- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 211 คุยโวเกินไป ระวังเอวเคล็ด
บทที่ 211 คุยโวเกินไป ระวังเอวเคล็ด
บทที่ 211 คุยโวเกินไป ระวังเอวเคล็ด
บทที่ 211 คุยโวเกินไป ระวังเอวเคล็ด
“ขำอะไรกันนักหนา?” ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งสีหน้าเต็มไปด้วยเส้นเลือด เขาขำไม่ออกเลยสักนิด
“ไม่ใช่แค่ขำธรรมดา มันขำมากต่างหากล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” ชายร่างใหญ่อีกคนวางมือลงบนบ่าเขาแล้วหัวเราะลั่น
“ใช่ ๆ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” พวกพ้องที่เหลือต่างก็พยักหน้ารับพร้อมเสียงหัวเราะ
…
ทางด้านเสี่ยวไป๋ ในตอนนี้เขากำลังหยิบผลไม้ออกมาจากแหวนมิติวางไว้บนโต๊ะกลมเตรียมนำไปคั้นเป็นน้ำผลไม้
“เสียดายที่ไม่ได้แช่เย็น” เสี่ยวไป๋ถอนหายใจ ทุกอย่างกำลังดี แต่ไม่มีน้ำแข็ง หน้าร้อนแบบนี้ไม่มีเครื่องดื่มเย็น ๆ มันช่างทรมานนัก
“มีแล้ว” เสี่ยวไป๋ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ระบบ เอาวิชาธาตุน้ำแข็งมาเล่มหนึ่ง”
“เจ้าจะเอาไปทำอะไร?” ระบบถามด้วยความสงสัย แต่สุดท้ายก็ยังคงจัดวิชาให้เขา
“ชื่อ: บรรพชนแห่งน้ำแข็ง
ประเภท: เคล็ดวิชา
ผู้สร้าง: ผู้ยิ่งใหญ่ลึกลับแห่งระบบ
ผลลัพธ์: เช่นเดียวกับบรรพชนแห่งอัคคี แข็งแกร่งที่สุดในธาตุน้ำแข็ง ไม่จำเป็นต้องอธิบาย การอธิบายคือการดูแคลนชื่อของมัน เก่งเวอร์โชว์เทพก็พอแล้ว”
หลังจากเสี่ยวไป๋ได้รับเคล็ดวิชา เขาก็เข้าสู่สภาวะเข้าใจแจ่มแจ้งทันที
“ซู่ ซู่ ซู่” ลมหายใจเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกจากร่างของเสี่ยวไป๋อย่างรุนแรง กลืนกินเวทีประลองในพริบตา ความร้อนทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยไอสังหารเยือกแข็งจนราวกับสามารถแช่แข็งกาลเวลาได้
“พลังน้ำแข็งนี้น่ากลัวนัก” ผู้คนต่างมองเสี่ยวไป๋ด้วยสายตาเปลี่ยนไป เคล็ดวิชาธาตุน้ำแข็งนั้นหาได้ยากนัก แต่เสี่ยวไป๋กลับแผ่ไอสังหารรุนแรงถึงเพียงนี้
“พี่ชายช่างแข็งแกร่งยิ่ง” ซือเฟยฮั่นถึงกับกลายร่างเป็นหนุ่มน้อยคลั่งไคล้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสพลังน้ำแข็งระดับนี้อย่างใกล้ชิด ยืนเคียงข้างเสี่ยวไป๋ถึงกับรู้สึกว่ากาลเวลาได้หยุดนิ่ง
“พลังธาตุน้ำแข็งนี่...” เอ๋อร์โก่วขมวดคิ้วจ้องมองลมหายใจเยือกแข็งที่แผ่ออกมาจากเสี่ยวไป๋ เขาไม่เคยพบพลังน้ำแข็งที่รุนแรงถึงเพียงนี้มาก่อนและแน่นอนว่าแข็งแกร่งยิ่งกว่าพลังของเทพใด ๆ และไม่ได้เหนือกว่าเพียงเล็กน้อยเสียด้วย
