- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 210 แดดวันนี้ช่างร้อนแรงยิ่งนัก
บทที่ 210 แดดวันนี้ช่างร้อนแรงยิ่งนัก
บทที่ 210 แดดวันนี้ช่างร้อนแรงยิ่งนัก
บทที่ 210 แดดวันนี้ช่างร้อนแรงยิ่งนัก
“ไม่แน่อาจเป็นเพราะอาจารย์ของเขาวางแผนไว้ก็ได้กระมัง?” ศิษย์หญิงศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ว่าแต่อาจารย์ของเขาช่างดูอ่อนวัยนัก”
“นั่นสิ อาจารย์ของเขาหล่อมากเลยล่ะ” อีกคนหนึ่งก็เอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจของคนก่อนหน้าออกมาตรง ๆ
“ใช่ ๆ ผู้อาวุโสใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็หล่อมากเช่นกัน” ศิษย์หญิงอีกนางเผยท่าทีเคลิบเคลิ้ม สายตานางตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ไม่เคยละจากร่างของซือเฟยฮั่นเลย
“ศิษย์ของพวกเขาก็หน้าตาดีไม่เบานะ” อีกนางร่วมวงสนทนาด้วย
“แม้แต่เจ้าหมานั่นยังหล่อเลย” หมาที่ว่าก็คือเอ๋อร์โก่วนั่นเอง หากตัดเรื่องอื่นออกไป รูปลักษณ์ของเอ๋อร์โก่วจัดว่าหล่อสะดุดตายิ่งนัก กินขาดหมาทั้งแดน
“แม้แต่ชายชุดดำยังดูเท่เลย แต่ออกจะเย็นชาหน่อย ๆ”
เป็นอันว่าแหล่งรวมสาวหลงรูปมาอยู่พร้อมหน้า ศิษย์หญิงศักดิ์สิทธิ์กลุ่มหนึ่งตอนนี้หันหลังให้ศิษย์ชายศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หันมาพูดคุยเรื่องรูปลักษณ์ของพวกเสี่ยวไป๋กันหมด
เหล่าผู้อาวุโสของพวกนางแต่ละคนต่างปวดหัวแทบจับไข้ ใบหน้ามืดมนจนแทบกลายเป็นก้นหม้อ นี่มันอะไรกัน? มารยาทหายไปไหนกันหมด? พวกเขาจึงตัดสินใจถอนคำชมก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
เสี่ยวไป๋พวกเขานั้นหารู้ไม่ว่าตัวเองกลายเป็นหัวข้อสนทนาของอีกฝ่ายไปแล้วเพราะตอนนี้พวกเขากำลังง่วนอยู่กับงาน
เสี่ยวไป๋หยิบเก้าอี้ โต๊ะ เตียง พร้อมเครื่องนอนจากแหวนมิติมากองไว้ส่วนเอ๋อร์โก่วกับคนอื่น ๆ รับหน้าที่จัดเรียงให้เข้ารูป
ซือเฟยฮั่นใช้พลังวิญญาณสร้างฐานวางโต๊ะกลมขนาดใหญ่จากนั้นหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอก็ช่วยกันวางเก้าอี้เรียงรายทีละตัว
ส่วนชายชุดดำรับหน้าที่ปูผ้าปูเตียงส่วนเอ๋อร์โก่วนั้นยืนชมเฉย ๆ เพราะไม่มีมือจะให้มันทำงานก็ออกจะโหดร้ายไปหน่อย
ผู้คนจากสำนักใกล้เคียงพากันตะลึงตาค้างกับสิ่งที่เสี่ยวไป๋พวกเขาทำ
สีหน้าทุกคนดูราวกับจะพูดว่า “พวกข้ากับสหายของข้าช็อกจนพูดไม่ออกแล้ว”
“พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่านี่มันเวทีประลองที่สำหรับประลองฝีมือ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งจากสำนักใกล้เคียงอดรนทนไม่ไหวจึงเอ่ยเตือน
ที่เขาพูดน่ะไม่ใช่เพราะห่วงใย แต่เพราะหมั่นไส้ล้วน ๆ คนอื่นเขาเอาแหวนมิติมาใส่หินวิญญาณ เคล็ดวิชาหรือสมบัติกันทั้งนั้น แล้วนี่อะไร? ขนเฟอร์นิเจอร์มาเนี่ยนะ? คิดจะอยู่ที่ไหนก็เป็นบ้านเลยเรอะ?
