- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 184 ข้าก็เห็นด้วยเช่นกัน
บทที่ 184 ข้าก็เห็นด้วยเช่นกัน
บทที่ 184 ข้าก็เห็นด้วยเช่นกัน
บทที่ 184 ข้าก็เห็นด้วยเช่นกัน
เหล่าศิษย์เอกทั้งชายหญิงของแต่ละสำนักไม่ได้เอ่ยตอบคำใด แต่ในแววตากลับปรากฏแววเศร้าสร้อยอยู่ลึก ๆ จะอย่างไรพวกเขาก็เป็นยอดคนผู้หยิ่งผยองมาตลอด มิเคยเห็นใครอยู่ในสายตา ทว่าบัดนี้แม้แต่ผู้อาวุโสชั้นแนวหน้าของสำนักตนเองยังไม่อาจวางใจในพวกเขา ความรู้สึกผิดหวังย่อมยากจะหลีกเลี่ยง
แม้ศิษย์เอกเหล่านี้จะเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ทว่าก็ยังมิใช่ต้นกล้าพร้อมผลิใบ เบื้องหน้าคือทางอันยาวไกล พลังฝีมือยังอ่อนด้อยเกินไป ที่ผ่านมาเหลิงตนอยู่ในเปลือกแห่งความทะนง จำต้องให้พวกเขาได้ตระหนักเสียบ้างว่า นอกฟ้ามีฟ้า เหนือคนยังมีคน ขจัดความทะนงนั้นเสียให้สิ้น
เหล่าผู้อาวุโสระดับแนวหน้าของลัทธิสิบบรรพชน ต่างแสดงความสนใจอย่างแรงกล้าต่อบุรุษชุดดำผู้นั้น หากเขาเป็นเพียงชายหนุ่มจริง ดีกรีแห่งความน่าสะพรึงก็ยิ่งทวีเพราะเยาว์วัยเช่นนี้กลับมีพลังฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้ นับว่าน่าเกรงขามนัก
ทว่าเย่เยว่เจินหาได้คิดเช่นนั้นไม่ ในสายตาของเขา การที่ชายชุดดำฆ่าคนต่อหน้าธารกำนัลคือการเหยียดหยามหน้าเขาอย่างเปิดเผย ความขุ่นเคืองยิ่งสุมในอก
“เจ้าเป็นใครกันแน่? ฆ่าคนต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้มิใช่เกินไปหน่อยหรือ? บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นแขกที่ข้าเชื้อเชิญมา เจ้ากลับฆ่าเขาต่อหน้าข้า เช่นนี้เท่ากับไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยกระนั้นหรือ?” เย่เยว่เจินกล่าว น้ำเสียงของเขาเริ่มปรากฏเพลิงโทสะให้เห็นเด่นชัด
บุรุษชุดดำหาได้เอ่ยตอบคำใด แม้พลังฝีมือของเขาจะด้อยกว่าเย่เยว่เจินอยู่มาก ทว่าเขาก็มีไพ่ตายอยู่ในมือ หากถึงคราวต้องสู้ เขาย่อมแน่ใจว่าสามารถปลิดชีพเย่เยว่เจินได้
การถูกเมินเฉยซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เย่เยว่เจินกำหมัดแน่น แววตาท่วมท้นไปด้วยเพลิงโกรธ เกิดความรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรง
“ดี ยิ่งเรื่องราวใหญ่โตเท่าไรยิ่งดี เดิมทีเรายังคิดไม่ออกว่าจะลงมืออย่างไรดี ตอนนี้ไม่ต้องรอให้เราขยับเสียด้วยซ้ำ” สองพี่น้องเก๊ดีใจยิ่งนัก ในที่สุดโชคชะตาก็เข้าข้างพวกเขาบ้าง
“พวกเจ้ายิ้มอันใดนักหนา? เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องขบขันรึ?” อาจารย์ของทั้งสองจ้องมองด้วยแววเย็นชา ก่อนจะคว้ารองเท้าขึ้นมาฟาดใส่ทั้งคู่ “ถึงขนาดนี้แล้วยังจะมีอารมณ์หัวเราะ? สมองพวกเจ้าทำจากแป้งเปียกหรือไร? อยากตายก็อย่าลากข้าไปด้วย”
“ไม่ ไม่มี”
“ผิดไปแล้ว”
“อ๊ากกก อ๊ากกก”
เคราะห์กรรมของสองพี่น้องกลับคืนจุดเริ่มต้นอีกครา
“เจ้าสังกัดสำนักใด? ผู้อาวุโสของเจ้าหายหัวไปที่ใดกัน?” เย่เยว่เจินเอ่ยถามเสียงขรึม ด้วยฐานะและตำแหน่ง เขาไม่อาจลงมือกับชายผู้นั้นโดยตรง แต่ก็ใช่ว่าจะลงโทษผู้เกี่ยวข้องมิได้
งานเลี้ยงครั้งนี้ส่งคำเชิญออกไปเพียงน้อยนิดและล้วนมุ่งสู่สำนักหรือขุมอำนาจใหญ่ ไม่มีแม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระคนใด ด้วยเหตุนั้นเขาจึงอยากรู้ว่าชายชุดดำผู้นี้สังกัดสำนักใดและสำนักนั้นอบรมสั่งสอนศิษย์อย่างไรถึงได้กล้ากระทำการอุกอาจถึงเพียงนี้
แต่ชายชุดดำยังคงนิ่งเฉย ไม่ตอบคำถาม
“หึ ดี ไม่พูดก็ช่าง” เย่เยว่เจินรู้สึกว่าตนใกล้ระเบิดเต็มทีจึงรีบสั่งคนทันที “ใครก็ได้ ไปตรวจสอบให้ทีว่าชายผู้นี้มาจากสำนักใด”
“รับคำสั่ง” หนึ่งในองครักษ์ขานรับ ก่อนจะรีบวิ่งออกไป
เมื่อเข้าสู่งานเลี้ยง ทุกคนต้องตรวจสอบคำเชิญเสียก่อน ดังนั้นไม่นานนักก็ตรวจพบตัวตนของชายชุดดำแล้ว
องครักษ์คนนั้นโน้มตัวกระซิบข้างหูเย่เยว่เจิน
ใบหน้าที่เดิมเปี่ยมไปด้วยเพลิงโทสะกลับพลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นแววพึงใจแถมยังเผยรอยยิ้มบางเบา
ผู้คนรอบข้างต่างรู้สึกแปลกใจ ใคร่รู้ว่าชายผู้นั้นกล่าวสิ่งใดถึงทำให้อารมณ์ของเย่เยว่เจินเปลี่ยนฉับพลันถึงเพียงนี้
“เจ้าคนอุกอาจ เจ้ากล้าทำลายสำนักเหยียนเมี่ยพันธมิตรของข้า? คิดไม่ถึงว่าจะมีคนใจกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ เจ้าสำนึกในโทษของตนหรือไม่?” เย่เยว่เจินกลับจากอารมณ์แจ่มใสเป็นครึ้มฟ้าครึ้มฝนอีกครั้ง ไหน ๆ จะต้องแสดงละครก็ต้องให้สมจริง แม้จะถูกมองออกว่าแสร้งทำก็ช่างเถิด อย่างน้อยก็ต้องรักษาภาพลักษณ์บ้าง
เพราะในคำเชิญของชายชุดดำนั้นมีตราของสำนักเหยียนเมี่ยอยู่ด้วย ทว่าสำนักดังกล่าวเพิ่งมีข่าวล่มสลายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วเหตุใดชายชุดดำผู้นี้ถึงถือคำเชิญของสำนักเหยียนเมี่ยได้? แถมยังแต่งกายปกปิดตนเอง มิกล้าเผยโฉมหน้าอีก ความจริงก็เห็นอยู่ทนโท่
“เด็กน้อย เจ้ายังคิดว่าข้าจัดการเจ้าไม่ได้งั้นหรือ?” เย่เยว่เจินหัวเราะในใจ ด้วยเหตุนี้เขาก็มีข้ออ้างในการประหารชายผู้นี้ได้อย่างชอบธรรมแล้ว
เหล่าผู้คนต่างก็โกรธเกรี้ยวเมื่อรู้ว่าชายชุดดำคือผู้ทำลายสำนักเหยียนเมี่ยลง ด้วยว่าเจ้าสำนักนั้นเป็นผู้มีน้ำใจดี แม้พลังจะมิกล้าแข็งนัก แต่สัมพันธ์ไมตรีกับทุกสำนักก็ดียิ่ง
