เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 210 แดดวันนี้ช่างร้อนแรงยิ่งนัก

บทที่ 210 แดดวันนี้ช่างร้อนแรงยิ่งนัก

บทที่ 210 แดดวันนี้ช่างร้อนแรงยิ่งนัก


บทที่ 210 แดดวันนี้ช่างร้อนแรงยิ่งนัก

“ไม่แน่อาจเป็นเพราะอาจารย์ของเขาวางแผนไว้ก็ได้กระมัง?” ศิษย์หญิงศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ว่าแต่อาจารย์ของเขาช่างดูอ่อนวัยนัก”

“นั่นสิ อาจารย์ของเขาหล่อมากเลยล่ะ” อีกคนหนึ่งก็เอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจของคนก่อนหน้าออกมาตรง ๆ

“ใช่ ๆ ผู้อาวุโสใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็หล่อมากเช่นกัน” ศิษย์หญิงอีกนางเผยท่าทีเคลิบเคลิ้ม สายตานางตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ไม่เคยละจากร่างของซือเฟยฮั่นเลย

“ศิษย์ของพวกเขาก็หน้าตาดีไม่เบานะ” อีกนางร่วมวงสนทนาด้วย

“แม้แต่เจ้าหมานั่นยังหล่อเลย” หมาที่ว่าก็คือเอ๋อร์โก่วนั่นเอง หากตัดเรื่องอื่นออกไป รูปลักษณ์ของเอ๋อร์โก่วจัดว่าหล่อสะดุดตายิ่งนัก กินขาดหมาทั้งแดน

“แม้แต่ชายชุดดำยังดูเท่เลย แต่ออกจะเย็นชาหน่อย ๆ”

เป็นอันว่าแหล่งรวมสาวหลงรูปมาอยู่พร้อมหน้า ศิษย์หญิงศักดิ์สิทธิ์กลุ่มหนึ่งตอนนี้หันหลังให้ศิษย์ชายศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หันมาพูดคุยเรื่องรูปลักษณ์ของพวกเสี่ยวไป๋กันหมด

เหล่าผู้อาวุโสของพวกนางแต่ละคนต่างปวดหัวแทบจับไข้ ใบหน้ามืดมนจนแทบกลายเป็นก้นหม้อ นี่มันอะไรกัน? มารยาทหายไปไหนกันหมด? พวกเขาจึงตัดสินใจถอนคำชมก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

เสี่ยวไป๋พวกเขานั้นหารู้ไม่ว่าตัวเองกลายเป็นหัวข้อสนทนาของอีกฝ่ายไปแล้วเพราะตอนนี้พวกเขากำลังง่วนอยู่กับงาน

เสี่ยวไป๋หยิบเก้าอี้ โต๊ะ เตียง พร้อมเครื่องนอนจากแหวนมิติมากองไว้ส่วนเอ๋อร์โก่วกับคนอื่น ๆ รับหน้าที่จัดเรียงให้เข้ารูป

ซือเฟยฮั่นใช้พลังวิญญาณสร้างฐานวางโต๊ะกลมขนาดใหญ่จากนั้นหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอก็ช่วยกันวางเก้าอี้เรียงรายทีละตัว

ส่วนชายชุดดำรับหน้าที่ปูผ้าปูเตียงส่วนเอ๋อร์โก่วนั้นยืนชมเฉย ๆ เพราะไม่มีมือจะให้มันทำงานก็ออกจะโหดร้ายไปหน่อย

ผู้คนจากสำนักใกล้เคียงพากันตะลึงตาค้างกับสิ่งที่เสี่ยวไป๋พวกเขาทำ

สีหน้าทุกคนดูราวกับจะพูดว่า “พวกข้ากับสหายของข้าช็อกจนพูดไม่ออกแล้ว”

“พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่านี่มันเวทีประลองที่สำหรับประลองฝีมือ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งจากสำนักใกล้เคียงอดรนทนไม่ไหวจึงเอ่ยเตือน

ที่เขาพูดน่ะไม่ใช่เพราะห่วงใย แต่เพราะหมั่นไส้ล้วน ๆ คนอื่นเขาเอาแหวนมิติมาใส่หินวิญญาณ เคล็ดวิชาหรือสมบัติกันทั้งนั้น แล้วนี่อะไร? ขนเฟอร์นิเจอร์มาเนี่ยนะ? คิดจะอยู่ที่ไหนก็เป็นบ้านเลยเรอะ?

