เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 การล่มสลายใน【หมอกลวงใจ】

บทที่ 12 การล่มสลายใน【หมอกลวงใจ】

บทที่ 12 การล่มสลายใน【หมอกลวงใจ】


“เป็นไปไม่ได้!”

เกาอี้เผลอตะโกนลั่น ภาพเหตุการณ์ยิบย่อยก่อนหน้าระเบิดพรึ่บในหัว

พอมองย้อนกลับไป ตอนที่เขาถูกดึงเข้ามาในเกมนี้ ทุกคนในซูเปอร์มาร์เก็ตก็รวมตัวกันครบแล้ว แถมมีหมอกมาล้อมรอบ ทําให้กลายเป็นการปิดล้อมคนกลุ่มเล็กก่อตัวเสร็จสิ้น

ความเข้าใจของเขาที่มีต่อโลกนี้ ล้วนมาจากคำบอกเล่าของคนอื่น ไม่ใช่แค่เรื่องเวลา ฤดูกาล แต่รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

ข้อผิดพลาดและความขัดแย้งมีอยู่เต็มไปหมด เพียงแต่เขามองข้ามมันไปเอง

“อย่าเสียงดังค่ะ คุณเกาอี้ เดี๋ยวเด็กตื่น…”

ไนกะรีบโบกมือเบาๆ แล้วก้มดูอาการเด็กชาย ก่อนผ่อนลมหายใจ ทำสัญลักษณ์โอเค ยังไม่ตื่น

แต่เกาอี้เหงื่อเย็นไหลท่วมหลัง เมื่อเห็นความขัดแย้งชัดๆ คำถามยิ่งผุดขึ้น เสียงจึงสั่นอย่างห้ามไม่ได้

“แล้ว…เด็กคนนี้ ใครพามา?”

“ใครพามาเหรอคะ?”

ไม่ใช่แค่ไนกะ แม้แต่คู่รักนักเรียนก็ทำหน้าฉงน เหมือนไม่เข้าใจว่าเขาถามอะไร

“คุณยายครับ เด็กคนนี้…คุณเป็นคนพามาหรือเปล่า?”

จำได้ว่าตอนรวมตัวครั้งแรก คุณยายจูงมือเด็กคนนี้อยู่ เกาอี้เลยหันไปถาม

“ไม่ใช่หรอก…ตอนแรกฉันเห็นแกเดินไปเดินมาอยู่คนเดียว นึกว่าเป็นเด็กหลงทาง…”

คุณยายขมวดคิ้วจนรอยย่นบนใบหน้าย่นยู่กว่าเดิม

“แล้วมีใครเห็นบ้างไหม ว่าเด็กเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตมาได้ยังไง?!”

เกาอี้เดินถามไปรอบๆร้าน เสียงดังฟังชัด แต่ทุกคนกลับมีสีหน้ามึนงงเหมือนกันหมด

ไม่ใช่แค่เวลาที่ผิดเพี้ยน สถานที่เองก็ผิดปกติ

เขาเริ่มตระหนักว่าแนวทางสืบสวนก่อนหน้าผิดทิศทางทั้งหมด บทนี้ไม่ใช่โลกวัตถุอย่างที่คุ้นแต่มันคือ “จิตวิปลาสเหนือธรรมดา”

คนทั้งหมดในที่นี่ “ไม่มีความทรงจำที่สมบูรณ์” พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าโลกนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น

และนั่นแหละ เหตุผลที่ทำไมการสืบสวนของเกาอี้ถึงวนอยู่ที่เดิม

ตอนเขามาถึงหมอกลวงใจครั้งแรก เห็นผู้คนในซูเปอร์มาร์เก็ตก็เผลอมองตนเองเป็นผู้เล่นที่มาช่วงกลางเรื่อง โดยอัตโนมัติยังคิดอีกว่าตัวละครคนอื่น ต้องรู้เรื่องมากกว่า มีความเข้าใจที่ชัดเจน

