- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 194 ตั้งแต่เมื่อไรเจ้าถึงรุกหนักเช่นนี้?
บทที่ 194 ตั้งแต่เมื่อไรเจ้าถึงรุกหนักเช่นนี้?
บทที่ 194 ตั้งแต่เมื่อไรเจ้าถึงรุกหนักเช่นนี้?
บทที่ 194 ตั้งแต่เมื่อไรเจ้าถึงรุกหนักเช่นนี้?
“ท่านลุงเอ๋อร์โก่ว ท่านลุงเอ๋อร์โก่ว อย่าเพิ่งทะเลาะกันเลย ขอให้มีสันติไว้ก่อนเถอะ” หนานกงอวิ๋นม่อพุ่งเข้ามากอดเอ๋อร์โก่วแล้วเริ่มห้ามศึก
เพราะทั้งคู่มักจะเปิดศึกก่อนกินข้าวแทบทุกมื้อ ใครไม่สู้กันสิถึงจะน่าแปลก จนตอนนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
เสียงเอะอะโวยวายนั้นดังพอจะทำให้หนานกงอวิ๋นม่อกับพรรคพวกได้ยินชัดเจน พวกเขาจึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายนอก
ไม่นาน พวกเขาก็นั่งลงที่โต๊ะอาหาร รอให้เด็กในโรงเตี๊ยมยกอาหารมาเสิร์ฟ
“ว่าแต่ระบบ ข้าจำได้ว่าเคล็ดกลืนหลอมหกฝังเวลาใช้หลอมรวมสายเลือดจะมีผลข้างเคียงสุ่มสถานะลบไม่ใช่หรือ?” เสี่ยวไป๋พลันนึกขึ้นได้ เคยเห็นคำอธิบายตอนอ่านเคล็ดวิชานี้ครั้งแรก เขาก็อดเป็นห่วงศิษย์คนนั้นไม่ได้
ศิษย์ผู้นี้ช่างลำบากยิ่ง ศิษย์คนอื่น ๆ ก็ได้เที่ยวกับข้าสบายใจเฉิบ มีแต่อู๋ลั่วเท่านั้นที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก ช่างน่าสงสารแท้
“มีสิ แต่ไม่ถึงกับตายหรอก วางใจได้” ระบบตอบขณะมองอาหารจานเด็ดที่เด็กในโรงเตี๊ยมยกมาเสิร์ฟด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก
“ทำไมข้ารู้สึกเหมือนตัวเองทำเรื่องเลวร้ายเข้าแล้วล่ะ” เสี่ยวไป๋คิดเงียบ ๆ ในใจ
แต่พอเห็นอาหารที่ยกมาวาง เขาก็เลิกสนใจสิ่งใดทั้งนั้น ตลอดช่วงที่ผ่านมาเขาก็อยู่กับเอ๋อร์โก่วแทบตลอด ไม่นับว่าทำอะไรเลวร้ายหรอก แค่แกล้งเอ๋อร์โก่วนิดหน่อยเท่านั้นเอง
ในมิติของวิหารอสูร ว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์นั่งแกว่งเท้าอยู่บนเตียงอย่างเหงาหงอย
“ศิษย์พี่กลับมาเมื่อไรนะ? ข้าอยู่คนเดียวจะเฉาตายอยู่แล้ว” นางเท้าคาง คิ้วเรียวขมวดน้อย ๆ ดูน่าเอ็นดูนัก
“ไม่รู้เลยว่าพี่ชายอยู่ที่ใด” นางนึกถึงจางชื่อเกอ แววตาก็หม่นลง ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อไร
หลี่จี้เฟิงยังคงนั่งบนบัลลังก์ในโถงใหญ่เช่นเคย ท่วงท่าผ่อนคลายอย่างยิ่ง
“ของที่ข้าต้องการอยู่ที่ไหน? ข้าให้เวลาพวกเจ้าตั้งสิบกว่าวัน ของล่ะ?”