“ข้ารู้ พวกเจ้าจะประลองของพวกเจ้า เราจะดูของเรา ไม่กวนกันก็แล้วกัน” เสี่ยวไป๋ตอบขณะช่วยชายชุดดำปูเตียง

“ไม่ใช่เรื่องนั้น...เจ้าเล่นทำขนาดนี้มันเด่นเกินไปแล้ว” ว่าตามตรง ที่เขาพูดนี่มันเพราะอิจฉาชัด ๆ คนอื่นเขาเหาะลอยกลางอากาศกันหมด ดีสุดก็แค่ขัดสมาธิบนฟ้า แต่นี่อะไร? ไม่แค่มีเก้าอี้ยังมีเตียงแถมผ้าห่มอีก บัดซบนี่มันพีกเกินไปแล้ว

เสี่ยวไป๋หันมองรอบ ๆ แล้วก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นจุดสนใจจริง ๆ ทุกสายตามองมาทางพวกเขาแทบหมด

เขาเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง นอกจากส่งสายตา ‘???’ กลับไป นี่พวกเจ้าว่างมากกันหรือไร? แค่จัดที่พักเองนะ จำเป็นต้องจ้องกันขนาดนี้เลยหรือ?

“แดดวันนี้ร้อนดีแท้” เสี่ยวไป๋เงยหน้ามองดวงตะวันที่แผดแสงจ้า แม้เขาจะชอบอาบแดดแต่วันนี้ดูจะร้อนเกินไปจริง ๆ

“นั่นมันปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทน ๆ ไปเถอะ ฮึ่ม” ผู้อาวุโสสำนักหนึ่งบ่นงึมงำ เจ้าขนข้าวของมาเต็มขนาดนี้สุดท้ายก็ยังต้องตากแดดอยู่ดี

ทันใดนั้นเสี่ยวไป๋ก็หยิบใบตองขนาดใหญ่หลายใบออกจากแหวนมิติ แล้วใช้พลังวิญญาณตั้งไว้รอบเตียงและเก้าอี้ เป็นร่มบังแดดประดิษฐ์ขึ้นทันตา

เสียงร้องอุทานดังขึ้นพร้อมกัน “อุเหม่”

แหวนมิติเจ้านี่มันใส่อะไรกันมาบ้าง? ทำไมถึงมีแม้แต่ใบตอง? นี่มันไม่ใช่มาประลองแล้ว เจ้าคือมาพักร้อนใช่ไหม?

จากนั้นเสี่ยวไป๋ก็หยิบขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม วัตถุดิบทำอาหารรวมไปถึงหม้อ จาน ถ้วย ชาม อุปกรณ์ครัวสารพัดอย่างออกมาอีก

เสียงร้องอุทานยิ่งดังขึ้น “พอได้แล้วมั้ง?”

เอาอาหารมาก็พอเข้าใจ แต่นี่เล่นขนเครื่องครัวมาทั้งเซ็ต มันหมายความว่าไง?

“คนผู้นี้จิตใจไม่มั่นคงเป็นแน่แท้ ย่อมไม่มีวันบรรลุความยิ่งใหญ่” ผู้อาวุโสสำนักหนึ่งเอ่ยอย่างเย็นชา

ทว่าใคร ๆ ก็รู้ดีว่านั่นเป็นคำพูดที่อิจฉาล้วน ๆ คนไหนเจอสถานการณ์แบบนี้ก็ต้องอิจฉาทั้งนั้น

“พวกเขารู้จักเสพสุขดีแท้”

“ใช่แล้ว ข้าเองก็อิจฉาเหมือนกัน”

“ใคร ๆ ก็ว่าชายที่ทำอาหารเป็นนั้นหล่อที่สุด ดูท่าจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว”

“พวกเจ้าว่าหากพวกเราเข้าไปพูดคุยก่อน เขาจะรังเกียจหรือเปล่า?”