“ข้ารู้ พวกเจ้าจะประลองของพวกเจ้า เราจะดูของเรา ไม่กวนกันก็แล้วกัน” เสี่ยวไป๋ตอบขณะช่วยชายชุดดำปูเตียง
“ไม่ใช่เรื่องนั้น...เจ้าเล่นทำขนาดนี้มันเด่นเกินไปแล้ว” ว่าตามตรง ที่เขาพูดนี่มันเพราะอิจฉาชัด ๆ คนอื่นเขาเหาะลอยกลางอากาศกันหมด ดีสุดก็แค่ขัดสมาธิบนฟ้า แต่นี่อะไร? ไม่แค่มีเก้าอี้ยังมีเตียงแถมผ้าห่มอีก บัดซบนี่มันพีกเกินไปแล้ว
เสี่ยวไป๋หันมองรอบ ๆ แล้วก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นจุดสนใจจริง ๆ ทุกสายตามองมาทางพวกเขาแทบหมด
เขาเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง นอกจากส่งสายตา ‘???’ กลับไป นี่พวกเจ้าว่างมากกันหรือไร? แค่จัดที่พักเองนะ จำเป็นต้องจ้องกันขนาดนี้เลยหรือ?
“แดดวันนี้ร้อนดีแท้” เสี่ยวไป๋เงยหน้ามองดวงตะวันที่แผดแสงจ้า แม้เขาจะชอบอาบแดดแต่วันนี้ดูจะร้อนเกินไปจริง ๆ
“นั่นมันปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทน ๆ ไปเถอะ ฮึ่ม” ผู้อาวุโสสำนักหนึ่งบ่นงึมงำ เจ้าขนข้าวของมาเต็มขนาดนี้สุดท้ายก็ยังต้องตากแดดอยู่ดี
ทันใดนั้นเสี่ยวไป๋ก็หยิบใบตองขนาดใหญ่หลายใบออกจากแหวนมิติ แล้วใช้พลังวิญญาณตั้งไว้รอบเตียงและเก้าอี้ เป็นร่มบังแดดประดิษฐ์ขึ้นทันตา
เสียงร้องอุทานดังขึ้นพร้อมกัน “อุเหม่”
แหวนมิติเจ้านี่มันใส่อะไรกันมาบ้าง? ทำไมถึงมีแม้แต่ใบตอง? นี่มันไม่ใช่มาประลองแล้ว เจ้าคือมาพักร้อนใช่ไหม?
จากนั้นเสี่ยวไป๋ก็หยิบขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม วัตถุดิบทำอาหารรวมไปถึงหม้อ จาน ถ้วย ชาม อุปกรณ์ครัวสารพัดอย่างออกมาอีก
เสียงร้องอุทานยิ่งดังขึ้น “พอได้แล้วมั้ง?”
เอาอาหารมาก็พอเข้าใจ แต่นี่เล่นขนเครื่องครัวมาทั้งเซ็ต มันหมายความว่าไง?
“คนผู้นี้จิตใจไม่มั่นคงเป็นแน่แท้ ย่อมไม่มีวันบรรลุความยิ่งใหญ่” ผู้อาวุโสสำนักหนึ่งเอ่ยอย่างเย็นชา
ทว่าใคร ๆ ก็รู้ดีว่านั่นเป็นคำพูดที่อิจฉาล้วน ๆ คนไหนเจอสถานการณ์แบบนี้ก็ต้องอิจฉาทั้งนั้น
“พวกเขารู้จักเสพสุขดีแท้”
“ใช่แล้ว ข้าเองก็อิจฉาเหมือนกัน”
“ใคร ๆ ก็ว่าชายที่ทำอาหารเป็นนั้นหล่อที่สุด ดูท่าจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว”
“พวกเจ้าว่าหากพวกเราเข้าไปพูดคุยก่อน เขาจะรังเกียจหรือเปล่า?”
