแข็ง

นางไม่ใช่ผู้ที่เกิดและเติบโตในวังลึกเหมือนองค์หญิงเกาหยาง เรื่องลับสกปรกในหมู่ขุนนางและตระกูลใหญ่ นางทั้งเคยได้ยินและเคยเห็นมานักต่อนัก

การแต่งงานกับผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกัน คือโชคชะตาอันเลวร้ายที่สุดของผู้หญิงคนหนึ่ง

มันไม่ใช่แค่ต้องอยู่อย่างเดียวดาย ปล่อยให้ความเหงากัดกินวัยสาว แต่ผู้ชายแบบนั้นจิตใจก็บิดเบี้ยวอย่างร้ายแรง ไม่อาจใช้หลักสามัญสำนึกตัดสิน พวกเขาไม่เพียงไม่ชอบผู้หญิง หากแต่ยังมองว่าเป็นสิ่งสกปรก เป็นลางร้าย ทำให้ในใจพวกเขาเกิดความคิดโหดร้ายมากมายในการทรมานผู้หญิง ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจก็ล้วนต้องเผชิญกับความป่าเถื่อน

แค่คิดว่าในวันหนึ่งอาจต้องเผชิญกับการทารุณเช่นนั้น ใบหน้างดงามของอู่เม่ยเหนียงก็ซีดเผือด

และสิ่งที่สิ้นหวังที่สุดก็คือ นางเป็นของขวัญจากฝ่าบาทที่ประทานให้กับฟางจวินเอง ชาตินี้ทั้งชาติคงต้องอยู่กับเขา ไม่อาจหาที่อื่นในใต้หล้านี้ให้ตนเองได้อีกแล้ว…

ทำไมชะตาชีวิตของนางถึงได้แสนอาภัพเช่นนี้ พึ่งจะหนีจากถ้ำเสือ ก็ต้องเข้าปากมังกรอีกแล้วหรือ?

ขณะกำลังโศกเศร้าและพร่ำบ่นถึงโชคชะตาอยู่นั้น ม่านที่ประตูถูกยกขึ้นจากด้านนอก เฉี่ยวเอ๋อร์ สาวใช้ของฟางจวินเดินเข้ามาอย่างเบิกบาน

"คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินให้บ่าวมาบอกว่าให้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่หนา ๆ หน่อย อีกเดี๋ยวพวกเราจะไปไหว้พระที่วัดชิงหยวน ต้องไปให้ทันตอนพระอาทิตย์ขึ้นนะเจ้าคะ!"

"วัดชิงหยวน?" อู่เม่ยเหนียงตกใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า จากนั้นก็เม้มปากเบา ๆ แล้วถามว่า

"แล้ว… คุณชายรอง ฟางจวิน จะไปด้วยหรือไม่?"

เฉี่ยวเอ๋อร์ตอบอย่างมั่นใจว่า "แน่นอนเจ้าค่ะ! การไปไหว้พระครั้งนี้ก็เพราะฮูหยินอยากไปอธิษฐานให้คุณชายรอง แล้วตัวเจ้าของเรื่องจะไม่ไปได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ?"

ได้ยินเช่นนั้น ความยินดีที่พอจะผุดขึ้นเพราะจะได้เจอฟางจวินก็พลันจางหาย สีหน้าของอู่เม่ยเหนียงแปรเปลี่ยนเป็นความเหงาหงอย

แม้นางจะอยู่ในจวนฟาง แต่กลับเป็นเหมือนคนนอก ไม่เข้าพวกกับใครเลย คล้ายกับถูกทอดทิ้ง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการไปวัดไหว้พระ ก็ไม่มีใครบอกนาง

แน่นอนว่านางเข้าใจดีว่า ไม่ใช่เพราะมีใครตั้งใจจะเมินเฉยนาง ทุกอย่างล้วนเป็นผลจากท่าทีของฟางจวิน เมื่อเขาไม่ใส่ใจนาง คนในเรือนจะให้ความสำคัญกับนางได้อย่างไร?

