- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 183 ต่อไปงานแบบนี้ข้าจะไม่รับเด็ดขาด
บทที่ 183 ต่อไปงานแบบนี้ข้าจะไม่รับเด็ดขาด
บทที่ 183 ต่อไปงานแบบนี้ข้าจะไม่รับเด็ดขาด
บทที่ 183 ต่อไปงานแบบนี้ข้าจะไม่รับเด็ดขาด
“ขอให้ข้าสาปส่งเจ้าไปหาปู่เถอะ ถ้าสู้กันจริง ๆ แค่ขยับนิ้วเดียว ข้าก็อัดเจ้าตายได้แล้ว”
สองพี่น้องปลอมสบถในใจพร้อมกันอย่างเดือดดาล ทว่าทางสีหน้านั้นกลับไม่กล้าแสดงความขุ่นเคืองแม้แต่น้อยเพราะพวกเขากลัวโดนเตะอีก
“พวกเจ้าสองคนตามข้าเข้าไปข้างในได้แล้ว พอเข้าไปแล้วอย่าทำให้ข้าเสียหน้าเด็ดขาด เจอผู้อาวุโสก็ต้องไหว้ อย่าทำตัวเหมือนลูกกบที่ไม่เคยโผล่จากบ่อน้ำ”
เมื่อเห็นว่าสองศิษย์ไม่มีท่าทีต่อต้านอีก ผู้อาวุโสผู้นั้นก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย
สองพี่น้องปลอมไม่ตอบอะไร แม้ร่างกายจะยอมจำนนแล้ว แต่วิญญาณยังคงต่อต้าน
“ให้เราทำตามคำสั่งเจ้าเรอะ? รอให้หมูบินได้ก่อนเถอะ”
“โอ้โห เงียบแต่ปากยังแข็งอยู่เรอะ? ยังกล้าเล่นท่ากับข้าอีก?”
อารมณ์ดี ๆ ของผู้อาวุโสหายวับไปในพริบตา เขาหยิบรองเท้าขึ้นมาแล้วฟาดลงบนตัวสองคนนั้นทันที
“โอ๊ย อ๊ากกกกกกกก”
เสียงกรีดร้องของพวกเขาดังกระหึ่มราวกับถูกประหาร
ถึงตอนนี้ สองพี่น้องปลอมก็ได้สาบานกับตัวเองว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายว่าภารกิจแบบนี้ต่อไปจะไม่รับอีกเด็ดขาด
ยามค่ำมาถึงในพริบตา
ภายในคฤหาสน์หรู แขกเหรื่อทั้งศิษย์อัจฉริยะและผู้อาวุโสต่างทยอยเข้าร่วมงานเลี้ยง
งานนี้จัดในพื้นที่กลางแจ้ง ที่นั่งมีจำกัดและมีเพียงผู้อาวุโสระดับสูงจากสำนักใหญ่เท่านั้นที่มีสิทธิ์นั่ง แม้แต่ศิษย์เอกชายหญิงก็ไม่มีเกียรติพอจะได้นั่ง
แม้จะเรียกว่างานเลี้ยงแต่เอาเข้าจริงมันก็คืองานโชว์พาวระดับชาติ
หากสำนักใดสนิทกันก็ผลัดกันยกยอปอปั้นซึ่งกันและกัน เอาให้หน้าบานกันทั้งสองฝ่าย
หากไม่สนิทก็แข่งขันกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้จะไม่ถึงกับฟาดฟันกัน แต่แรงกดดันก็ลอยตลบอบอวล
“ทุกท่านขอความเงียบด้วย”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่นั่งประธาน เป็นเสียงกังวานหนักแน่นเสริมด้วยพลังวิญญาณ
เพียงคำเดียวบรรยากาศในงานก็พลันเงียบงันเพราะคนที่เอ่ยคำนี้มิใช่ใครอื่นแต่เป็นเย่เยว่เจิน เจ้าสำนักกุยหยวนแห่งเมืองหยวนอี้ ระดับพลังมหาวิญญาณขั้นสูงสุด (เทียบเท่าระดับ 149) และยังเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของทั้งเมือง ไม่มีใครกล้าขัด
“วันนี้พวกท่านให้เกียรติมางานของข้า ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก เมื่อครู่ข้าได้หารือกับผู้อาวุโสจากลัทธิสิบบรรพชนและสำนักอื่น ๆ แล้ว มีความเห็นตรงกันว่าจะจัดการประลองขึ้นหนึ่งรอบ ผู้ชนะอันดับหนึ่งจะได้รับรางวัลใหญ่ แต่ขอย้ำให้ชัดว่าประลองแบบรู้มือ อย่าให้ถึงขั้นบาดหมางกัน” เย่เยว่เจินเอ่ยอย่างสุภาพ
พูดให้สวยหรู แต่ใครก็รู้ว่าเขาอยากโชว์พลังของสำนักตัวเองให้สำนักอื่นเห็นชัด ๆ
บรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายต่างพึมพำด่าในใจ ‘อยากโชว์พาวก็พูดตรง ๆ เถอะ จะอ้อมโลกทำไม?’
แต่ไม่มีใครกล้าขัดเพราะใครเผลอลบหลู่คนใหญ่คนโตแบบนี้ ต่อไปไม่ต้องหวังตั้งสำนักหรือเปิดหน้าทางการอีกเลย
แล้วงานก็เข้าสู่ช่วงเฟ้นหาผู้เข้าแข่งขัน เสียงอึกทึกดังไปทั่ว บรรดาสำนักต่างงัดเอาศิษย์เก่งที่สุดของตนมา ไม่มีใครอยากเสียหน้าต่อหน้าผู้อื่น
อีกมุมหนึ่งของงาน บุรุษชุดดำยืนเงียบอยู่เพียงลำพัง ไม่ได้เข้าร่วมกับกลุ่มใด
“ท่านพี่ เป็นศิษย์สำนักไหนหรือ?”
ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งเดินนำเหล่าสหายเข้ามาหาด้วยความเบื่อหน่ายจากการรอก็หาเรื่องเล่นสนุก
บุรุษชุดดำไม่ตอบแม้แต่น้อย เขาเพียงหลับตานั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอย่างเงียบงัน
“หืม เจ้านี่หยิ่งนักนะ”
ชายหนุ่มเปลี่ยนสรรพนามอย่างหยาบคายทันทีเพียงเพราะอีกฝ่ายไม่ตอบคำถาม
นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นพวกอวดดีในสำนักแน่แท้
เดิมทีเขาเพียงอยากหาเด็กสำนักเล็ก ๆ มาไถทรัพย์ เห็นบุรุษชุดดำยืนคนเดียวในมุมแถมยังใส่ชุดคลุมดำทั้งตัวก็เข้าใจผิดว่าเป็นพวกขี้ขลาดไม่กล้าเจอหน้าคน
แต่บุรุษชุดดำก็ยังคงนิ่ง ไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมามอง
“หาเรื่องตายหรือไง?”
ชายหนุ่มผู้นั้นจึงเหวี่ยงมือลงหมายจะสั่งสอน แต่ยังไม่ทันแตะตัวดี บุรุษชุดดำก็ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ สายตาเพียงแว็บเดียวก็ทำให้แขนของอีกฝ่ายขาดสะบั้น เลือดพุ่งทะลักราวน้ำพุ
“อ๊ากกกกกก แขนข้า”
ชายหนุ่มร้องลั่น วิ่งพล่านไปมาด้วยความเจ็บปวด
“ศิษย์พี่”
ลูกน้องที่ตามมาเห็นเหตุการณ์ถึงกับตัวแข็งเหมือนหิน ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโต้กลับได้โหดถึงเพียงนี้
เสียงกรีดร้องดังลั่นจนทุกคนในงานต้องหันมามอง แม้แต่ศิษย์เอกของลัทธิสิบบรรพชนและเจ้าสำนักเย่เยว่เจินเองก็ยังอดหรี่ตามองไม่ได้
“ศิษย์ข้า?”
ผู้อาวุโสของสำนักชายหนุ่มคนนั้นเห็นเข้าก็รีบบินมา หยุดเลือดให้อย่างรวดเร็ว
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ศิษย์ข้า?”
“อาจารย์ ฆ่ามัน ฆ่ามันให้ข้า”
ชายหนุ่มกัดฟันกรอด ร้องด้วยความเจ็บแค้น
“วางใจเถิด ข้าจะล้างแค้นให้เจ้าเอง”
ผู้อาวุโสคนนั้นชักพลังเตรียมใช้วิชายุทธ์ ทว่ายังไม่ทันเรียกพลังสำเร็จ ศีรษะของเขาก็ปลิวหลุดออกจากบ่า
“ฮึ่ย”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นรอบทิศ ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะลงมือฆ่าจริงโดยไม่กระพริบตา สังหารได้ไร้ปรานีเช่นนี้จะต้องฆ่าคนมานับไม่ถ้วนแน่
เหล่าผู้อาวุโสของสำนักนั้นเบิกตากว้างด้วยความโกรธจัด
แต่ยังไม่ทันได้กล่าวอะไร หัวของพวกเขาก็หลุดตามกันไปหมด
พริบตาเดียวผู้บริหารระดับสูงของสำนักนั้นตายเรียบไม่เหลือแม้แต่คนเดียว
“น่าสนใจดีนี่”
แตกต่างจากสีหน้าตกใจของสำนักอื่น เหล่าศิษย์เอกชายหญิงของลัทธิสิบบรรพชนกลับนิ่งสงบ
เพราะหากจะพูดกันตามตรง พวกเขาเองก็สามารถฆ่าผู้อาวุโสเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายเพียงแค่พวกเขาไม่เห็นความจำเป็น
“พลังไม่เลวเลยนะ”
ศิษย์เอกชายผู้หนึ่งร่างเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อพูดขึ้นเพียงมองก็รู้ว่าเป็นสายฝึกกายโดยเฉพาะ
“หืม คิดจะขึ้นไปประลองกับเขาหรือ?”
ศิษย์อีกคนถามด้วยรอยยิ้มเพราะชายกล้ามผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องชอบหาเรื่องต่อสู้แทบทุกวัน
“แน่นอน เจอผู้แข็งแกร่งก็ต้องวัดฝีมือหน่อย ไม่งั้นจะเรียกว่าชีวิตได้อย่างไร?”
ชายกล้ามพูดพลางหัวเราะลั่น สำหรับเขาแล้วหากชีวิตไม่มีการต่อสู้ก็เหมือนตายไปแล้ว
“ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา พวกเจ้าไม่มีทางสู้เขาได้”
จู่ ๆ ผู้อาวุโสระดับสูงของลัทธิสิบบรรพชนคนหนึ่งก็พูดแทรกขึ้น
“ว่าไงนะ?”
ศิษย์เอกชายหญิงทั้งหมดต่างหันมามองอย่างงุนงง พวกเขาไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“อย่าสงสัยในคำพูดข้า ข้าบอกว่าสู้ไม่ได้ก็คือสู้ไม่ได้”
ผู้อาวุโสผู้นั้นย้ำอีกครั้ง เสียงเรียบแต่แน่นหนัก
‘สิ่งที่พวกเจ้ามองไม่ออก ข้านั้นมองทะลุหมดแล้ว’