แต่ตรงกันข้าม พวกเขากลับไม่ได้รู้ไปมากกว่าเกาอี้เลย

เด็กชายเหมือนจะได้ยินเสียงเกาอี้ ค่อยๆขยี้ตาลุกขึ้นนั่งบนโซฟา

เหลือบมองไปรอบร้าน ทุกคนต่างก้มหน้าคิดหนัก เสี่ยวหงถึงกับหัวเข่าอ่อนทรุดนั่งกอดหัวด้วยความปวดหน่วง

คำถามของเกาอี้ไปสะกิดความทรงจำของพวกเขาและความขัดแย้งระหว่าง “จำได้” กับ “ความจริงตรงหน้า” ก็เริ่มปะทุ

ทันใดนั้น พื้นอาคารสั่นสะเทือนรุนแรงกว่าตอนเปิดเกมอยู่หลายเท่า

โคมไฟบนเพดานแกว่งสุดแรง ก่อนพังหล่นตามด้วยสายไฟชอร์ตวูบวาบ

ชั้นวางสินค้าสั่นถี่ ของตกกระแทกพื้น แล้วชั้นเหล็กเริ่มเอนล้มเป็นโดมิโน

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและสบถสลับกัน แสงในร้านกระพริบติดๆดับๆ

และนั่น…ยังไม่ใช่สิ่งน่ากลัวที่สุด

ไม่ต้องมีสายตาเฉียบแหลมก็เห็นได้ ผนังกระจกด้านนอกเริ่มร้าวแตก เงาดำจำนวนมากเดินออกมาจากหมอกขาว ค่อยๆเคลื่อนเข้าหาร้าน

อธิบายรูปลักษณ์แทบไม่ได้ หรือแม้แต่จะเรียกว่าสิ่งมีชีวิตก็ยังน่าสงสัย

พวกมันสูงใหญ่ รูปทรงเหมือนมนุษย์แต่ทั้งตัวกลับดำสนิท มีแถบคล้ายผ้าพันศพลอยวนรอบกาย แม้อยู่ใกล้แหล่งกำเนิดแสงก็ยังดำทึบ

ประหนึ่งเป็นด้านตรงข้ามของแสงที่ไม่อาจถูกมนุษย์มองเห็นโดยกำเนิด

เกาอี้เคยยัดวิชาตำนานเปรียบเทียบเพื่อทำข่าวสายความเชื่อมาก่อนแต่ตัวประหลาดแบบนี้ เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก

ไม่ ปัญหาไม่ใช่ “มันคืออะไร”

ปัญหาคือ ทำไม “ความเปลี่ยนแปลง” จึงโผล่มาทันที?

ในร้าน คนอื่นๆล้วนสติแตก ไม่มีใครทันเห็นสัตว์ประหลาดข้างนอกด้วยซ้ำ ต่างเอาแต่หลบหลีกโคมไฟและเศษเพดานที่ร่วงใส่

“คำพูดของฉันไปปลุกความทรงจำที่ไม่เข้าพวก จนทำให้สมดุลของที่นี้พังลงอย่างงั้นเหรอ?”

ความคิดแล่นแว่บ ใต้ร่างสัตว์ประหลาดยักษ์ปรากฏเส้นหนวดเมือกจำนวนมาก มุดผ่านโล่คุ้มกันที่พรุนเป็นตะแกรง เข้าเจาะทะลวงเข้ามาในร้าน

ไม่ได้ ต้องทำให้ทุกคนนิ่งก่อน

เกาอี้รวบรวมสมาธิ สลับฉายาจาก【นักข่าว】เป็น【คนเป็นหนี้】ในพริบตา

สกิล 【เกมหลอกลวง】 ที่เพิ่มพลังความน่าเชื่อของคำโกหกทำงานทันที

เขาก้าวขึ้นไปยืนบนชั้นเหล็กที่พังครึ่งซีก ตะโกนก้องใส่ทั้งร้าน

“หยุดรื้อฟื้นความจำเดี๋ยวนี้! หมอกมันทำให้ความจำเราเพี้ยน ถึงได้สับสนกัน!”