“ไม่น่าใช่นะ ดูจากท่าทีแล้วเป็นสุภาพบุรุษทั้งนั้น ไม่น่าใจแคบถึงเพียงนั้นหรอก”
“งั้นไปตอนนี้เลยไหม?”
“ไปสิ ไปกันเดี๋ยวนี้เลย”
ศิษย์หญิงศักดิ์สิทธิ์หลายคนจับมือกันเตรียมจะเข้าไปทักทาย แต่ก็ถูกมือใหญ่หลายข้างขวางไว้ก่อน
พวกที่ขวางไว้คือผู้อาวุโสของพวกนาง แต่ละคนหน้าเขียวคล้ำแทบดำเป็นหม้อ “ห้ามใครทั้งนั้น นั่งอยู่ตรงนี้ให้เรียบร้อย ศิษย์หญิงศักดิ์สิทธิ์แท้ ๆ กลับคิดเรื่องน่าอัปยศเช่นนี้ พวกเจ้าทำให้หน้าสำนักต้องแปดเปื้อน”
ศิษย์หญิงทั้งหลายได้แต่ถอนใจ แล้วนั่งลงอย่างหมดเรี่ยวแรง ออร่าร่าเริงหายวับไปกับตา
เหล่าศิษย์ชายศักดิ์สิทธิ์เห็นดังนั้นก็รู้สึกหึงหวงแทบกระอัก บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นเปรี้ยวจี๊ดทั่วฟ้า นี่แหละคำว่า “ความอิจฉาเปลี่ยนสีหน้าได้จริง ๆ”
“รอดูก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะกระทืบเจ้าจนต้องร้องขอชีวิตแน่” เหล่าศิษย์ชายศักดิ์สิทธิ์ต่างก็กำหมัดลั่นคำสัญญาในใจ แม้คนที่พวกเขาอิจฉาจะไม่ได้ลงแข่ง แต่ไม่เป็นไร ยังมีคนในกลุ่มนั้นอีกที่ลง พวกเขาจะเน้นโจมตีใส่ผู้นั้นแทน
…
“ปังปังปัง” เสียงผายลมระเบิดดั่งลูกระเบิดดังขึ้นต้นเรื่องมาจากชายร่างใหญ่กลุ่มหนึ่งซึ่งถูกสาปโดยเอ๋อร์โก่วผ่านแผ่นตรวจตรา
บริเวณที่พวกเขาอยู่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพราะกลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงเกินรับไหวจนคนรอบข้างต้องหนีหาย
“พวกเรานี่ชะตาขาดจริง ๆ ตั้งแต่เมื่อวานก็ผายลมไม่หยุดเลย ข้าว่าเราน่าจะเปลี่ยนไปทำงานจุดประทัดได้แล้วมั้ง” ชายร่างใหญ่คนหนึ่งบ่นอย่างหดหู่ จนตอนนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
“เฮ้อ จริง ข้ากินข้าวเกือบสำลักตายเมื่อวานเลยนะ” อีกคนก็เศร้าสร้อยเช่นกัน
“เฮ้อ ข้าก็เกือบสำลักน้ำตายตอนดื่มเมื่อวาน” ดูท่าว่าพวกเขาเริ่มเปรียบเทียบความทุกข์กันแล้ว
“เมื่อคืนข้านอนอยู่เตียงพัง คนอื่นเข้าใจว่าเพราะข้าผายลม ข้าจะไม่มีวันลืมสายตาที่พวกเขามองข้าเด็ดขาด” อีกคนกล่าวอย่างปวดร้าว
“ปู๊ด”
“ปู๊ด”
“ปู๊ด”
เสียงหัวเราะดังขึ้นตามมา พวกเขาพยายามกลั้นขำมาตลอดสุดท้ายก็ทนไม่ไหว หัวเราะออกมาอย่างสุดเสียง
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” ชายร่างใหญ่หลายคนหัวเราะจนตัวสั่น บางคนถึงกับลงไปนอนกลิ้งกับพื้นแล้วกุมท้องหัวเราะด้วยความขำจนหยุดไม่อยู่