- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 195 บัดซบ
บทที่ 195 บัดซบ
บทที่ 195 บัดซบ
บทที่ 195 บัดซบ
‘หรือว่ามันดูอะไรออกไปแล้ว?’ ชายชุดดำคิดอยู่เงียบ ๆ ในใจ ตลอดช่วงเวลาที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน เขายิ่งแน่ใจขึ้นเรื่อย ๆ ว่า เจ้าสุนัขที่ดูเหมือนธรรมดาตัวนี้ แท้จริงแล้วไม่มีสิ่งใดธรรมดาเลยสักนิด
ขณะนั้น เสี่ยวไป๋ก็กลับมาหลังชำระเงินเสร็จ
“เตรียมตัวออกเดินทาง” เสี่ยวไป๋คว้าข้อมือชายชุดดำอย่างคล่องแคล่ว แล้วพาทั้งเอ๋อร์โก่วกับพรรคพวกเคลื่อนย้ายฉับพลัน
ในช่วงแรกชายชุดดำยังรู้สึกฝืนใจ แต่หลังจากผ่านไปนานเข้า เขาก็เริ่มชินจึงปล่อยให้เสี่ยวไป๋จับไปตามใจ ไม่ได้ขัดขืนอีก
เสียงฟึ่บดังขึ้น ทันใดนั้นทั้งกลุ่มก็ปรากฏตัว ณ จุดหมาย
สถานที่ที่พวกเขาไปถึงเป็นทะเลทรายที่รกร้างว่างเปล่า รอบด้านมีเพียงผืนทรายกว้างไกล ไม่ปรากฏแม้พืชพรรณหรืออสูรร้ายแม้แต่เงา
“ไม่ผิดที่หรอกนะ?” เสี่ยวไป๋มองรอบด้าน ภาพตรงหน้าทำให้เขาหวนระลึกถึงช่วงเวลาตอนกางเต็นท์
“หากเจ้ามิได้เคลื่อนย้ายพลาดล่ะก็ ที่นี่แหละถูกแล้ว” เอ๋อร์โก่วดูแผนที่พลางตอบ หลังจากเหตุการณ์เคลื่อนย้ายสุ่มครั้งก่อน มันก็เริ่มมีปมกับการเคลื่อนย้ายของเสี่ยวไป๋เสียแล้ว
ชายชุดดำก็พยักหน้าเพราะจุดที่ระบุในแผนที่ก็คือสถานที่นี้
ลึกลงไปใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา ยังมีมิติอิสระซ่อนอยู่หนึ่งแห่ง
ต่างจากมิติที่ผู้แข็งแกร่งสร้างขึ้นเอง มิตินี้ดูประหนึ่งถูกหล่อหลอมขึ้นพร้อมแผ่นดินตะวันออกหลี่ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้โดยกำเนิด
ภายในมิติอิสระนั้นเต็มไปด้วยความมืดมิดไร้สิ้นสุด ทันใดนั้น แสงสีแดงคล้ายดวงตาผุดขึ้นกระพริบเป็นจังหวะ เติมแสงสว่างเลือนลางให้แก่ห้วงอันน่าหวาดผวานั้น
“บัดซบเอ๊ย ในที่สุดก็มีคนโผล่มาเสียที ไอ้พวกสัตว์นรกพวกนั้นเล่นจับข้าผนึกไว้ในที่บัดซบอะไรไม่รู้ ผ่านมากี่ปี ๆ กว่าจะมีคนมาโผล่สักที” เสียงบุรุษบันดาลโทสะดังสะท้อนก้องไปทั่วความมืด ทำลายบรรยากาศชวนขนหัวลุกอย่างสิ้นเชิง
“นี่ข้าควรจะตะโกนยังไงดีนะ? คนพวกนี้พลังยังต่ำเตี้ยเรี่ยดินจะเห็นค่ายกลที่ข้าติดอยู่ได้ยังไงกัน?” บุรุษเอ่ยด้วยความกระสับกระส่ายใจ ทั้งอึดอัด ทั้งร้อนรน รอมานานนับปีถึงมีคนผ่านมา หากพลาดครั้งนี้ไปเกรงว่าอาจไม่ได้พบใครอีกเลยก็เป็นได้