บัดนี้รู้ว่าชายชุดดำคือผู้กระทำ ทุกคนย่อมโกรธแค้น
“ข้าเสนอให้ประหารผู้นี้” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงดัง เหตุใดเขาจึงเสนอเช่นนี้หรือ? ก็เพราะเขาสู้ไม่ได้ หากสู้ได้ก็ลงมือไปนานแล้ว
“ข้าเห็นด้วย”
“ข้าก็เห็นด้วย” จำนวนผู้สนับสนุนการประหารเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ล้วนเป็นผู้อาวุโสสำนักไร้ชื่อเสียงที่ดีแต่ร้องโวยวาย ชอบปลุกระดม พวกสำนักชั้นแนวหน้าแท้จริงกลับนั่งดื่มสุราเฉยเมย เห็นเป็นเรื่องไร้สาระไม่เกี่ยวข้อง
บุรุษชุดดำมองภาพเบื้องหน้าด้วยความเยือกเย็น ดวงตาไร้คลื่นอารมณ์แม้แต่น้อย
“ข้าก็เห็นด้วย”
“ข้าก็เห็นด้วยเช่นกัน” นี่คือเสียงของสองพี่น้องเก๊ พวกเขาอยากฆ่าชายชุดดำใจจะขาดจึงคิดจะยืมมือคนอื่นจัดการ
“พวกเจ้าสองคนเห็นด้วยผีอะไรกัน” ผู้อาวุโสที่ดูแลพวกเขาตบหัวทั้งสองคนไปคนละฉาด “เจ้าสองคนเห็นด้วยบัดซบอะไร? ไม่เห็นหรือว่าข้ายังมิได้กล่าวคำใด? ระวังเถอะ เดี๋ยวจะหาทุกข์ใส่ตน”
“ถึงตอนนี้เจ้ายังฝืนทำเป็นเยือกเย็นอยู่อีกหรือ?” เย่เยว่เจินหัวเราะเย้ย เขาเชื่อว่าชายชุดดำผู้นี้กลัวจนขยับตัวไม่ออกแล้ว
แต่ชายชุดดำก็ยังคงไม่ตอบเช่นเดิม
เย่เยว่เจินทั้งกระดากทั้งขุ่นเคือง ถูกเมินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เสียหน้าอย่างยิ่ง
“วันนี้ข้าจะขอเป็นตัวแทนของเหล่าสำนักทั้งหลายประหารเจ้าด้วยมือข้าเอง ถือเป็นการเซ่นวิญญาณของสำนักเหยียนเมี่ยที่สถิตอยู่บนสวรรค์” ดวงตาของเย่เยว่เจินฉายแววอำมหิต เขาเตรียมลงมือแล้ว
ฝ่ายชายชุดดำก็ล้วงหยิบยันต์หนึ่งออกมาจากแหวนมิติพร้อมจะโต้กลับทุกเมื่อ
ทั่วบริเวณพลันเงียบสงัดไปถนัดตา บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารอันขึงขัง ผู้คนที่เคยโวยวายก็พลันสงบปากลงในพริบตา
“อ๊ากกกกก” ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องสี่สายพลันดังขึ้นจากเบื้องบน
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง
กลางนภา เงาดำสี่สายพุ่งทะยานตกลงมาอย่างรวดเร็ว
“โครม” เสียงบางสิ่งกระแทกพื้นอย่างรุนแรง
“ตั่บ” เสียงตกกระทบเบา ๆ ตามมา
ฝุ่นผงฟุ้งตลบคลุ้งจนยากจะมองเห็นสิ่งใดภายในชัดเจน
“เสี่ยวไป๋ เจ้าทำแบบนี้จงใจแน่ ๆ เลยใช่ไหม” เสียงของเอ๋อร์โก่วดังแว่วมาจากหมอกฝุ่น เสียงที่ชายชุดดำคุ้นเคยยิ่งนัก
“อย่ามาใส่ความข้าเสียให้ได้ ไม่ใช่แค่เจ้าคนเดียวนะที่ร่วงลงมา พวกเราก็ตกเหมือนกัน” เสียงของเสี่ยวไป๋ดังขึ้นจากในกลุ่มฝุ่นนั้น เป็นเสียงที่ชายชุดดำคุ้นเคยเสียยิ่งกว่า