คำถามว่าเสี่ยวไป๋เป็นใครกันแน่ยังคงเป็นปริศนาในใจเอ๋อร์โก่วที่ไม่เคยคลี่คลาย
ทางฝั่งเจียงเซิ่งหลิงกับอาจารย์ของเขาก็เช่นกัน สีหน้าทั้งสองเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“พลังวิญญาณธาตุน้ำแข็งนี่รุนแรงยิ่งนัก” เฒ่าชรากล่าวเสียงต่ำ กระแสพลังน้ำแข็งสายนี้รุนแรงถึงขั้นที่แม้แต่เขาเองยังมิอาจต้านทานได้
“ท่านอาจารย์ ท่านคิดว่าระดับพลังของเขาอยู่ที่ใด?” เจียงเซิ่งหลิงเอ่ยถาม
“เรื่องนี้ข้าเองก็ตอบไม่ได้ เขาไม่ได้เผยระดับพลังออกมาเลย แม้แต่ข้าก็ไม่อาจหยั่งถึง ดูจากพลังน้ำแข็งนี้ต่ำสุดต้องเป็นจักรพรรดิเทพเป็นแน่” เฒ่าชราตอบ ก่อนจะกล่าวต่อเบา ๆ “แต่ในหมู่จักรพรรดิเทพก็ไม่มีผู้ใดฝึกธาตุน้ำแข็งนี่นา เขาเป็นใครกันแน่? หรือว่าเป็นคนจากที่นั่น”
“สหายผู้นี้ ไม่ทราบว่าเจ้าปล่อยพลังออกมารุนแรงเช่นนี้เพื่อสิ่งใด?” ผู้อาวุโสจากสำนักใหญ่คนหนึ่งเอ่ยถามเสียงเข้ม พวกที่หวาดระแวงมักคิดว่าใคร ๆ ก็จ้องจะเล่นงานตน
“ขออภัย ข้าพึ่งฝึกเคล็ดวิชาเล่มหนึ่ง แล้วก็สำเร็จในคราแรก” เสี่ยวไป๋เกาศีรษะ ตอบด้วยความรู้สึกผิด
เมื่อครู่หลังจากที่เขาบรรลุวิชาก็เผลอปล่อยพลังออกไปนิดหน่อยจึงกลายเป็นสถานการณ์เช่นนี้
“เจ้าพึ่งบรรลุเมื่อครู่นี้เอง?” เหล่าผู้อาวุโสอดถามพร้อมกันไม่ได้ เป็นไปได้ยังไงพึ่งฝึกไม่นานกลับมีพลังแผ่อำนาจกดดันได้ถึงเพียงนี้?
แล้วยังจะเรื่องเวลาอีก เมื่อครู่เจ้ายังจัดโต๊ะอยู่เลยมาบรรลุวิชาระดับสุดยอดในระยะเวลาสั้นขนาดนี้ได้อย่างไร? เจ้านึกว่าเรางมงายหรือไร?
“แน่นอน ข้าพึ่งฝึกธาตุน้ำแข็งครั้งแรกนี่แหละ” เสี่ยวไป๋กล่าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความจริงใจ แต่สายตาผู้คนรอบข้างกลับเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ
“หึ”
“หึ” เสียงเย้ยหยันเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จากผู้คนรอบข้าง
ทุกคนล้วนหัวเราะเยาะในใจว่า “เอาเถอะ เจ้าก็โกหกต่อไปเถิด ใครจะเชื่อเรื่องพรรค์นี้กัน?”
“พวกเจ้าไม่เชื่อ?” เสี่ยวไป๋ถาม
ไม่มีใครตอบ มีเพียงรอยยิ้มเย็น ๆ เป็นคำตอบ
“ข้าไม่ได้โกหกสักหน่อย ไม่เชื่อก็ถามคนพวกนี้ดูสิ” เสี่ยวไป๋รีบชี้ไปที่เอ๋อร์โก่วและซือเฟยฮั่น “พวกเขาอยู่กับข้าตลอด พวกเขารู้ว่าข้าไม่เคยฝึกเคล็ดวิชาธาตุน้ำแข็งมาก่อนเลย”
เอ๋อร์โก่ว “ข้าเองก็ไม่เชื่อ” ไม่ใช่เพราะเขาคิดจะขัดขาเสี่ยวไป๋ แต่เป็นเพราะมันน่าเชื่อยากจริง ๆ พลังธาตุน้ำแข็งระดับนี้ เจ้าบอกว่าเพิ่งฝึกเมื่อครู่นี้ ใครจะไปเชื่อได้?
ซือเฟยฮั่น “พี่ชาย แม้ข้าจะไม่อยากพูดเช่นนี้ แต่ข้าก็ไม่เชื่อจริง ๆ”
เหตุผลของเขาก็ไม่ต่างจากเอ๋อร์โก่วเลยสักนิด พลังเชี่ยวชาญระดับนี้มันไม่ใช่แค่ฝึกวันสองวันก็ทำได้ มันเหมือนคนที่ฝึกมาตลอดชีวิตจนเข้าถึงมหาสัจธรรมเสียมากกว่า
“พวกเจ้า...เจ้าสองคนมันทรยศ” เสี่ยวไป๋ชี้หน้าเอ๋อร์โก่วกับซือเฟยฮั่นอย่างหัวเสีย
“สหายผู้นี้แม้แต่เพื่อนของเจ้าก็ไม่เชื่อ แล้วพวกข้าจะเชื่อได้อย่างไร?” ผู้อาวุโสสำนักหนึ่งกล่าวพลางแค่นยิ้ม สถานการณ์เช่นนี้พวกเขาชื่นชอบเป็นพิเศษ
“ข้าพึ่งฝึกจริง ๆ นะ เพียงแค่ข้ามีพรสวรรค์เหนือผู้ใดเท่านั้นเอง” เสี่ยวไป๋กล่าวอย่างจนปัญญา เขาพูดจริงทั้งหมด แต่ทำไมกลายเป็นคนเพ้อเจ้อไปได้?
“พรสวรรค์เหนือผู้ใด? หรือเจ้าจะหมายถึงแค่เห็นก็เข้าถึงจุดสูงสุดของวิชาได้เลยงั้นหรือ?” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งหัวเราะเยาะ เขายกถ้วยชาขึ้นจิบราวกับมองเห็นชัยชนะแล้ว
“ใช่แล้ว เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าพรสวรรค์ท่วมฟ้า?” เสี่ยวไป๋กล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
“ปู้” น้ำชาในปากของผู้อาวุโสคนนั้นพุ่งใส่หน้าศิษย์ของตน
ศิษย์หนุ่มหน้าเหวอ “อาจารย์ ข้าบริการท่านดีขนาดนี้ ทำไมท่านถึงปฏิบัติกับข้าเยี่ยงนี้เล่า”
ผู้อาวุโสส่งสายตาแบบ ‘ข้าไม่ได้ตั้งใจ เจ้าควรเข้าใจข้านะ’
เมื่อเสี่ยวไป๋สารภาพว่าตนคือเทพพรสวรรค์อย่างไม่ละอาย ผู้คนรอบข้างถึงกับมุมปากกระตุกพร้อมกัน
“สหายผู้นี้ขอเตือนว่าอย่าคุยโวเกินไปนัก ระวังเอวเคล็ดไม่รู้ตัว” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา พวกเขามองเสี่ยวไป๋เป็นแค่คนชอบโอ้อวด พวกเด็กหนุ่มที่ยังไม่เจนโลกเช่นนี้มักจะพลาดท่าจนหมดตัว
“ข้าเคยคุยโวที่ไหน? ข้าแค่พูดจากความจริงเท่านั้น” เสี่ยวไป๋กล่าวอย่างมั่นใจ ถึงเขาจะไม่เคยฝึกมาก่อน แต่ด้วยพรสวรรค์ของเขาต่อให้ไม่ต้องดูวิชาก็สามารถบรรลุถึงขั้นสูงสุดได้
“หึ คุยไปเถอะ แต่ระวังให้ดี หากคุยโวไว้มากเกินจะกลับตัวไม่ทัน ถึงตอนนั้นแม้เจ้าจะเสียใจก็คงสายเกินไปแล้ว” ผู้อาวุโสอีกคนกล่าวเสียงเย็น
ในสายตาของเขา เสี่ยวไป๋ก็แค่คนโชคดีได้วิชาระดับสูงมา แล้วเอามาอวดไปทั่วเท่านั้น
“ใช่ ๆ เด็กหนุ่มอย่าหุนหันนักเลย”
ฝูงชนเริ่มรุมสมทบ แข่งกันกล่าวเยาะเย้ยเสี่ยวไป๋ ตอนนี้พวกเขารวมพลังกันถล่มเสี่ยวไป๋อย่างพร้อมเพรียงเพราะยิ่งเรื่องวุ่นวาย คนดูยิ่งสนุก ยิ่งยุยิ่งมัน
ที่พวกเขากล้าทำเช่นนี้เพราะเห็นว่าเสี่ยวไป๋ยังหนุ่มแน่น ต่อให้มีพรสวรรค์แต่ก็ไม่น่าเกรงขาม หากเป็นยอดฝีมือจริง ๆ พวกเขาคงนั่งก้มหน้ากลั้นหายใจไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตา