- หน้าแรก
- โลกจําลองพิศวง ฉายาของฉันรวมกันได้
- บทที่ 13 เดจาวูใน【หมอกลวงใจ】
บทที่ 13 เดจาวูใน【หมอกลวงใจ】
บทที่ 13 เดจาวูใน【หมอกลวงใจ】
เกาอี้เพ่งสมาธิเล็กน้อย เรียกระบบฉายาขึ้นมา
บรรทัดของภารกิจพิเศษ แสดงเวลานับถอยหลังอีกครั้ง
【Ⅰ: อยู่รอดในซูเปอร์มาร์เก็ต ‘ฮุ่ยหยง’ 12 ชั่วโมง (นับถอยหลัง 7:22:15)】
นับจากเหตุล่มสลายย่อยๆในร้าน ก็ผ่านมากว่าชั่วโมงแล้ว
อาศัยฝีมือสายสืบที่สั่งสมจากการเป็นนักข่าวเชิงสอบสวน บวกบัพจากฉายา【คนเป็นหนี้】กับ【พลเมืองจิตอาสา】 เกาอี้ก็พอประคองสติของคนอื่นๆเอาไว้ได้
ตอนนี้เขาอยู่ลำพังในห้องพักพนักงาน
เพราะโซฟาถูกหิ้วออกไป เขาเลยเอนหลังบนเก้าอี้พับแอ่นๆ มือก็เล่นของที่เพิ่งสุ่มรางวัลมา
บนรถไฟใต้ดินครั้งนั้น หลังช่วยคนโดยไม่หวังผลและชิงตั๋วได้ เขาได้สิทธิ์สุ่มสามครั้ง
ที่ผ่านมาเครียดเกินจะนึกถึง แถมไม่คาดหวังอะไรกับการสุ่มอยู่แล้ว จึงเพิ่งมาหมุนตอนนี้
และตามสไตล์ชีวิตที่เทพีแห่งโชคชะตาไม่เคยเหลียวแล
สามรางวัลคือ
【แท่งช็อกโกแลตเพิ่มพลัง】—ฟื้นแรงได้ไว แต่มีแท่งเดียว
【ไฟแช็กไร้สิ้นสุด】—จุดติดได้เรื่อยๆแต่เปลวไฟสูงสุดแค่สามเซนฯ
【ค้อนยางลม】—ยาวเกินเมตร ฟาดแล้วเจ็บจริง แถมมีโอกาสทำให้ศัตรูมึนงงเล็กน้อย…แต่จะเอาไปใช้อย่างไรดีก็ไม่รู้
เมื่อเทียบกันแล้ว 【สเปรย์พริกไทยซูเปอร์】 ที่เคยได้ ยังนับว่าดี อย่างน้อยก็ได้ใช้
ส่วนของสามชิ้นใหม่นี่…เกาอี้ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี
แต่ในเมื่อคุ้นเคยกับความซวยเรื้อรังมาทั้งชีวิตแล้ว เขาก็ไม่ได้ผิดหวังเท่าไรนัก
คนที่ทั้งชีวิตไม่เคยถูกรางวัลชนิดผู้ร่วมลุ้นมากกว่าผู้ถูกรางวัล มีของให้ใช้ก็ถือว่าดีแล้ว จะเรื่องมากไปไย
【แท่งช็อกโกแลต】—อร่อย แถมเพิ่มพลัง ใช้ได้สิ
【ไฟแช็กไร้สิ้นสุด】—ถึงจะไม่สูบบุหรี่ แต่วันเกิดเพื่อนก็ต้องมีจุดเทียน…อ้อ ลืม ไม่มีเพื่อน
อย่างน้อยทั้งชีวิตคงไม่ต้องซื้อไฟแช็กอีกแล้ว ประหยัดเงินไปก้อนหนึ่ง
【ค้อนยางลม】—เทศกาลไหนหยิบไปเล่น คนอื่นถือของเล่นแต่ของฉันหนักจริง
เขาปลอบใจตัวเอง พลางเปิด-ปิดไฟแช็กเล่นไปมา
เหตุที่มานั่งเฝ้าเดี่ยวในนี้ ก็ทั้งเพราะเขายืนยันว่า จะไม่เป็นภัยต่อใครและเพราะไม่อยากให้ตัวเองไปกระตุ้นคนในร้านจนเสียจังหวะอีก
หาแต่มุมสงบอยู่ในซูเปอร์ น่าจะปลอดภัยสุด
ตอนนี้ เกาอี้แทบจะแน่ใจแล้วถึงกลไกของหมอกลวงใจ
สรุปง่ายๆ เพราะเหตุบางอย่าง ซูเปอร์มาร์เก็ต “ฮุ่ยหยง” ถูกดึงออกมาเป็นพื้นที่เชิงนามธรรม จะว่าเสมือนจริงก็ได้ จะว่าเชิงจิตวิญญาณก็ใช่
ส่วนชาวเมืองที่เหลือ ไม่นับเกาอี้ ถูกโยนเข้ามาตรงๆ
ไม่เหมือนหนัง The Mist ที่คนกำลังช้อปกันอยู่ดีๆหมอกบุกแล้วติดอยู่ในร้าน
ที่นี่ ตั้งแต่ต้น “พวกเขาก็อยู่ในร้านนี้แล้ว”
ปริศนาหลายข้อเลยคลี่ออก ทำไมคำให้การเห็นเหตุการณ์ถึงไม่ตรงกัน
ก็เหมือนเวลา แม้แต่ฤดูกาล ยังรู้สึกไม่เหมือนกัน เพราะความทรงจำของพวกเขาไม่สมบูรณ์
โลกของพวกเขา ไม่มีกรอบรับรู้ที่ตายตัว ทั้งด้าน กาลเวลาและสถานที่
ความปั่นป่วนเมื่อครู่ ก็เพราะคำพูดของเกาอี้ดึงให้ทุกคนย้อนนึกอดีต จนทำลายสมดุลอันเปราะบางของพื้นที่นี้
“รู้แล้วว่าปัญหาอยู่ที่ไหน คนข้างนอกก็สงบลงแล้ว ก็คงไม่มีอะไร…มากสุดก็รออีกเจ็ดชั่วโมง เอาตั๋ว กลับโลกให้ได้ก่อน”
คำอธิบายของภารกิจ ชัดเจนว่าต้องเคลียร์ ภารกิจหลัก จึงจะได้ตั๋วกลับ
ถ้านั่งรอ ก็ทำได้แค่จบภารกิจระดับ Ⅰ ส่วน ภารกิจพิเศษของระบบฉายาอาจพลาดไป
แต่ถึงอย่างไร การรอดชีวิตก็สำคัญที่สุด
ว่าแต่ว่า…ความจริงของบทนี้คืออะไรกันแน่?