ขณะเขากำลังขบคิดหาทางเรียกความสนใจจากเสี่ยวไป๋และคนอื่น
เสียงเพล้งดั่งกระจกแตกก็พลันดังขึ้น
แสงจากคบเพลิงสาดส่องเข้ามาในห้วงมืดพร้อมด้วยเสียงเจ้าเล่ห์ของเอ๋อร์โก่ว “เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าที่นี่ต้องมีค่ายกล เจ้ายังกล้ามาเถียงอีก”
“ไอ้โง่เอ๊ย เจ้ารู้อะไร ค่ายกลพวกนี้ตั้งอยู่ในมิตินี้โดยเฉพาะ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าตอนยังอยู่ในโลกหลักเจ้าจะตรวจสอบมิติลึกลับนี่ได้” เสี่ยวไป๋ถือคบเพลิงพลางบ่นพึมพำไม่หยุด
“ข้ารู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าที่นี่ต้องมีลับลมคมในเลยซัดหมัดใส่พื้นตรง ๆ ไปเลย มัวแต่หากันจะรู้ว่าเมื่อไรถึงจะเจอ?” เสี่ยวไป๋ยังมีอีกประโยคหนึ่งที่ไม่ได้พูดออกมานั่นคือ ‘นิยายแนวเทพเซียนมันก็เขียนแบบนี้ทั้งนั้น เจอทางตันเมื่อไหร่ ซัดหมัดลงพื้นไว้ก่อน’
“ไอ้พวกโง่ทั้งคู่ ไม่รู้ก็ถามข้าสิ เรื่องแบบนี้ข้าถนัด” ระบบทนดูต่อไม่ไหว กระโดดเข้าร่วมวงเถียง
เวลาที่พระเอกหมดหนทางไม่ใช่เวลาของระบบอย่างข้าหรือ? ทำไมไม่คิดจะถามข้าบ้าง?
“เจ้า?” เสี่ยวไป๋หวนคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยร่วมทางกับระบบจากนั้นก็ตอบแบบขอไปทีว่า “ไปนอนเสียเถอะ เจ้ายุ่งทั้งวันยังจะโผล่มาอีก รบกวนเสียจริง”
ระบบสบถคำหยาบลั่น
จากประสบการณ์ร่วมกับระบบมายาวนาน เสี่ยวไป๋มีคำจำกัดความสั้น ๆ แค่สามคำคือไม่ไว้ใจและหากจะขยายเป็นห้าคำจะเป็นไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง
จะหวังพึ่งระบบ สู้คลำมั่ว ๆ เหมือนไก่ตาบอดยังดีเสียกว่า
ในขณะนั้น สิ่งมีชีวิตลึกลับในมิติก็ถึงกับตกตะลึง นี่ข้าโชคดีขนาดนั้นเชียวหรือ? แค่ซัดหมัดมั่ว ๆ ก็บังเอิญเปิดมิติเข้ามาได้? แมวตาบอดยังชนหนูตายงั้นหรือ? ไม่สิ ข้าไม่ใช่หนูตายเสียหน่อย
“ทำไมมันมืดนักล่ะ?” เสี่ยวไป๋เป่าคบเพลิงในมือให้ลุกสว่างขึ้นอีก
“คิดเท่าไรก็ไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่ามิตินี้จะมืดขนาดนี้”
“เสียดายลืมเอาอุปกรณ์ให้แสงสว่างมาด้วย” เสี่ยวไป๋ถอนหายใจพลางพูดก่อนจะชะงักไปทันที เดี๋ยวก่อน ให้แสงสว่าง?
เสี่ยวไป๋หันขวับไปมองหนานกงอวิ๋นม่อ แววตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์
หนานกงอวิ๋นม่อเห็นสายตานั้นก็ถอยกรูดไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว
“อะ อาจารย์?”
