บทที่ 196 เรามาตกลงกันดี ๆ
“อาโหย มัวแต่คิดเรื่องแสงสว่างดันลืมไปเลยว่ายังมีคนอยู่ที่นี่อีกคนหนึ่ง” เสี่ยวไป๋ตบหน้าผากฉาดใหญ่พลางรู้สึกละอายใจที่ลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้เสียได้
ภายในมิตินั้นบัดนี้สว่างไสว ไม่มีสิ่งใดดูแปลกประหลาดนอกจากค่ายกลศิลาอันโดดเด่นที่สะดุดตาส่วนอื่น ๆ ก็ไม่มีอะไรพิเศษ
ไม่มีต้นไม้ ไม่มีหญ้า ไม่มีดอกไม้
“เดี๋ยวก่อน พี่ชาย ข้ามีตัวตนต่ำต้อยขนาดนั้นเลยหรือ?” สิ่งมีชีวิตนิรนามในมิติเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดอยู่บ้าง
แม้จะได้ยินเสียงของมัน แต่เสี่ยวไป๋กลับไม่อาจมองเห็นร่างของมันได้เลย
“เจ้าตัวเล็ก เจ้าอยู่ไหนกัน?” เสี่ยวไป๋หันมองไปทั่ว ไม่พบเงาร่างของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย หรือว่าจะตกหลุมไปเสียแล้ว?
“โอ๊ย ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้นเสียหน่อย” สิ่งมีชีวิตนิรนามเริ่มหงุดหงิดยิ่งขึ้น ข้าแค่พูดดี ๆ กับเจ้าทำไมถึงได้มาเรียกข้าว่าเจ้าตัวเล็กอย่างนั้นเล่า?
“ไม่ต้องอธิบาย ข้าเข้าใจเจ้าอยู่แล้ว”
“เข้าใจอะไร?”
“ก็เรื่องนั้นน่ะ”
“เรื่องไหนกัน?”
“เรื่อง...เรื่องน่ะ”
“นี่มันงานสัมมนาคนบ้าชัด ๆ” เอ๋อร์โก่วจ้องเสี่ยวไป๋ราวกับมองคนเสียสติ
“ช่างเถอะ ๆ พี่ชาย ช่วยข้าออกไปก่อนเถอะ” สิ่งมีชีวิตนิรนามไม่อยากเถียงต่อให้เสียพลังงาน หวังเพียงจะหลุดจากพันธนาการนี้เสียทีจะได้ออกไปเสพเสรีภาพให้สมใจ
“ใจเย็นก่อนเจ้าตัวเล็ก ข้ามีคำถามอยู่สองสามข้ออยากขอถามก่อน” เสี่ยวไป๋กล่าวอย่างเนิบช้า
“พี่ชาย ช่วยข้าก่อนแล้วค่อยถามไม่ได้หรือ? ข้ากำลังรีบจริง ๆ” สิ่งมีชีวิตนิรนามโอดครวญ นี่มันอะไรกัน ยังจะมีช่วงตอบคำถามอีกหรือ? คนในโลกนี้นิยมอะไรแปลก ๆ กันจริง
“อย่าเพิ่งร้อนใจ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วย แต่ตอนนี้เรารู้เรื่องของเจ้าน้อยเกินไปเพื่อความปลอดภัยของพวกเรา ข้าจึงยังไม่อาจช่วยเจ้าได้” เสี่ยวไป๋อธิบาย
“ก็ได้ ๆ พี่ชายถามมา ข้าจะตอบตามจริงทุกอย่าง” สิ่งมีชีวิตนิรนามนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบตกลง อย่างไรเสียพวกเขาเพิ่งพบกันครั้งแรก จะให้เขาช่วยทันทีได้อย่างไรกัน
คาดว่าอีกฝ่ายคงขึ้นบัญชีข้าไว้เป็นสิ่งมีชีวิตอันตรายไปแล้วกระมัง อย่างไรก็เป็นคนจากโลกชั้นต่ำอย่าเผลอทำให้เขาตกใจละกัน
ทว่า คำถามแรกจากเสี่ยวไป๋ก็เกือบทำให้เขาอาเจียนเป็นเลือด
“เจ้าบอกข้ามาซิ เจ้าเป็นคนดีหรือคนเลว?” เสี่ยวไป๋ถามอย่างจริงจัง
“แน่นอนว่าข้าเป็นคนดีสิ ข้าเป็นคนซื่อตรงเรียบร้อยเลยนะ” สิ่งมีชีวิตนิรนามตอบพลางนิ่งไปชั่วครู่ ทำไมถึงถามอะไรแบบนี้ล่ะ? ปกติไม่ควรจะถามว่าข้าเป็นใคร มาจากไหน ฝึกบำเพ็ญถึงขั้นไหน แต่งงานหรือยังหรืออะไรทำนองนั้นหรือไง?