“ไม่น่าใช่นะ ดูจากท่าทีแล้วเป็นสุภาพบุรุษทั้งนั้น ไม่น่าใจแคบถึงเพียงนั้นหรอก”

“งั้นไปตอนนี้เลยไหม?”

“ไปสิ ไปกันเดี๋ยวนี้เลย”

ศิษย์หญิงศักดิ์สิทธิ์หลายคนจับมือกันเตรียมจะเข้าไปทักทาย แต่ก็ถูกมือใหญ่หลายข้างขวางไว้ก่อน

พวกที่ขวางไว้คือผู้อาวุโสของพวกนาง แต่ละคนหน้าเขียวคล้ำแทบดำเป็นหม้อ “ห้ามใครทั้งนั้น นั่งอยู่ตรงนี้ให้เรียบร้อย ศิษย์หญิงศักดิ์สิทธิ์แท้ ๆ กลับคิดเรื่องน่าอัปยศเช่นนี้ พวกเจ้าทำให้หน้าสำนักต้องแปดเปื้อน”

ศิษย์หญิงทั้งหลายได้แต่ถอนใจ แล้วนั่งลงอย่างหมดเรี่ยวแรง ออร่าร่าเริงหายวับไปกับตา

เหล่าศิษย์ชายศักดิ์สิทธิ์เห็นดังนั้นก็รู้สึกหึงหวงแทบกระอัก บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นเปรี้ยวจี๊ดทั่วฟ้า นี่แหละคำว่า “ความอิจฉาเปลี่ยนสีหน้าได้จริง ๆ”

“รอดูก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะกระทืบเจ้าจนต้องร้องขอชีวิตแน่” เหล่าศิษย์ชายศักดิ์สิทธิ์ต่างก็กำหมัดลั่นคำสัญญาในใจ แม้คนที่พวกเขาอิจฉาจะไม่ได้ลงแข่ง แต่ไม่เป็นไร ยังมีคนในกลุ่มนั้นอีกที่ลง พวกเขาจะเน้นโจมตีใส่ผู้นั้นแทน

“ปังปังปัง” เสียงผายลมระเบิดดั่งลูกระเบิดดังขึ้นต้นเรื่องมาจากชายร่างใหญ่กลุ่มหนึ่งซึ่งถูกสาปโดยเอ๋อร์โก่วผ่านแผ่นตรวจตรา

บริเวณที่พวกเขาอยู่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพราะกลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงเกินรับไหวจนคนรอบข้างต้องหนีหาย

“พวกเรานี่ชะตาขาดจริง ๆ ตั้งแต่เมื่อวานก็ผายลมไม่หยุดเลย ข้าว่าเราน่าจะเปลี่ยนไปทำงานจุดประทัดได้แล้วมั้ง” ชายร่างใหญ่คนหนึ่งบ่นอย่างหดหู่ จนตอนนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น

“เฮ้อ จริง ข้ากินข้าวเกือบสำลักตายเมื่อวานเลยนะ” อีกคนก็เศร้าสร้อยเช่นกัน

“เฮ้อ ข้าก็เกือบสำลักน้ำตายตอนดื่มเมื่อวาน” ดูท่าว่าพวกเขาเริ่มเปรียบเทียบความทุกข์กันแล้ว

“เมื่อคืนข้านอนอยู่เตียงพัง คนอื่นเข้าใจว่าเพราะข้าผายลม ข้าจะไม่มีวันลืมสายตาที่พวกเขามองข้าเด็ดขาด” อีกคนกล่าวอย่างปวดร้าว

“ปู๊ด”

“ปู๊ด”

“ปู๊ด”

เสียงหัวเราะดังขึ้นตามมา พวกเขาพยายามกลั้นขำมาตลอดสุดท้ายก็ทนไม่ไหว หัวเราะออกมาอย่างสุดเสียง

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” ชายร่างใหญ่หลายคนหัวเราะจนตัวสั่น บางคนถึงกับลงไปนอนกลิ้งกับพื้นแล้วกุมท้องหัวเราะด้วยความขำจนหยุดไม่อยู่

จบบทที่ บทที่ 210 แดดวันนี้ช่างร้อนแรงยิ่งนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว