- หน้าแรก
- สร้างวิดิโออนาคตในโลกโต้วหลัว
- บทที่ 37 แนวคิดที่เปลี่ยนไป
บทที่ 37 แนวคิดที่เปลี่ยนไป
บทที่ 37 แนวคิดที่เปลี่ยนไป
บทที่ 37 : แนวคิดที่เปลี่ยนไป
ไม่นาน ไต้มู่ไป๋ก็พาพวกนางไปยังพื้นที่โล่งแห่งหนึ่ง
รอบด้านเป็นบ้านไม้เรียงราย พื้นที่โล่งประมาณห้าร้อยตารางเมตรตั้งอยู่ใจกลางสถาบันเชร็คพอดี ผู้สมัครที่ผ่านการสอบเบื้องต้นยืนเรียงอยู่ด้านหน้า พลังวิญญาณยุทธ์ที่แผ่ออกมาสั่นสะเทือนอากาศอย่างไม่สม่ำเสมอ
ไต้มู่ไป๋ชี้ไปยังผู้สมัครที่ยืนเรียงแถว แล้วเอ่ยกับหญิงสาวทั้งสองว่า
“ผู้ใดที่มีพลังวิญญาณยุทธ์ตั้งแต่ระดับยี่สิบห้าขึ้นไป สามารถเข้าสู่ระดับสี่ได้โดยตรงโดยไม่ต้องเสียเวลา และผู้ที่มีวิญญาณยุทธ์เป็นหญ้าเส้นสีทอง ก็สามารถเข้าสู่ระดับสี่ได้เช่นกัน”
“อ้อ ข้าระดับยี่สิบหก เช่นนั้นข้าก็สามารถไปยังระดับสี่ได้เลยสินะ” หนิง หรงหรงพยักหน้ารับ ก่อนหันไปถามชู ชูชิงว่า
“แล้วเจ้าเล่า ระดับเท่าใด?”
ชู ชูชิงตอบเรียบ ๆ ว่า
“ข้ามีพลังวิญญาณยุทธ์ระดับยี่สิบเจ็ด”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะพาพวกเจ้าสองคนไปยังชั้นสี่เดี๋ยวนี้” ไต้มู่ไป๋เอ่ย ก่อนหมุนกายพานางทั้งสองเข้าไปด้านในสถาบัน
ระหว่างเดิน ไต้มู่ไป๋ก็อธิบายเพื่อลดความตึงเครียดของสองสาว
“การสอบเข้าสถาบันเชร็คมีทั้งหมดสี่ขั้นตอน
ขั้นแรก พวกเจ้าผ่านมาแล้ว คือคัดผู้เข้าสอบที่พลังวิญญาณยุทธ์ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ด หรือสูงกว่าสิบสามปีออกไป ขั้นตอนนี้จะคัดคนออกมากที่สุด
ขั้นที่สอง คือการประเมินพลังวิญญาณยุทธ์กับความสามารถ แม้พลังจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่อาจพิสูจน์ศักยภาพในอนาคตได้ จึงต้องทดสอบว่าผู้เข้าสอบมีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ และต้องแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ดีจากการฝึกฝนในอดีต ผู้ที่มีวิญญาณยุทธ์พิเศษอาจได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีพิเศษ”
ชู ชูชิงยังคงสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับรู้สึกคาดหวังต่อสถาบันนี้ไม่น้อย — หากใช้การคัดเลือกเข้มงวดถึงเพียงนี้ ย่อมมีความสามารถไม่ธรรมดา หรืออาจมีกลวิธีลับบางอย่างในการฝึกฝนศิษย์
ไต้มู่ไป๋กล่าวต่อ
“ระดับที่สี่คือการทดสอบประสบการณ์จริง ศิษย์บางคนมีจิตวิญญาณนักสู้ที่ดีและควบคุมได้อย่างชำนาญ ทว่าพวกเขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นสูง ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ จึงไม่รู้เรื่องราวของโลกภายนอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้เชิงจริงจัง สถาบันเราจะไม่รับศิษย์ประเภทนี้ คณบดีเคยกล่าวว่า — ศิษย์ที่เอาแต่ใจ จะไม่รับ”
หนิง หรงหรงฟังแล้วกลับรู้สึกประหลาดราวกับอีกฝ่ายกำลังพูดถึงตน จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเล็กน้อย
“ท่านรับศิษย์หรือคัดเลือกภรรยากันแน่? เข้มงวดเกินไปจริง ๆ ไม่แปลกที่อาจารย์ที่ประตูจะบอกว่าที่นี่รับแต่พวกประหลาด ข้าสงสัยว่ามีแต่พวกประหลาดเท่านั้นที่จะผ่านทั้งสี่ขั้นตอนได้ ข้าอยากถามว่า ปัจจุบันสถาบันเชร็คมีศิษย์อยู่กี่คน และแต่ละปีรับได้กี่คน?”
ไต้มู่ไป๋ยิ้มขมขื่น
“นับตั้งแต่ก่อตั้งมาสิบเก้าปี สถาบันเชร็ครับศิษย์ทั้งหมดเพียงสี่สิบสองคน เฉลี่ยปีละสองคนกว่า ๆ สองปีก่อนเรายังไม่รับศิษย์แม้แต่คนเดียว ตอนนี้มีศิษย์เพียงสามคน รวมข้าด้วย”
“สามคนรึ?” หนิง หรงหรงอุทานอย่างไม่เชื่อหู
ชู ชูชิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเช่นกัน — สถาบันที่มีศิษย์เพียงสามคนยังจะเรียกว่าเป็นสถาบันได้หรือ? ดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย
ไต้มู่ไป๋เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอึดอัด
“ในทั่วทั้งทวีป เราเป็นสถาบันเดียวที่มีครูมากกว่าศิษย์ ต่อให้รับพวกเจ้าสองคนเข้าไป ก็ไม่มีทางที่จำนวนศิษย์จะมากกว่าครูได้”
หนิง หรงหรงขมวดคิ้ว
“ถ้าไม่มีศิษย์ ก็ไม่มีรายได้ สถาบันจะอยู่ได้อย่างไร?”
ไต้มู่ไป๋ตอบ
“ก็เพราะเราขาดแคลนเงินทุนจึงต้องมาตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวของข้า เกรงว่าสถาบันคงปิดไปตั้งแต่ปีที่แล้ว หากปีนี้รับศิษย์เพิ่มไม่ได้ พวกเราสามคนคงเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของสถาบันเชร็ค”
หนิง หรงหรงถามอย่างสงสัย
“เหตุใดไม่ผ่อนปรนเงื่อนไขการสอบบ้าง? ข้าเห็นคนมาสมัครไม่น้อย”
สีหน้าไต้มู่ไป๋เปลี่ยนเป็นจริงจังทันที
“คณบดีเคยกล่าวว่า — ‘ไม่มีเสียจะดีกว่ามีของไร้ค่า’ ต่อให้สถาบันเชร็คต้องปิด ก็จะไม่รับขยะ เรารับเฉพาะพวกประหลาดเท่านั้น รู้หรือไม่ว่าข้อกำหนดในการสำเร็จการศึกษาคืออะไร? เราไม่ใช่สถาบันวิญญาณยุทธ์ระดับกลางหรือสูง
เรารับเฉพาะผู้มีอายุต่ำกว่าสิบสามปี และต้องมีพรสวรรค์โดดเด่น เงื่อนไขการสำเร็จการศึกษาคือ ต้องบรรลุระดับสี่สิบก่อนอายุยี่สิบปี เฉพาะผู้ที่ก้าวถึงขั้นมหาวิญญาณจารย์เท่านั้นจึงจะสำเร็จการศึกษาได้”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา สถาบันรับศิษย์รวมทั้งสิ้นหกสิบสองคน แต่มีเพียงสิบสี่คนที่สำเร็จการศึกษา หลังจากออกจากสถาบัน แต่ละคนก็ล้วนมีชื่อเสียงก้องโลก
ผู้โดดเด่นที่สุดในบรรดาพวกเขา คือผู้อาวุโสที่อายุน้อยที่สุดในหอวิญญาณ มีอำนาจเป็นรองเพียงพระสันตะปาปา
ส่วนผู้ที่ไม่สามารถสำเร็จการศึกษาได้ ล้วนเพราะไม่อาจฝึกถึงระดับสี่สิบก่อนอายุยี่สิบปี หรือเสียชีวิตระหว่างล่าสัตว์วิญญาณ คณบดีเคยกล่าวไว้ — “หากยังไม่ถึงระดับสี่สิบเอ็ด ก็อย่าได้ทำให้สถาบันขายหน้า”
ไต้มู่ไป๋กล่าวจบด้วยสีหน้าภาคภูมิ
ชู ชูชิงและหนิง หรงหรงมองเขาเงียบ ๆ เมื่อฟังประกอบกับประกาศรับสมัครที่สัญญาจะมอบตำแหน่งไวเคานต์จักรพรรดิให้ศิษย์ที่จบการศึกษา ก็เข้าใจได้ทันทีว่าที่แท้ สถาบันนี้...ไม่ได้โกหก แต่จงใจทำให้คนเข้าใจผิด
หนิง หรงหรงแค่นเสียง
“ก่อนอายุยี่สิบ หากยังไม่ถึงระดับสี่สิบเอ็ด ก็สำเร็จการศึกษาไม่ได้รึ? ไม่แปลกที่สถาบันเจ้ากล้าประกาศเรื่องไวเคานต์จักรพรรดิ หากอายุยี่สิบปีแล้วเป็นมหาวิญญาณจารย์ระดับสี่สิบเอ็ด ตำแหน่งนั้นย่อมง่ายนัก”
ในแผ่นดินนี้ มหาวิญญาณจารย์ล้วนมีฐานะสูงศักดิ์ โดยเฉพาะระดับสูงซึ่งเป็นเป้าหมายที่ขุนนางจักรพรรดิล้วนต้องการ ด้วยตำแหน่งและศักยภาพเช่นนี้ จักรวรรดีย่อมเต็มใจมอบบรรดาศักดิ์เพื่อดึงดูด
ดังนั้น การดำเนินงานของสถาบันเชร็ค จึงเป็นการใช้รางวัลอนาคตของศิษย์มาล่อให้สมัครเข้ามาโดยแท้
ไต้มู่ไป๋เอ่ยอย่างไม่พอใจ
“อย่าพูดเช่นนั้น หากมิใช่เพราะการฝึกของสำนัก พวกเขาคงไม่ประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้...”
หนิง หรงหรงไม่รอให้เขาพูดจบ จึงขัดขึ้น
“อีกอย่าง ท่านว่าในบรรดาศิษย์ที่จบ มีผู้อาวุโสที่อายุน้อยที่สุดในหอวิญญาณใช่หรือไม่? มีอำนาจรองเพียงพระสันตะปาปา?”
“ท่านไม่รู้หรือว่า ผู้อาวุโสในหอวิญญาณล้วนมีพลังอย่างน้อยเทียบเท่าราชทินนามพรมยุทธ์?”
นางพูดพลางจ้องเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน...