- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 30 ต่อให้ต้องตาย ก็ไม่อยากตายอย่างไร้ค่า!!
บทที่ 30 ต่อให้ต้องตาย ก็ไม่อยากตายอย่างไร้ค่า!!
บทที่ 30 ต่อให้ต้องตาย ก็ไม่อยากตายอย่างไร้ค่า!!
ผู้หญิงที่เคยได้รับความรักจากบิดาอย่างล้นเหลือ ต้องสูญเสียเขาไปตั้งแต่เนิ่น ๆ พี่ชายที่ได้รับมรดกและบรรดาศักดิ์จากบิดากลับเห็นนางเป็นหนามยอกอก อยากจะขายนางทิ้งให้พ้น ๆ ไปเสียด้วยซ้ำ ในฐานะคุณหนู นางกลับไม่มีแม้แต่อาหารกินให้อิ่ม ไม่มีเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่ ไม่มีแม้แต่เครื่องประดับหรือขนมหวานที่นางชื่นชอบเลยสักชิ้น...
เดิมทีนางคิดว่า ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งนางถูกคัดเลือกเข้าสู่ตำหนักใน นางคาดหวังว่า ด้วยรูปร่างหน้าตาของตนเอง จะได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ ได้มีชีวิตที่สุขสบายเหมือนนกโผสู่ยอดไม้ได้เชิดหน้าชูตาเสียที
ใครจะรู้ว่าวังหลวงนั้น กลับเต็มไปด้วยความสกปรกโสมมทุกหย่อมหญ้า เหมือนกับสัตว์ร้ายที่กินคนเข้าไปทั้งเป็นโดยไม่แม้แต่จะคายกระดูกออกมา...
นางในนาม "อู่ซื่อ" รู้สึกหวาดกลัวอย่างแท้จริง หวั่นว่าจะรักษาจิตใจที่ยังโหยหาความสุขไว้ไม่ได้ กลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้พบฮ่องเต้เลยแม้แต่ครั้งเดียวก่อนตาย กลัวว่าตนเองจะต้องจบชีวิตลงในวังหลวงที่มืดมนไร้ความเมตตานี้...
หากรู้อย่างนี้ตั้งแต่แรก ต่อให้พี่ชายจะซ้อมนางจนตาย นางก็จะไม่มีวันยอมเข้าวัง พี่น้องจะไม่รักไม่สนนางก็ตาม อย่างน้อยตายไปยังมีเสื่อฟางห่มศพ มีโลงไม้บาง ๆ ใส่ศพให้บ้าง แต่นี่เล่า?
ที่นี่นางคงต้องตายเหมือนหมาตัวหนึ่ง ถูกทุกคนรังเกียจศพ ถูกลากไปทิ้งกองขยะข้างนอกเมืองด้วยเกวียนที่ใช้ขนของเสีย โดยไม่แม้แต่จะมีหลุมฝัง ไม่มีแม้แต่เศษกระดูกหลงเหลือ...
ความสิ้นหวังที่เจ็บปวดยิ่งกว่ารอยแผลบนใบหน้า คือบาดแผลในใจ
อู่ซื่อรู้สึกว่าตนไม่อาจอยู่ต่อไปได้อีกแม้แต่วินาทีเดียว ทุกวินาทีที่อยู่ในที่แห่งนี้ มีแต่จะทำให้นางเป็นบ้าไปเสียก่อน นางคิดถึงภาพตัวเองที่ถูกไล่ออกจากวัง กลายเป็นหญิงบ้า ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ก็อดสะท้านไปทั้งร่าง นางยอมตายเสียดีกว่าที่จะลงเอยเช่นนั้น!
ความเศร้าปกคลุมจิตใจจนนางเริ่มคิดสั้น
แต่ถึงอย่างนั้น อู่ซื่อก็เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นแข็งแกร่ง ต่อให้ต้องตาย นางก็ไม่อยากตายอย่างไร้ค่า แม้จะไม่สามารถเป็นดั่งที่นักปราชญ์คนนึงกล่าวไว้ว่า "หนักหนาดั่งภูเขาไท่ซาน" อย่างน้อยต้องมีใครบางคนล้มลงพร้อมกับนาง!