เสียงเขากระจายไปทั่วทั้งร้าน แรงสั่นสะเทือนลดลงสองระดับอย่างเห็นได้ชัด

แม้แต่หนวดเมือกที่สอดเข้ามาก็ชะงักช้าลง

ดี ได้ความสนใจมาแล้ว

“หมอกข้างนอกน่าจะโจมตีจิตและความทรงจำ ของเรา เราแค่ถูกมันปั่นหัว ตัวจริงของเราไม่เป็นอะไรที!”

หนวดขยับช้าลงอีก พื้นก็สั่นน้อยลงตาม

“ใช่ครับ ทุกคน ตั้งสติ มองหน้าคนรอบๆคุณ นี่คือคนที่คุณรู้จักทั้งนั้น แค่นี้พอ อย่าพยายามนึกว่า ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น”

ต้องหาหลักยึด จุดตรึง ให้พวกเขากลับมา

คนในร้านค่อยๆสงบลง ทำตามคำของเกาอี้ เงยหน้ามองกันและกัน

แม้แต่เสี่ยวหงที่ทรุดหนักก็เริ่มคลายลง เธอนั่งกอดเข่า ตัวสั่นน้อยลง สายตากลับจ้องเกาอี้ไม่กะพริบ

เมื่อบรรยากาศนิ่งขึ้น หนวดก็หดกลับอย่างรวดเร็ว เงาดำหน้าประตูก็ถอยห่าง

แต่ต่างจากก่อนหน้า มันถอยไปใกล้กว่าเดิม หมอกหน้าทางเข้าข้นขึ้นอีก ระยะมองเห็นสั้นลงอย่างชัดเจน

สัญชาตญาณเตือนวูบ ถ้าเกิดระลอกนี้อีกครั้ง เขาอาจไม่มีโอกาสคุมสถานการณ์

ทั้งร้านเหลือเพียงเด็กชายที่ยังเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็น เหมือนตื่นเต้นกับประสบการณ์เมื่อครู่ เขาคนเดียวที่ยังไม่เข้าใจอะไรเลย

“งั้น…เด็กคนนี้…”

ไนกะอุ้มเด็กแน่น สีหน้าทั้งเป็นห่วงทั้งสับสนแต่ สัญชาตญาณปกป้องยังนำหน้าเหตุผล

“ตอนนี้อย่ารื้อฟื้นอะไรนะครับ หมอกกำลังปั่นหัวเรา เราต้องใจเย็นไว้ก่อน”

เกาอี้ย่อตัว ลูบหน้าผากเด็กเบาๆ

เรื่องหมอกเล่นงานจิต แน่นอนว่าเขากุขึ้น

ถ้าหมอกในร้านยังทำให้เพี้ยนได้ระดับนี้ สามคนที่เดินเตร็ดเตร่กลางหมอกครึ่งชั่วโมงคงเสียสติไปนานแล้ว

ทว่าฟูจิโมโตะที่ร่างใหญ่กลับเดินเข้ามาช้าๆแววตาเต็มไปด้วยแววผวาและไม่เข้าใจ

“คุณเกาอี้…ผมเข้าใจแล้ว เราทุกคนเข้าใจผลของหมอกแล้ว”

“ดีสิ แล้วทำไม?”

คำตอบของเขาไม่ได้ทำให้ฟูจิโมโตะโล่งใจ เขาเอนคออย่างไม่สบายตัว ดวงตาเลื่อนลอย

“ถ้าเรารู้จักกันหมด… เข้าใจกันหมด…งั้น คุณเป็นใคร?”

จบบทที่ บทที่ 12 การล่มสลายใน【หมอกลวงใจ】

คัดลอกลิงก์แล้ว