เนื่องด้วยทั้งมิติแห่งนี้มีเพียงคบเพลิงในมือเสี่ยวไป๋ให้แสงสว่าง บรรยากาศจึงชวนขนหัวลุกอยู่แล้ว เมื่อผนวกกับสีหน้าระรื่นของเสี่ยวไป๋ มันยิ่งทำให้คนขวัญอ่อนต้องขาสั่น
“อย่ากลัวไปเลย อวิ๋นม่อ ข้ามีเรื่องหนึ่งต้องให้เจ้าช่วย” เสี่ยวไป๋วางมือลงบนไหล่หนานกงอวิ๋นม่อ ทำให้เขาไม่สามารถถอยหลังได้อีก
“โปรดว่ามา ศิษย์จะทำให้สำเร็จแน่นอน” หนานกงอวิ๋นม่อพูดเสียงสั่น เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าอาจารย์ของตนสติยังครบหรือไม่
“เจ้าจงโคจรเคล็ดวิชาแล้วปล่อยสายฟ้าพันรอบกาย อย่าให้มันสลายไป” เสี่ยวไป๋ผละมือจากไหล่แล้วออกคำสั่ง
ไม่ว่าอย่างไร หนานกงอวิ๋นม่อก็ปฏิบัติตาม
“ครืน ครืน” เขาเร่งเคล็ดวิชาจนถึงขีดสุด เสียงฟ้าผ่าอื้ออึงกึกก้องเหนือท้องนภาแห่งมิติ
เมื่อสายฟ้าแปรปรวนทั่วฟ้า ทั้งมิติก็สว่างวาบเป็นระลอกเหมือนมีใครเปิดไฟกระพริบอยู่ในห้อง
ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาด ทั้งมิติก็สว่างดุจกลางวัน เมื่อสายฟ้าหายไป ทุกอย่างก็มืดมิดดังเดิม
“ดี ดีมาก รวบรวมพลังเข้า ควบคุมสายฟ้าให้อยู่รอบตัว อย่าให้ขาดช่วง” เสี่ยวไป๋สั่งจากข้าง ๆ
เขายังใส่โล่คุ้มกันไว้รอบกายหนานกงอวิ๋นม่อเพื่อให้พลังสายฟ้าไม่กระทบภูมิทัศน์รอบด้าน
เมื่อสายฟ้ารอบกายเริ่มนิ่งแสงสว่างทั่วมิติก็ไม่ต่างจากยามกลางวัน ส่องสว่างชัดเจนและเป็นพลังงานสะอาด ไม่ก่อมลพิษใด ๆ
“เยี่ยม ยอดเยี่ยม” เสี่ยวไป๋ปรบมือพึงพอใจ ไม่รู้ว่าเขาชมเรื่องความเข้าใจเร็วของหนานกงอวิ๋นม่อหรือชมความง่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของวิธีให้แสงสว่างแบบนี้กันแน่
หนานกงอวิ๋นม่อถึงกับหน้าดำเป็นถ่าน นึกว่าจะให้ช่วยเรื่องยิ่งใหญ่เสียอีกไม่คิดเลยว่าจะให้มาทำแบบนี้
“บัดซบ” เอ๋อร์โก่วทำหน้าราวเห็นผี ใช้เคล็ดวิชาสายฟ้าระดับนั้นมาให้แสงเนี่ยนะ คนในเมืองช่างเล่นกันจริง ๆ
“ขอไว้อาลัยให้ศิษย์พี่หนึ่งวินาที” จางชื่อเกอรำพันเงียบ ๆ ในใจอยู่ครู่หนึ่ง
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า พวกเจ้ามันสุดยอด” สิ่งมีชีวิตในมิติลึกลับหัวเราะลั่น ด้วยสายตาเพียงปราดเดียวมันก็มองออกว่าเคล็ดวิชาของหนานกงอวิ๋นม่อไม่ธรรมดา นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มันเห็นคนใช้เคล็ดวิชาระดับนั้นเพื่อให้แสงสว่าง