- หน้าแรก
- จอมเวทย์ดวงตาแห่งโชคชะตา
- บทที่ 35 ไม่มีวันเสียใจ
บทที่ 35 ไม่มีวันเสียใจ
บทที่ 35 ไม่มีวันเสียใจ
“นี่มีนเกิดอะไรขึ้นกันแน่?! ทำไมถึงมีศพ 4 ศพ ถูกแขวนไว้บนป้ายตำหนักบรรทมขององค์ชายสาม!”
“องค์ชายสามไปก่อเรื่องกับใครเข้าแล้วหรือ?”
“คนที่สามารถลอบเข้าพระราชวังได้อย่างง่ายดายขนาดนี้ ต้องเป็นผู้มีพลังสูงส่งแน่ ๆ ดูท่าองค์ชายสามคงถูกเตือนอย่างหนัก!”
ขณะที่ผู้คนพากันซุบซิบถึงเหตุการณ์ประหลาดนี้ ฉู่หยุนเหิงก็กลับมาถึงตำหนักพอดี เขาได้ยินเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบอยู่แต่ไกล จึงรีบเร่งฝีเท้าเข้ามาด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
ทันทีที่เขาเห็นศพนักฆ่าชุดดำ 4 ร่าง ถูกแขวนอยู่บนป้ายตำหนักจวินเหิง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง แต่เพียงชั่วครู่ ความตกใจนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาน่ากลัว
นักฆ่าพวกนี้...
ก็เป็นคนที่เขาส่งไปฆ่า ‘หยุนเจิง’ นังตัวไร้ค่า!
แต่กลับล้มเหลวเช่นนี้ หรือว่าหยุนจิ่งเทียน เจ้าแก่นั่นเป็นคนจับได้?!
เมื่อคืนเขามีธุระจึงพักอยู่ที่คฤหาสน์เหิงนอกวัง ไม่ทันได้กลับมาตรวจสอบศพเหล่านี้ ปล่อยให้พวกคนนอกได้เห็นภาพน่าอับอายนี้เข้า
สายตาคมกริบของเขากวาดมองผู้คนที่ยืนอออยู่หน้าตำหนักบรรทม แววตาเย็นเฉียบแฝงไปด้วยเจตนาฆ่า
แต่สุดท้ายเขาก็ต้องระงับความคิดที่จะสังหารทิ้ง เพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่สนมของฝูหวงเท่านั้น ยังมีเหล่าองค์ชายองค์หญิงวัยเยาว์ รวมถึงปรมาจารย์หลอมโอสถวรรณะสอง กงเหยี่ยฉ่าง ที่เป็นบุคคลสำคัญในวังหลวง
ใบหน้าของเขาบึ้งตึง เอ่ยสั่งเสียงเย็น “ยังจะปล่อยให้ศพพวกนี้แขวนอยู่อีกหรือ รีบเอาออกไปเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้น องครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็รีบเข้ามาจัดการนำศพนักฆ่าทั้ง 4 ลงจากป้ายตำหนัก
แต่คราบเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนป้ายยังคงหลงเหลืออยู่ สร้างบรรยากาศเย็นยะเยือกน่าขนลุก
“ทุกท่าน คิดว่าถึงเวลาที่ควรกลับไปแล้วหรือยัง?” ฉู่หยุนเหิงกวาดตามองผู้คนที่ยังลอบซุบซิบอยู่ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ขอรับ ขอรับ เดี๋ยวจะไปเดี๋ยวนี้เลย!”
เมื่อถูกไล่ทางอ้อมเช่นนี้ ทุกคนต่างรีบพากันออกไปอย่างไม่อาจขัดขืน
ในใจของพวกเขาต่างคิดว่า หากไม่ใช่เพราะกงเหยี่ยฉ่างอยู่ด้วย พวกตนคงไม่มีโอกาสได้เข้ามาเห็นเหตุการณ์อันน่าตกตะลึงและเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีขององค์ชายสามเช่นนี้
ผู้ที่ไม่ลงรอยกับฉู่หยุนเหิงต่างก็หวังลึก ๆ ว่าเมื่อคืนเขาจะถูกมือสังหารลึกลับกำจัดไปเสียให้สิ้นซาก เช่นนั้น ราชสำนักจะได้ขาดอัจฉริยะอีกคน และพวกเขาที่ถูกฉู่หยุนเหิงกดหัวมานานก็อาจมีโอกาสได้ผงาดขึ้นมาบ้าง
แต่เสียดาย...
ฉู่หยุนเหิงยังไม่ตาย!