เมื่อคิดดังนั้น นางก็เงยหน้าขึ้น เช็ดเลือดที่มุมปาก มองดูนางข้าหลวงร่างท้วมที่ทำหน้าดุดัน แล้วจู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา
นางข้าหลวงร่างท้วมชะงัก มือที่ยกขึ้นจะตบกลับไม่กล้าฟาดลงไป
อู่ซื่อเป็นหญิงงามอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อคิดจะตาย ใบหน้าที่เจือรอยยิ้มเศร้านั้นกลับเปล่งประกายงดงามราวกับดอกเหมยขาวที่เบ่งบานในหิมะ ทว่าในดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายเยือกเย็นกลับมีแววบางอย่างที่ทำให้นางข้าหลวงร่างท้วมคนนั้นขนลุกวาบ
ในวินาทีนั้น อู่ซื่อลุกขึ้น ร่างเล็กบอบบางพุ่งตรงไปยังโขดหินจำลองที่ถูกต้นเหมยบังอยู่กลางลาน
เสียง "ตุ้บ!" หนึ่งดังขึ้น หน้าผากของนางกระแทกกับก้อนหิน เลือดสาดออกมา ดั่งดอกไม้ต้องสังเวย แดงจัด งดงาม น่าเวทนา
ร่างของอู่ซื่อค่อย ๆ ล้มลงกับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด แต่ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ...
ใคร ๆ ก็พูดว่า แสงตะวันจะมาเยือนหลังผ่านพายุฝน แต่กว่าจะถึงแสงตะวันนั้น มีกี่คนกันที่ทนผ่านพายุลูกแล้วลูกเล่าไปได้?
อู่ซื่อไม่รู้ว่าตัวเองจะทนผ่านไปได้หรือไม่ แต่นางไม่อยากทนแล้ว
แม้จะผ่านพ้นอุปสรรคตรงนี้ไปได้ ยังจะมีอีกด่านรออยู่อีกไม่รู้จบ กว่าจะผ่านแต่ละด่าน ผมหงอก วัยล่วงเลย แต่ก็ยังคงเป็นนกที่ถูกขังในกรง ไม่อาจโบยบินในนภากว้าง
ตายก็ดีแล้ว จะได้จบทุกข์ จบเวร ทุกข์ทรมานทั้งหมดจะได้จบสิ้นเสียที...
แต่สิ่งที่อู่ซื่อยังไม่รู้คือ ชีวิตนั้นมักเต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดฝัน ไม่มีใครสามารถล่วงรู้โชคชะตาได้
แม้แต่นกในกรง ยังอาจมีโอกาสได้โบยบินสู่ฟากฟ้าสักครั้ง...
นางข้าหลวงร่างท้วมนิ่งอึ้งไปทั้งตัว
เบื้องหน้า ใต้โขดหินนั้น หญิงสาวบอบบางกลับเลือกวิธีที่รุนแรงที่สุดในการแสดงความไม่พอใจและการต่อต้านของนาง เลือดสีแดง กับหิมะสีขาว งดงามดั่งภาพวาด ทำให้นางข้าหลวงร่างท้วมรู้สึกหนาวเยือกในใจ รู้สึกว่าจิตวิญญาณแทบจะหลุดลอย
นางจะฆ่าอู่ซื่อทิ้งแล้วโยนศพลงบ่อได้หรือ?
แน่นอนว่าได้ หากนางลงมือฆ่าอู่ซื่อเอง ก็อาจไม่ถึงกับต้องตาย โดนโบยไม่กี่สิบที พอใช้เงินใต้โต๊ะสินบนพวกขันที ก็อาจรอดไปได้
แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว
ถ้านางฆ่าอู่ซื่อ มันก็เป็นเพราะอู่ซื่อผิดก่อน อย่างมากนางก็แค่ลงโทษเกินเหตุจนถึงตาย แต่ตอนนี้อู่ซื่อกลับเลือกฆ่าตัวตาย ต้องมีความแค้นหรือความทุกข์มากแค่ไหนถึงทำให้คนคนหนึ่งเอาหัวโขกหินตาย?
เรื่องนี้ต้องสืบ ต้องมีคำตอบ!
ที่นี่คือวังหลัง ถึงแม้ฮ่องเต้จะไม่ใส่ใจ แต่ในวังหลังก็ยังมีกฎระเบียบที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม!
นางข้าหลวงร่างท้วมเหงื่อแตกเต็มหน้า เดินไปมาอย่างร้อนรน เพราะนางรู้ว่ามีคนได้ยินเสียงแล้ว และกำลังเดินมาดู
จะทำอย่างไรดี?
ยังไม่ทันได้คิดหาวิธี ก็ได้ยินเสียงจากข้างหูว่า: “อ๊ะ? องค์หญิงเพคะ ใต้โขดหินนั่นเหมือนมีคนคลานอยู่... อ๊า! องค์หญิง อย่ามองเลยเพคะ อย่ามอง! มันคือศพคน บ่าวตกใจจะตายอยู่แล้ว...”
นางข้าหลวงร่างท้วมร้องอยู่ในใจว่า: จบแล้ว! มีคนเห็นแล้ว! ตายแน่! ทำไมไม่รีบจัดการศพให้เร็วกว่านี้นะ!
นางหันกลับไปอย่างตกใจ ก็เห็นกลุ่มนางกำนัลล้อมรอบหญิงสาวผู้เลอโฉมคนหนึ่ง เดินตรงเข้ามาเพื่อดูศพของอู่ซื่อ
หญิงสาวผู้นั้นดูอายุยังไม่มาก ราวสิบสองหรือสิบสามปี มีขนจิ้งจอกขาวคลุมคอ ใบหน้าที่งดงามราวดอกไม้หาที่เปรียบมิได้
นั่นคือ องค์หญิงเกาหยาง!
“เจ้า มานี่!” องค์หญิงเกาหยางขมวดคิ้ว มองดูนางข้าหลวงร่างท้วมที่ทำหน้าเหม่อลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แล้วถามว่า: “แม่นางคนนี้ เกิดอะไรขึ้น?”
นางข้าหลวงร่างท้วมรู้ว่าหลบไม่พ้นแล้ว จึงรวบรวมความกล้า ตอบโกหกไปว่า: “นางชื่อ อู่ซื่อ ทำผิดกฎ บ่าวจึงตักเตือนสองสามคำ คาดไม่ถึงว่านางจะเป็นคนอารมณ์รุนแรง ดื้อด้าน จึงวิ่งไปโขกหินฆ่าตัวตายเพคะ...”
แม้องค์หญิงเกาหยางจะไม่ได้สนใจสิ่งที่นางพูดต่อมาเลย แต่กลับเอ่ยขึ้นถามว่า "เมื่อครู่เจ้าว่า นางคือ 'อู่ซื่อ' งั้นหรือ?"
นางข้าหลวงคนนั้นตอบอย่างไม่เข้าใจ "กราบทูลองค์หญิงเพคะ แม่นางคนนี้ก็คืออู่ซื่อ..."
สีหน้าขององค์หญิงเกาหยางเปลี่ยนทันที ทรงดุเสียงดัง "ฝ่าบาทพึ่งมีราชโองการประทานนางให้บ้านอัครเสนาบดีฟางไปเมื่อครู่ แล้วเจ้ากลับบีบบังคับนางจนถึงตายงั้นหรือ? ช่างกล้าหาญนัก!"
องค์หญิงเกาหยางหาใช่คนโง่ไม่ ตรงกันข้ามนางชาญฉลาดเป็นที่สุด เรื่องสกปรกและเล่ห์เหลี่ยมในวังลึก นางรู้ดีหมดทุกอย่าง
ทำผิดเพียงนิดแล้วจะถึงขั้นพุ่งชนหินฆ่าตัวตายงั้นหรือ?
เจ้าคิดจะหลอกผีหรือไง!
เมื่อนางข้าหลวงคนนั้นได้ยินว่านางอู่ซื่อเป็นคนที่ฝ่าบาททรงประทานให้แก่เสนาบดีฟางถึงกับรู้สึกเหมือนตับไตจะระเบิด ร้องในใจว่า "ข้าแย่แล้ว! ตายแน่!" ก่อนจะทรุดตัวลงราวกับโคลนเน่ากลางพื้นและเป็นลมไป
ทางเดียวที่นางจะชดเชยความผิดในเรื่องนี้ได้ คืออาศัยความจริงที่ว่าไม่มีใครใส่ใจอู่ซื่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางตายเพราะอะไร หากกำจัดศพนางเงียบ ๆ อย่างลับ ๆ ไม่ให้ใครรู้เห็น ก็อาจจะไม่มีใครตามสืบ และเรื่องราวอาจจะเงียบหายไปตามกาลเวลา
แต่ตอนนี้ไม่มีทางแล้ว!
ฝ่าบาทเพิ่งมีราชโองการประทานนางไป แต่ทางนี้กลับเกิดเรื่องตายขึ้น แบบนี้จะไม่สอบสวนให้ถึงที่สุดได้อย่างไร?
ช่างน่าสงสารครอบครัวของนางจริง ๆ เพราะนี่คือโทษใหญ่ระดับต้องประหารทั้งเก้าชั่วโคตรเลยทีเดียว…
โทษตัวเองสิ! ที่ใจร้อนผลีผลามเกินไป ไปกดดันนางเสียจนไม่มีทางออก…
ระหว่างที่สติพร่ามัวด้วยความเสียใจจนแทบขาดใจนั้น เสียงของความเสียใจและความหวาดกลัวกัดกินหัวใจนางแทบแหลกสลาย
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนร้องขึ้นว่า "องค์หญิงเพคะ! นางยังมีลมหายใจอยู่!"
นางข้าหลวงคนนั้นดีใจแทบบ้า แต่เพราะดีใจจนเกินไปหลังจากความเสียใจอย่างหนัก ทำให้ระบบประสาทรับไม่ไหว คราวนี้นางก็เป็นลมหมดสติไปจริง ๆ...