ภายในโถงใหญ่ ชายชุดดำหลายคนคุกเข่าอยู่กับพื้น ครั้นได้ยินคำของหลี่จี้เฟิงก็พากันตัวสั่นเทิ้ม
“รายงานองค์เหนือหัว พวกเราไปถึงแล้วพบว่าซากโบราณถูกเปิดออกไปก่อนแล้วและสายเลือดผีดูดเลือดภายในก็หายไปหมดแม้แต่หยดเดียวก็ไม่เหลือ”
“ว่าไงนะ” แววตาหลี่จี้เฟิงพลันเยียบเย็น แรงกดดันมหาศาลพุ่งถาโถมโดยไม่รู้ตัว
“พวกเราสำนึกผิดแล้ว ขอองค์เหนือหัวโปรดเมตตา” ชายชุดดำแทบตายเพราะแรงกดดันจนหายใจแทบไม่ออก
“เรื่องง่ายแค่นี้ยังทำพลาด แล้วข้าจะเก็บพวกเจ้าไว้ทำไม?” หลี่จี้เฟิงไม่เพียงไม่ลดแรงกดดันกลับเพิ่มขึ้นเสียอีก
พวกเขาแทบจะถอดใจแล้ว เราก็ไม่อยากล่าช้าเหมือนกันนะ แต่ตอนเราไปที่นั่นก็โดนคนอื่นชิงตัดหน้าไปแล้ว โทษข้าไม่ได้นะ
ขณะที่พวกเขากำลังจะตัดสินใจว่าเมื่อลงนรกแล้วจะกินอะไรดี หลี่จี้เฟิงกลับสลายแรงกดดัน
พวกเขามองหน้าหลี่จี้เฟิงอย่างงุนงง ทำไมถึงไม่ฆ่าเราล่ะ? องค์เหนือหัวเป็นอะไรไป?
“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าอีกครั้ง มีเวลาแค่ครึ่งปี ไปจับตัวสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารอสูรมาให้ข้า หากยังล้มเหลวอีกก็เตรียมหัวมารายงานตัวได้เลย” หลี่จี้เฟิงสะบัดมือโยนพวกเขาออกจากโถงใหญ่
“อีกอย่าง ส่งคนไปจับตาดูว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ไว้ให้ดี อย่าให้เกิดปัญหาเด็ดขาด”
ครึ่งปีฟังเหมือนนาน แต่ที่จริงสั้นนักเพราะแผ่นดินตะวันออกหลี่กว้างใหญ่ไพศาล แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับเทพยังหาตัวคนให้ครบภายในเวลานี้ยากนัก
“รีบไปทำงานกันเถอะ” ชายชุดดำหยิบโอสถคล้ายโอสถรักษาบาดแผลโยนเข้าปาก
อีกหลายคนก็พยักหน้า ไม่ไปไม่ได้แล้ว ครั้งนี้องค์เหนือหัวอาจเสียสติเลยไว้ชีวิต แต่คราวหน้าไม่มีทางโชคดีแบบนี้อีกแน่
หนึ่งในพวกเขาเปิดค่ายกลอวกาศ แล้วพาทุกคนเข้าสู่ห้วงมิติ
ในโถงใหญ่
“คนที่รู้เรื่องสายเลือดผีดูดเลือดทั้งโลกก็มีแค่ข้ากับสตรีศักดิ์สิทธิ์ สตรีศักดิ์สิทธิ์เอ๋ย สตรีศักดิ์สิทธิ์ เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่? อยู่เฉย ๆ ไม่ดีหรือ?” หลี่จี้เฟิงรินไวน์แดงแล้วเดินไปยังหน้าต่าง มองทิวทัศน์ภายนอกอย่างครุ่นคิด
“ใครก็ตามที่ขวางทางการฝึกวิชาข้าต้องตายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม”
แผนการที่วางไว้เป็นหมื่นปีต้องไม่มีความผิดพลาดใด ๆ