【ภารกิจพิเศษ: สำรวจทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน ‘ฮุ่ยหยง’ และคลี่คลายความจริงของหายนะ】
ในเมื่อสภาพฝันกึ่งจริงอย่างนี้ ก็น่าจะมีเจ้าของอยู่
หรือว่าจะเป็น เด็กชายที่ไม่มีใครรู้จักคนนั้น?
แล้วจะคลี่คลายความจริงอย่างไร จับตัวเด็กมาสอบสวน?
ไม่ได้ๆคนข้างนอกก็ใกล้จะแตกหักกันอยู่แล้ว ถ้าเกิดเรื่องวุ่นๆขึ้นมาอีกครั้ง หมอกขาวกับอสูรนั่นคงทะลวงเข้ามาแน่
รอดูท่าทีไปก่อน…
พอเกาอี้ตัดสินใจ ยังไม่ไล่ลึก ขอเน้นจบภารกิจหลักขั้นต่ำ ประตูห้องพักพนักงานก็ถูกเคาะขึ้น
“ใครครับ?”
เสียงแผ่วหวานดังออกมาจากนอกประตู
“ฉัน…เองค่ะ”
จำได้ไม่ยาก เป็นเสียงของเสี่ยวหง พนักงานปั๊มน้ำมัน
เกาอี้นวดคอ ลุกขึ้นไปเปิดประตู
เสี่ยวหงยังคงท่าทางน่าสงสาร ก้มหน้า มือสองข้างจับ-ปล่อย สลับไปมาไม่หยุด
“มีเรื่องเหรอ หรือว่ายามาดะมาก่อกวนเธออีก?”
เห็นท่าทีแบบนั้น เขาก็รู้ทันทีว่าถ้าขืนรอให้เธอเริ่มก่อนคงอดทนรอไม่ไหว จึงถามเบาๆก่อน
โผล่หน้าออกไปดูที่โถง ทุกคนแยกย้ายกันทำธุระ บางคนหลับไปแล้ว
ยามาดะผู้จัดการนั่งหน้างอที่แคชเชียร์ ดูเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่าง
“ไม…ไม่ใช่ค่ะ”
เสี่ยวหงเงยหน้าปฏิเสธ ก่อนที่สายตาจะเผลอประสานกับเกาอี้ แล้วรีบก้มลงอีก
“ยังไงก็…เข้ามาคุยข้างในก่อนเถอะ”
---
ห้องพักพนักงานพังระเนระนาดจากแผ่นดินไหวโตเมื่อครู่
โต๊ะเก้าอี้คว่ำ หลอดไฟแตก ตู้เหล็กเก็บของล้มระเนระนาด
ยังดีที่ไฟไม่ดับสนิท ไฟติดผนังบางดวงยังทำหน้าที่อยู่ ห้องจึงไม่มืดสนิทโดยสิ้นเชิ้ง
“โอเค เธออยากเล่าอะไรล่ะ”
เสี่ยวหงนั่งลง เกาอี้เอนตัวพิงขอบโต๊ะ ถามตรงๆ
“ฉัน…ไม่รู้สิคะ แค่…เหมือนจะนึกอะไรแปลกๆ ออก…”
“เอ้าๆ เราตกลงกันแล้วนะ ว่าอย่าขุดความทรงจำขึ้นออกมาอีก”
เขารีบห้าม กลัวฉากเดิม แผ่นดินไหวกับอสูรจะรีรันขึ้นมาอีกครั้ง
เสียงนั้นทำเสี่ยวหงสะดุ้ง เธอก้มหน้าหนักกว่าเดิม เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ไ…ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ แค่…รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องจริงๆ”
เกาอี้แง้มประตูไปชำเลืองร้าน ไม่มีอสูร ไม่มีแรงสั่น
จึงกลับมาพยักหน้าให้เธอ “ว่ามาเลย”
สีหน้าของเสี่ยวหงยังเต็มไปด้วยความสับสน เหมือนอยากพูดแต่ก็ชะงัก
ท้ายที่สุด เธอก็ค่อยๆเอ่ยออกมา
“ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่…มันไม่ใช่ครั้งแรก ของฉันค่ะ…”