ปรมาจารย์หลอมโอสถวรรณะสอง กงเหยี่ยฉ่าง เป็นชายวัย 30 กว่า หน้าตาธรรมดา ดวงตาเรียวยาวดูแล้วไม่ใช่คนอัธยาศัยดีนัก
กงเหยี่ยฉ่างเดินตรงเข้ามาหาฉู่หยุนเหิง ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ดูท่าองค์ชายสามจะมีปัญหาไม่น้อยในช่วงนี้สินะ”
ต่อหน้ากงเหยี่ยฉ่าง ฉู่หยุนเหิงยังคงแสดงความเคารพและนอบน้อมอยู่ไม่น้อย แถมยังพยายามเอาใจอีกด้วย เพราะในแคว้นต้าฉู่ กงเหยี่ยฉ่างถือเป็นบุคคลสำคัญ มีอำนาจรองจากฝ่าบาทเพียงผู้เดียว
ฉู่หยุนเหิงยิ้มบาง ๆ “เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ทราบว่าท่านกงเหยี่ยฉ่างได้หลอมโพเจียตันสำเร็จแล้วหรือไม่?”
“อืม โพเจียตันหลอมเสร็จเรียบร้อย ข้ามาที่นี่วันนี้ก็เพื่อจะมามอบยาเม็ดนี้ให้เจ้า ไม่คิดว่าจะมาเจอเรื่องวุ่นวายพอดี...”
ฉู่หยุนเหิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแห้ง ๆ อย่างรู้สึกกระอักกระอ่วน
“รับไป ครั้งนี้ข้ายอมทำผิดกฎหลอมยาให้เจ้า หวังว่าเจ้าจะรู้กาลเทศะ อย่าให้คนอื่นรู้เรื่องนี้เด็ดขาด” น้ำเสียงของกงเหยี่ยฉ่างแฝงไว้ด้วยคำเตือนชัดเจน เขายื่นขวดยาเม็ดให้ฉู่หยุนเหิง
“หยุนเหิงขอขอบคุณท่านกงเหยี่ยฉ่างเป็นอย่างสูง” ฉู่หยุนเหิงกล่าวขอบคุณด้วยท่าทีประจบ
หลังรับยาเม็ดมา เขาก็หยิบแหวนมิติออกจากอกเสื้อแล้วยื่นให้กงเหยี่ยฉ่าง
กงเหยี่ยฉ่างก้มลงตรวจสอบ ใช้พลังจิตสำรวจเข้าไปภายใน เห็นหินวิญญาณกับหญ้าวิญญาณนับสิบต้นก็ถึงกับยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
เมื่อกงเหยี่ยฉ่างจากไป ประตูตำหนักก็ถูกปิดลงทันที!
ใบหน้าของฉู่หยุนเหิงพลันมืดมนลง เขากวาดสายตาเย็นเยียบไปยังเหล่าองครักษ์ ขันที และนางกำนัลในตำหนัก
“พวกเจ้าทำงานไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยให้คนนอกเข้ามาวุ่นวายกันได้ขนาดนี้ ทุกคนรับโทษเฆี่ยนเสีย!”
สิ้นเสียง ทุกคนต่างคุกเข่าลงกับพื้นแทบจะพร้อมกัน
“ขอชีวิตด้วยเถิดเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ!”
“องค์ชายโปรดเมตตา ข้าน้อยผิดไปแล้ว...”
เสียงร้องขอชีวิตดังระงม ฉู่หยุนเหิงเพียงปรายตามองด้วยความรังเกียจ
ทันใดนั้น เสียงขันทีแหลม ๆ ดังขึ้นนอกประตูตำหนัก “ฝ่าบาทมีพระราชโองการ เรียกองค์ชายสามเข้าเฝ้า!”
ฉู่หยุนเหิงขมวดคิ้วทันที เสียงนี้เป็นของเฉินกงกง!
หรือว่าเรื่องที่นี่ไปถึงหูเสด็จพ่อแล้ว?
ในแคว้นต้าฉู่ มีเพียงไม่กี่เรื่องที่เขาหวาดกลัว และคนเดียวที่เขายำเกรงอย่างแท้จริงก็คือเสด็จพ่อฉู่เฉิงอวี่
ก่อนหน้านี้ที่เขาขอถอนหมั้นกับหยุนเจิง ก็ทำให้เสด็จพ่อไม่พอใจอย่างยิ่ง นับแต่วันนั้นเสด็จพ่อก็ไม่เคยเรียกเขาเข้าเฝ้าอีกเลย...