“แจ้งคนที่กำลังสืบหาสาเหตุการตายของสี่ผู้อาวุโสว่าเวลาใกล้หมดแล้ว ข้าต้องการคำตอบโดยด่วน” หลี่จี้เฟิงโยนถ้วยเปล่าลงพื้น ไม่รู้ว่าเอ่ยกับใคร
“รับทราบ” แม้จะไม่มีใครปรากฏตัว แต่เสียงขานรับกลับดังกังวาน
ภายในโรงเตี๊ยม หลังจากกินข้าวเสร็จ เสี่ยวไป๋กับคนอื่นก็นั่งพูดคุยกัน
แม้ชายชุดดำจะไม่พูดสักคำ แต่เขาก็ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสงบ
“เจ้ายังมีอะไรต้องรวบรวมอีกไหม? ถ้ามีเราจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลย” เสี่ยวไป๋หันไปถามชายชุดดำ ตอนนี้เขาไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ไม่มีภารกิจอะไรเลย คิดว่าหากได้ช่วยศิษย์สักคนก็ยังดี
แถมกลับมาแล้วยังได้กินมื้อดึกอีก ต่อด้วยอาบน้ำแล้วนอน สบายจะตายไป
ชายชุดดำได้ยินก็หยิบกระดาษหนึ่งแผ่น ปากกาหนึ่งด้ามและแผนที่เก่า ๆ ออกมา แล้วเขียนว่า
“ค่ายกลหยินหยาง มีสมบัติมิติอยู่ภายใน”
เสี่ยวไป๋หยิบแผนที่ขึ้นมาดูแวบเดียวก็เตรียมจะเคลื่อนย้ายฉับพลันทันที
แต่จู่ ๆ ชายชุดดำกลับคว้ามือเขาไว้ ขัดขวางไม่ให้เคลื่อนย้ายได้สำเร็จ
เสี่ยวไป๋ตกใจเล็กน้อย “เขา...ทำไมถึงรุกหนักขนาดนี้แล้วล่ะ?”
ชายชุดดำรู้สึกถึงสายตาเสี่ยวไป๋รีบปล่อยมือทันที แล้วรีบเขียนเพิ่มว่า
“ที่นั่นอันตรายมาก ระวังให้ดี ดูเหมือนจะมีสิ่งมีชีวิตไม่ทราบชนิดยังมีชีวิตถูกผนึกอยู่”
“ไม่เป็นไร ต่อให้อันตรายแค่ไหนก็ต้องไป เจ้าเป็นศิษย์ข้าแล้ว ข้าก็ต้องตามใจทุกเรื่องอยู่แล้ว” เสี่ยวไป๋หัวเราะร่า บอกได้เลยว่าต่อให้ไม่ทราบชนิดแค่ไหน ยังน้อยกว่าเอ๋อร์โก่วแน่
ไม่รู้ทำไม พอได้ยินประโยคนี้ หัวใจชายชุดดำกลับรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม
เอ๋อร์โก่วที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองชายชุดดำด้วยรอยยิ้มมีนัยยะ เสี่ยวไป๋ก็คิดว่าเอ๋อร์โก่วเพี้ยนอีกแล้ว เลยไม่สนใจ
“ข้าไปจ่ายเงินก่อน พวกเจ้านั่งคุยกันไปเถอะ” เสี่ยวไป๋เอ่ยอย่างขมขื่น ทุกครั้งที่ต้องจ่ายเงินนี่เหมือนมีคนคว้านหัวใจ หมดตัวทุกมื้อจริง ๆ
เขานึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมา
“หาเงินแล้วถึงรู้ว่าการเลี้ยงครอบครัวมันยากเพียงใด”
“น่าสนใจ” เอ๋อร์โก่วนอนงอตัวอยู่บนเก้าอี้พลางพึมพำเบา ๆ
เสียงเขาเบาจนหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอฟังไม่ออกเพราะกำลังคุยกันอยู่ แต่ชายชุดดำกลับได้ยินชัดถนัด
หัวใจเขาพลันปั่นป่วนอย่างไร้เหตุผล