อู่เม่ยเหนียงรู้สึกเจ็บปวดในใจ แต่ก็พยายามฝืนยิ้ม พูดกับเฉี่ยวเอ๋อร์ว่า

"เฉี่ยวเอ๋อร์รอสักครู่นะ ข้าจะไปแต่งตัวเดี๋ยวนี้แหละ"

พูดจบ เอวบางโยกไหวเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าห้องด้านใน

ไม่นานนักก็กลับออกมา โดยเปลี่ยนชุดแล้ว

ชุดกระโปรงหนาผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อน เรียบง่าย ลวดลายสุภาพ สายคาดเอวกว้างเพียงฝ่ามือรัดเอวบางแน่น ช่วยขับรูปร่างให้ชดช้อย

เส้นผมดำขลับราวกับเมฆครึ้มถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยผม ติดปิ่นหยกขาวหนึ่งชิ้น ใบหน้าที่งดงามดั่งเทพธิดาถูกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าโปร่งบางสีชมพูอ่อน เผยให้เห็นเพียงคิ้วโก่งราวเขาและดวงตาสุกใสดั่งสายน้ำ

เฉี่ยวเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะพึมพำอย่างชื่นชม "คุณหนูช่างงดงามจริง ๆ..."

แววตาของอู่เม่ยเหนียงแฝงความเศร้าจาง ๆ แต่ก็ฝืนยิ้มออกมา

งดงามแล้วจะมีประโยชน์อะไร? ถึงจะงามราวนางฟ้า แต่ดูเหมือนคุณชายรองของเจ้าก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย…

เฉี่ยวเอ๋อร์ยังเด็กนัก ยังไม่รู้ตัวว่า การปรากฏตัวของ "อู่เม่ยเหนียง" นั้นส่งผลกระทบต่อสถานะของตนในอนาคตมากเพียงใด ยังไม่ถึงวัยที่จะรู้สึกหึงหวงหรือริษยา เพียงแค่รู้สึกว่าอู่เม่ยเหนียงเป็นดั่งนางฟ้าที่เดินออกมาจากในวัง อีกทั้งยังเป็นอนุภรรยาที่ฮ่องเต้ประทานให้กับคุณชายรอง ก็เลยรู้สึกนับถือลึก ๆ ว่าตนเองต่ำต้อยกว่าอีกฝ่ายอยู่ขั้นหนึ่ง

เมื่อเห็นอู่เม่ยเหนียงงามสง่า ท่วงท่าชวนมอง มีอากัปกิริยาอ่อนช้อยดังหยกน้ำแข็ง จิตใจก็ยิ่งยอมรับนับถือ จึงจับมืออู่เม่ยเหนียงพลางหัวเราะน้อย ๆ ว่า “พวกเรารีบออกไปกันเถอะ ให้คุณชายรองได้เห็นบ้างเถอะ!” อู่เม่ยเหนียงยิ้มบางเบา ปล่อยให้เฉี่ยวเอ๋อร์จูงมือพาออกจากห้อง

ในลานบ้านมีผู้คนขวักไขว่ ข้ารับใช้ในจวนแต่ละคนเดินกันวุ่นวาย กำลังจัดเตรียมของเพื่อออกเดินทาง ด้านหน้าเรือนได้จอดรถม้าหลายคันไว้เรียบร้อย

หลูซื่อ ซึ่งเป็นแม่ของฟางจวิน เดินออกมาพร้อมลูกสะใภ้ใหญ่ “เหวินซื่อ” ประคองอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นอู่เม่ยเหนียงที่สวมผ้าคลุมบาง ๆ ปิดหน้าอยู่ ก็ยิ้มกล่าวว่า “เม่ยเหนียงช่างเหมือนนางฟ้าจริง ๆ ใส่อะไรก็งดงามไปหมด”

ในใจหลูซื่อก็พอใจอยู่ไม่น้อย เพราะอย่างไรเสีย อู่เม่ยเหนียงคนนี้ก็คือว่าที่อนุภรรยาของลูกชายคนรอง ถึงตอนนี้ยังไม่ได้เข้าห้องหออย่างเป็นทางการ การออกไปข้างนอกให้ใครต่อใครเห็นหน้าก็ยังดูไม่เหมาะนัก แต่การที่อู่เม่ยเหนียงยังมีสติ รู้จักคลุมหน้าด้วยผ้าบางก็แสดงว่าเป็นหญิงสาวที่ละเอียดรอบคอบ

อู่เม่ยเหนียงรีบคุกเข่าทำความเคารพ พร้อมกล่าวถ่อมตัวว่า “ฮูหยินเจ้าคะ ชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”

ข้าง ๆ หลูซื่อ ยังมีหญิงสาวผู้หนึ่งหน้าตางดงาม ดูสูงศักดิ์ มีความคล้ายคลึงกับหลูซื่ออยู่บ้าง ใส่ชุดกระโปรงสีม่วงเข้ม ประดับผมด้วยปิ่นทองรูปหงส์ งดงามอ่อนช้อยนางยิ้มให้กับอู่เม่ยเหนียงพลางพูดว่า “เรียกข้าว่า ‘พี่หญิงใหญ่’ ก็พอ”

อู่เม่ยเหนียงรีบคุกเข่ากล่าวคำเคารพว่า “ข้าน้อยอู่เม่ยเหนียง ขอคารวะพระชายาหาน”

แท้จริงแล้ว หญิงผู้นี้คือพระชายาของ "หานอ๋อง หลี่หยวนเจี่ย" ซึ่งเป็นโอรสองค์ที่ 11 ของอดีตฮ่องเต้เกาจู่ และเป็นพระอนุชาร่วมบิดาต่างมารดาของฮ่องเต้ถังไท่จงองค์ปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นบุตรสาวคนโตของ "ฟางเสวียนหลิง"

พระชายาหานก็กล่าวชมอีกไม่กี่คำ แล้วก็จับมืออู่เม่ยเหนียงพลางหัวเราะเบา ๆ ว่า “พวกเรานั่งรถม้าคันเดียวกันเถอะ ระหว่างทางจะได้พูดคุยกันด้วย”

อู่เม่ยเหนียงเห็นอีกฝ่ายออกปากเชิญอย่างอ่อนโยน ก็ไม่กล้าปฏิเสธ จึงจำใจเดินตามไปยังรถม้าที่จอดอยู่หน้าเรือน

ดวงตาก็ลอบชำเลืองซ้ายขวา มองหาตัวของ "ฟางจวิน"

ขณะนั้นเอง รถม้าคันหนึ่งก็ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากประตูหน้า สารถีเงื้อแส้ในมือขึ้นฟาด เสียงปลายแส้ดัง "เพี๊ยะ!" แหลมคมแสบหู

พระชายาหานหัวเราะแล้วพูดว่า“น้องรอง (หมายถึงฟางจวิน) นี่ขี้อายจริง ๆ พอเห็นว่าที่อนุภรรยาเข้าหน่อย ก็รีบหนีไปเสียแล้ว”

อู่เม่ยเหนียงมองไปยังรถม้าคันนั้น เห็นหน้าต่างรถปิดด้วยผ้าหนา ม่านปิดแน่นหนา ก็รู้สึกขมขื่นขึ้นมาทันทีในใจ

นี่เขาคิดว่าเราคือสิ่งชั่วร้ายอย่างนั้นหรือ ถึงได้หลบเลี่ยงกันขนาดนี้?

พอขึ้นรถม้ากันครบหมดแล้ว ขบวนรถก็เคลื่อนตัวออกจากประตูจวน มุ่งหน้าไปยัง "ประตูหมิงเต๋อ" อย่างช้า ๆ...

จบบทที่ บทที่ 36 พระชายาหาน!?

คัดลอกลิงก์แล้ว