ตำหนักหย่างซิน
“ว่ามา เรื่องศพนักฆ่า 4 ศพนั่นมันยังไงกันแน่?” ฉู่เฉิงอวี่จ้องมองฉู่หยุนเหิงที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง สายตาเฉียบขาด
ฉู่หยุนเหิงก้มศีรษะต่ำ “เสด็จพ่อ...หม่อมฉันก็ไม่ทราบว่าทำไมพวกเขาถึงปรากฏตัวที่ตำหนักของหม่อมฉัน”
เพี๊ยะ!
จู่ ๆ สมุดรายงานราชการที่ทำจากไม้ไผ่ก็ถูกขว้างใส่หน้าผากของฉู่หยุนเหิงอย่างแรง!
“เจ้ายังจะกล้าหลอกข้าอีกหรือ!”
ฉู่เฉิงอวี่ตวาดลั่น น้ำเสียงแฝงความผิดหวังอย่างหนัก
เหงื่อผุดเต็มหน้าผากฉู่หยุนเหิง เขาเงยหน้าขึ้น สีหน้าซีดเผือด “เสด็จพ่อ เป็นความผิดของหม่อมฉันเอง หม่อมฉันคิดจะจ้างนักฆ่าไปกำจัดศัตรู แต่กลับถูกฆ่าเสียเอง...”
“ศัตรู? เจ้าชักนำศัตรูมาจากไหน?” ฉู่เฉิงอวี่ฟังแล้ว สีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นทันที คนที่สามารถเข้าออกพระราชวังได้อย่างอิสระ อย่างน้อยต้องเป็นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิจิตวิญญาณขึ้นไป! หรือนี่ฉู่หยุนเหิงไปก่อเรื่องกับผู้ที่น่ากลัวเช่นนั้นเข้าแล้ว?
ฉู่หยุนเหิงไม่กล้าบอกความจริง
เขาจะกล้าเอ่ยได้อย่างไร ว่าตนเองจ้างนักฆ่าเพื่อกำจัด ‘คนไร้ค่า’ คนนั้น!
สายตาเขาวูบไหว ก่อนแต่งเรื่องขึ้นมา “เป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่งคนหนึ่งในต้าฉู่ เขาคงรู้ว่าหม่อมฉันคิดจะกำจัดเขา จึงชิงจ้างมือสังหารมาป้องกันตัวก่อน”
ได้ยินคำว่า ‘พ่อค้า’ ฉู่เฉิงอวี่ก็คลายความกังวลลงเล็กน้อย
ขอแค่ไม่ใช่ยอดฝีมือจากต่างแคว้นก็ยังดี!
ฉู่เฉิงอวี่ซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับพ่อค้าคนนั้นอีกสองสามข้อ ซึ่งฉู่หยุนเหิงก็ยังตอบได้อย่างไม่ติดขัด
แต่สิ่งที่ฉู่เฉิงอวี่ไม่รู้ก็คือ หลังเสื้อของลูกชายเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
ก่อนที่ฉู่หยุนเหิงจะออกจากตำหนัก ฉู่เฉิงอวี่ก็ถามขึ้นว่า
“เจ้าจะไม่มีวันเสียใจเรื่องถอนหมั้นกับหยุนเจิงใช่หรือไม่?”
“ต่อให้ต้องตาย หม่อมฉันก็ไม่มีวันเสียใจ!” ฉู่หยุนเหิงตอบอย่างเด็ดเดี่ยว
ฉู่เฉิงอวี่ถอนหายใจเบา ๆ ในใจ สุดท้ายก็ไม่อาจจับคู่ลูกชายตนกับบุตรสาวของจวินหลานและจวินเยว่ได้
ตอนนี้ คงไม่มีทางที่เจิ้งเอ๋อร์จะเหลียวแลหยุนเหิงอีกแล้ว...
สามวันต่อมา
——จวนอ๋องหยุน
อ๋องเฒ่าหยุนและหยุนเจิงกำลังนั่งรับประทานอาหารกลางวันในโถงใหญ่
หยุนเจิงนั่งกอดอก มองดูท่านปู่ที่ทำทีเป็นอารมณ์ดีอย่างไม่วางตา
อ๋องเฒ่าหยุนหัวเราะพลางเชิญชวน “มาเถอะ เจิ้งเอ๋อร์ เจ้าดูสิ ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานจานนี้น่ากินออก รีบตักชิมดูหน่อยสิ”
“ข้าไม่ค่อยสบายใจนัก กินไม่ลงหรอก”
หยุนเจิงปรายตามองท่านปู่กับชิ้นเนื้อในตะเกียบอย่างเฉยเมย
อ๋องเฒ่าหยุนเห็นดังนั้นก็วางตะเกียบลง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นรู้สึกผิด “เจิ้งเอ๋อร์ ปู่ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเจ้าหรอกนะ...”