- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 193 มังกรในสายเลือด
บทที่ 193 มังกรในสายเลือด
บทที่ 193 มังกรในสายเลือด
บทที่ 193 มังกรในสายเลือด
ผ่านไปไม่กี่นาที ต้วนอู๋ลั่วก็รู้สึกว่าร่างกายของตนเริ่มร้อนระอุ ทว่าไม่มีความเจ็บปวดแม้แต่น้อย
อีกครู่ต่อมา ทั่วทั้งร่างของเขากลายเป็นสีแดงก่ำ สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง
หญิงสาวที่นั่งอยู่เบื้องหน้าต้วนอู๋ลั่วแน่นอนว่าสังเกตเห็นอาการผิดปกตินั้น นางยื่นมือออกไปแตะร่างของเขาเบา ๆ ทว่าเพียงครู่เดียวก็ชักมือกลับทันที
“ร้อนขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ทันใดนั้น ต้วนอู๋ลั่วก็ส่งเสียงคำรามต่ำพลางโถมตัวเข้ากดหญิงสาวลงกับพื้น เขาในยามนี้สิ้นสติสิ้นความรู้สึก ควบคุมร่างกายตนเองไม่ได้
“เฮ้ย เจ้าทำอะไรของเจ้า ลุกขึ้นไปเลยนะ มันเจ็บนะ” หญิงสาวหน้าขึ้นสี ผลักอกเขาอย่างสุดแรงเพื่อให้หลุดจากท่านี้ที่น่าละอายยิ่งนัก
ทว่าไร้ผล ต้วนอู๋ลั่วยิ่งกดแน่นกว่าเดิมเสียอีก
เขาคว้าผ้าคลุมหน้าของนางแล้วโยนทิ้งไกล
และใบหน้าอันแท้จริงของหญิงสาวก็เผยออกมา นางงดงามถึงเพียงนี้ เทียบได้ก็เห็นจะมีเพียงหลิวจื่อซีเท่านั้น
หญิงสาวที่จู่ ๆ ก็ต้องเปลือยหน้ารู้สึกชะงักไปครู่หนึ่ง
“เจ้า” นางเพิ่งจะเอ่ยปากพูดก็ถูกริมฝีปากอีกคู่ปิดไว้แน่น
“เพี๊ยะ” เสียงฝ่ามือฟาดดังสนั่น หญิงสาวตบเข้าที่หน้าต้วนอู๋ลั่วเต็มแรง ฝากรอยฝ่ามือแดงสดไว้บนใบหน้าชัดเจน
จุมพิตเมื่อครู่รุนแรงเสียจนนางหายใจไม่ทัน ต้องหอบเอา
“ได้สติหรือยัง” หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่น แววตาเต็มไปด้วยทั้งความอับอายและความโกรธ นางพยายามผลักต้วนอู๋ลั่วอีกครั้ง แต่เขายังคงแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน
จากนั้น
เหตุการณ์ดำเนินไปเนิ่นนานหลายชั่วยาม
หญิงสาวค่อย ๆ ผละกายออกจากอ้อมแขนต้วนอู๋ลั่วอย่างยากลำบาก นางมองดูเขาที่ยังหลับสนิทด้วยสายตาเย็นชา แววตานั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
นางยืนอยู่นานจากนั้นจึงหยิบมีดเล่มเล็กที่ต้วนอู๋ลั่วเคยมอบให้นางขึ้นมาหลอมพลังวิญญาณเข้าใส่กำลังจะปักลงยังหัวใจเขา
ทว่ากลับชะงักค้าง นางระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเหม่อลอย
เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง นางสลายพลังออกจากมีดก่อนกล่าวเสียงเย็นเยียบ “เราสองคนชาตินี้คงไม่มีวันได้พบกันอีก เจ้าช่วยข้าหนึ่งครั้ง ข้าก็ช่วยเจ้าคืนหนึ่งครั้งถือว่าหนี้สินหมดกัน หากข้าได้เจอเจ้าอีกครั้ง ข้าจะเอาชีวิตเจ้าทันที”
กล่าวจบ นางก็จัดการแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วเหินร่างจากไปพร้อมพกมีดเล่มนั้นไปด้วย
เมื่อนางจากไป ต้วนอู๋ลั่วก็ค่อย ๆ ฟื้นสติขึ้น เขาลูบหน้าผากที่ปวดตุบ ๆ ก่อนจะหันมามองข้างตัว นางจากไปแล้ว
“ขอโทษ...” สิ่งเดียวที่เขาทำได้ในยามนี้มีเพียงคำนี้ แม้รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ก็ตาม
“ข้าจะรับผิดชอบทุกอย่าง ข้าจะตามหาเจ้าให้พบ รอข้าเถิด เราจะได้พบกันอีกแน่นอน” ต้วนอู๋ลั่วให้สัญญากับตัวเองในใจ “เพียงแต่...ในโลกใบนี้ ข้าควรจะไปหานางที่ใด?”
นางเป็นใคร? มาจากขุมอำนาจใด? ขุมอำนาจ?