“ดีล่ะ งั้นยืนยันได้ว่าเจ้าเป็นคนเลวเพราะโดยทั่วไปคนเลวมักจะบอกว่าตัวเองเป็นคนดี” เสี่ยวไป๋ลูบคางพลางกล่าว
“???” สิ่งมีชีวิตนิรนามได้แต่นิ่งอึ้ง แบบนี้ก็เป็นคนเลวไปแล้วงั้นหรือ?
“นี่เจ้าคิดว่าตัวเองกำลังสืบคดีอยู่หรือไง?” เอ๋อร์โก่วตบเพียะเข้าที่ตัวเสี่ยวไป๋ เจ้านี่คิดว่าตัวเองอยู่ในละครสืบสวนรึไงกัน
“แค่ก ๆ ถามเจ้าหน่อยเถอะ อยู่ที่นี่มานานสบายดีไหม?” เสี่ยวไป๋ถามอีกครั้ง
“ตายเถอะ” หนานกงอวิ๋นม่อถึงกับเซถลาเกือบหัวทิ่มพื้น
“นี่เจ้าไปเยี่ยมเรือนจำรึไงกัน?” เอ๋อร์โก่วรู้สึกอับอายที่ต้องยืนอยู่ข้างเสี่ยวไป๋ เจ้านี่เป็นคนปกติแน่หรือ?
“พี่ชาย ตลอดหลายปีมานี้ ข้าอยู่ไม่สุขสบายเลย ข้าขอร้องรีบช่วยข้าเถอะ” สิ่งมีชีวิตนิรนามเกือบร้องไห้ นี่พี่ชายจะถามคำถามที่ข้าตอบได้สักเรื่องได้ไหม?
“แต่ข้าไม่รู้จักเจ้าสักหน่อยนี่นา” เสี่ยวไป๋ตอบกลับหน้าตาเฉย
“บัดซบ” สิ่งมีชีวิตนิรนามสบถออกมาอย่างสุดกลั้น หากเป็นคนอารมณ์ร้อนกว่านี้คงจะกระโจนออกมาเล่นงานเสี่ยวไป๋แล้ว
“เจ้าตัวเล็ก ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยหรอกนะ แต่ว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าตัวอยู่ตรงไหนจะช่วยยังไงเล่า?” เสี่ยวไป๋เอ่ยถึงปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง ตั้งแต่มาถึงที่นี่ก็ไม่เคยเห็นเงาร่างของเขาเลย หากไม่เห็นคนแล้วจะช่วยได้อย่างไร?
“พี่ชาย ข้าอยู่ในกองหินนั่น รีบมาช่วยข้าที” สิ่งมีชีวิตนิรนามพลันมีความหวัง พี่ชายคนนี้สติดีกลับมาแล้ว ในที่สุดก็คุยเรื่องจริงจังกันเสียที ไม่ง่ายเลยจริง ๆ
เสี่ยวไป๋พาพรรคพวกเดินมายังค่ายกลศิลาที่ดูเด่นที่สุด
“ที่นี่หรือเปล่า?” เสี่ยวไป๋เคาะหินพวกนั้น มันแข็งราวกับเหล็กกล้า แม้แต่ของแข็งใดในแผ่นดินตะวันออกหลี่ก็มิอาจเทียบได้
“ใช่เลยพี่ชาย ข้าถูกผนึกอยู่ที่นี่แหละ” สิ่งมีชีวิตนิรนามตอบเร่งร้อน
ค่ายกลศิลานี้ไม่มีอะไรแปลกตา เป็นเพียงกองหินใหญ่ที่แข็งแกร่งมากกองรวมกันจนเป็นสิ่งปลูกสร้างคล้ายกระโจมแบบมองโกล ปิดทึบไร้ช่องว่าง เสี่ยวไป๋ก็นึกไม่ออกว่าก่อสร้างแบบนี้ได้อย่างไร หากเรียนรู้ได้ ต่อไปก็คงไม่ต้องพกเต็นท์อีกแล้ว ก่อเองเลยจะง่ายกว่า
ใต้ค่ายกลมีค่ายผนึกบางอย่างอยู่ ระดับความแข็งแกร่งก็ไม่มากนักล่ะนะ แต่สำหรับผู้ฝึกตนในแผ่นดินตะวันออกหลี่ก็ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดแล้ว ทว่าต่อเขากลับแทบไม่มีผลใดเลย
“พี่ชาย รอเดี๋ยว ข้าจะสอนวิธีทำลายค่ายกลให้ ท่านแค่ทำตามที่ข้าบอกก็พอ ชีวิตอันเสรีของข้าต่อจากนี้ ก็ฝากไว้กับพี่ชายแล้วล่ะ” สิ่งมีชีวิตนิรนามกล่าวอย่างตื่นเต้น หลังถูกผนึกมายาวนานในที่สุดก็จะได้ออกไปใช้ชีวิตอิสระเสียที
ทว่าในห้วงคำนึงของเสี่ยวไป๋กลับแวบผ่านแสงประกายหนึ่ง
“เดี๋ยวก่อนเจ้าตัวเล็ก ก่อนที่ข้าจะช่วย เจ้าให้ข้าขอตั้งเงื่อนไขสองสามข้อเสียก่อน”
“เชิญเลยพี่ชาย ขอแค่ไม่ใช่เงื่อนไขแปลกประหลาด ข้ายอมรับหมดโดยไม่ลังเล” สิ่งมีชีวิตนิรนามตอบฉับไว ยอมรับตามตรงว่าตอนนี้กลัวตรรกะของเสี่ยวไป๋อยู่พอสมควร
“พอดีสำนักเรากำลังขาดผู้อาวุโสใหญ่หนึ่งตำแหน่ง เจ้าสนใจไหม? ส่วนเรื่องค่าตอบแทน...” เสี่ยวไป๋ยังพูดไม่จบ อีกฝ่ายก็ร้องโวยวายขึ้นมาแล้ว
“ให้ข้าไปเป็นผู้อาวุโสใหญ่ของพวกท่าน? ไม่ ไม่ได้ พี่ชาย ข้าไม่ได้ไม่ให้เกียรติท่าน แต่ข้าชินกับการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่อยากถูกพันธนาการด้วยกฎของสำนักใด” สิ่งมีชีวิตนิรนามรีบโบกมือปฏิเสธทันที
ล้อกันเล่นรึไร? ข้าผู้ยิ่งใหญ่จะไปเป็นผู้อาวุโสใหญ่ให้สำนักจากโลกชั้นต่ำ? แบบนั้นชีวิตก็ต้องติดอยู่กับพวกเจ้าไปตลอดสิ จะทำสิ่งใดตามใจก็ยากขึ้นน่ะสิ
“ไม่เป็นไรหรอก สำนักเราน่ะไม่เคยจำกัดเสรีภาพของใครเลย” เสี่ยวไป๋กล่าวด้วยสีหน้าเข้าใจทุกอย่าง แต่เพราะก่อนหน้านี้เขาพยายามรับศิษย์กลับถูกคนชุดดำปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย อารมณ์ดื้อรั้นจึงกลับมาอีกครั้ง ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก
“พี่ชาย ไม่ใช่อย่างนั้น” สิ่งมีชีวิตนิรนามพูดไม่ออก ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะไม่เข้าใจข้าเลยจริง ๆ
“งั้นแปลว่าเจ้าไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา?” เสี่ยวไป๋ยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนทำท่าจะพาเอ๋อร์โก่วกับพวกจากไป
“ไม่ใช่ ๆ พี่ชาย ท่านรู้ว่าข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้นแน่นอน” เห็นเสี่ยวไป๋จะเดินจากไป สิ่งมีชีวิตนิรนามถึงกับลนลาน
รอคนมาอย่างยาวนาน หากปล่อยให้เขาไปเช่นนี้ก็คงไร้ความหมาย
เห็นเสี่ยวไป๋หันกลับมามอง เขาก็รีบกล่าวอย่างร้อนรนว่า
“พี่ชาย เรามาตกลงกันดี ๆ ก็ได้ แม้ข้าจะไม่อยากเป็นผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักท่าน แต่ข้ายอมเป็นองครักษ์ให้พวกท่านฟรี ๆ จะนานแค่ไหนก็ได้”