พลันเขานึกได้ว่าตนยังมีของติดตัวจากนางอยู่ในแหวนมิติ
เขารีบหยิบมันออกมาพบว่าเป็นหยกอ่อนสีเขียว บนหยกมีลวดลายฟีนิกซ์สลักไว้อย่างวิจิตร แต่สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่ลายสลักนั้น
แต่เป็นตัวอักษรเล็ก ๆ บนหยกที่เขียนไว้ว่า
ซูจวินหยาแห่งตระกูลซู ขุมอำนาจซ่อนเร้น
นอกจากลวดลายฟีนิกซ์และตัวอักษรนั้นก็มีเพียงเชือกแดงเส้นหนึ่งผูกติดไว้
“แม้ข้อมูลจะน้อย แต่มิใช่ว่าจะไม่มี อย่างน้อยข้าก็รู้ชื่อและแหล่งที่มาของนางแล้ว” ต้วนอู๋ลั่วเก็บหยกกลับคืนแหวนมิติอย่างทะนุถนอม จากนั้นเริ่มตรวจสอบร่างกายของตนเอง
จากตัวอักษรคำว่าซ่อนเร้นบนหยกและพลังของนางรวมถึงความดูแคลนต่อสายเลือดมังกร เขาคาดได้ทันทีว่านางต้องมาจากตระกูลซู หนึ่งในตระกูลซ่อนเร้น
ตระกูลซ่อนเร้นเชียวนะ ที่รวมยอดอัจฉริยะจากทั่วหล้าเอาไว้ เขาจะยังกล้าปล่อยตัวตามสบายได้อีกหรือ?
เขานั่งลงขัดสมาธิแล้วเริ่มตรวจสอบพลังในร่าง
“โฮก” พร้อมกับเสียงคำรามของมังกร แรงกดดันมังกรก็ปะทุออกมาจากร่างของเขา
อสูรร้ายรอบข้างที่อ่อนแอกว่าถึงกับสลบไสลในทันที กลิ่นอายสายเลือดมันรุนแรงเกินไป พวกมันเป็นเพียงอสูรระดับต่ำที่ต่อหน้ามังกรแท้ก็ไม่ต่างจากฝุ่นธุลี
“นี่มันสายเลือดมังกรแท้ ไม่ใช่สายเลือดอสรพิษมังกร?” ต้วนอู๋ลั่วดีใจแทบบ้า สายเลือดมังกรแท้คือหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า
“ไม่เสียแรงที่เป็นเคล็ดวิชาที่อาจารย์ให้ไว้” ต้วนอู๋ลั่วนึกชมเสี่ยวไป๋ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า สำหรับเขาแล้วเสี่ยวไป๋คือเทพในบัดดล เคล็ดวิชาระดับนี้ให้เขานับถือเป็นเทพยังไม่พอเสียด้วยซ้ำ
“ได้เวลาเข้าไปสำรวจลึกในป่าแล้ว” เขายืดเส้นยืดสายเล็กน้อย แล้วออกเดินไปยังส่วนลึกของป่า ต้องรีบฝึกฝนให้มากกว่านี้
เพื่ออนาคต เพื่ออนาคต
เสี่ยวไป๋เพิ่งตื่น นั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียง ดวงตาว่างเปล่าจ้องไปยังเบื้องหน้า ไม่รู้คิดอะไรอยู่
แต่จริง ๆ เขาไม่ได้คิดอะไรเลย แค่เป็นสภาพหลังตื่นนอนปกติเท่านั้น
จากนั้นเขาก็เริ่มเดินไปเรียกพรรคพวกให้ตื่นเพราะตอนนี้ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงของพวกเขาแล้ว โดยปกติเสี่ยวไป๋จะเป็นคนปลุก บางทีก็เป็นหนานกงอวิ๋นม่อแทน
“เอ๋อร์โก่ว ออกมากินข้าวได้แล้ว” เสี่ยวไป๋เดินไปหน้าห้องเอ๋อร์โก่วแล้วยกเท้าถีบเต็มแรงหนึ่งที
จังหวะเดียวกัน ประตูห้องเปิดออกพอดี เผยให้เห็นหัวหมาดำโผล่ออกมา
“ปึก” เสียงกระแทกดังสนั่น เสี่ยวไป๋ถีบเข้าเต็ม ๆ ที่หัวเอ๋อร์โก่วตรงตำแหน่งสามจุดรวมดอกกลางกระหม่อมของฮัสกี้
“เสี่ยวไป๋ เจ้าอย่าได้วิ่งหนีข้านะ”
“ผิดไปแล้ว ๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
ชายหนึ่งหมา วิ่งไล่กันวุ่น
“ไม่ได้ตั้งใจ? แล้วเจ้าถีบตรงหน้าห้องข้าทำไม? ฝึกหมัดเมาอยู่รึไง?” เอ๋อร์โก่วพยายามพุ่งใส่เสี่ยวไป๋หลายครั้ง แต่ก็พลาดหมด
เสียงอึกทึกของทั้งสองทำให้บรรดาศิษย์ที่อยู่ห้องใกล้ ๆ เปิดประตูออกมาทีละคน สุดท้ายก็ไม่ต้องเรียกให้ลุกแล้ว พวกเขาตื่นกันเองหมด